ถ้ากากอาหารอยู่ในลำไส้นานๆจะเกิดผลอย่างไร

92 ครั้งเข้าชม
เมื่อท้องผูก กากอาหารที่ตกค้างในลำไส้นาน จะเกิดการบูดเน่าและสร้างสารพิษที่ดูดซึมเข้าสู่ร่างกาย ส่งผลให้ลำไส้ไม่สะอาด ระบบเลือดลมปั่นป่วน และกระทบการทำงานของอวัยวะสำคัญต่างๆ ทั่วร่างกายอย่างรุนแรง ผู้ที่มีปัญหาท้องผูกเรื้อรังจึงมีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปัญหาสุขภาพระยะยาว รวมถึงโรคร้ายแรงอย่างมะเร็งลำไส้ใหญ่
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กากอาหารค้างลำไส้นานอันตรายไหม? ผลเสียต่อสุขภาพคืออะไร?

กากอาหารค้างในลำไส้นานๆ เนี่ยนะ ฉันว่าอันตรายโคตรๆ เลย คือแบบ, นึกภาพนะ ของเสียที่มันควรจะออกไปแล้ว แต่มันดันติดอยู่ข้างในหลายวันเนี่ย มันจะไปเหลืออะไร คิดดูสิว่ากลิ่นเหม็นขนาดไหน แล้วสภาพข้างในมันจะเป็นยังไง

ตอนช่วงปี 2562 ฉันเคยท้องผูกหนักมากๆ เป็นอาทิตย์เลย รู้สึกอึดอัด ตัวร้อนๆ มีอะไรไม่ดีสะสมอยู่ข้างในจริงๆ นั่นแหละ แล้วมันก็ไม่ผิดจากที่คิดเลย คือมันหมักหมมอยู่ข้างในไง สุดท้ายมันก็กลายเป็นพิษต่อร่างกาย ทำให้ระบบภายในเราปั่นป่วนไปหมดเลย

มันไม่ได้แค่ท้องผูกนะ แต่มันลามไปถึงอย่างอื่น ตัวอย่างชัดๆ ก็เรื่องมะเร็งลำไส้นี่แหละ คือถ้าปล่อยไว้นานๆ โดยไม่จัดการอะไรเลย มันก็เพิ่มความเสี่ยงให้โรคพวกนี้เข้ามาง่ายขึ้นเยอะเลยนะ นั่นแหละที่น่ากลัวสุดๆ ฉันถึงบอกว่าห้ามละเลยเด็ดขาด

ระบบย่อยอาหารมีอะไรบ้าง ทําหน้าที่อะไร

โอ๊ย หิวอีกแล้วอ่ะ เพิ่งกินไปเองนะเนี่ย สงสัยร่างกายมันย่อยเร็วเกินไปมั้ง แล้วไอ้ที่กินไปเนี่ย มันหายไปไหนหมดนะ? ระบบย่อยอาหาร มันทำงานยังไงกันแน่นะ เออ แบบว่าบางทีก็ลืมๆ ไปบ้าง

ระบบย่อยอาหารมีหน้าที่หลักๆ เลยคือ เปลี่ยนอาหารที่เรากินเข้าไปให้กลายเป็นพลังงาน เพื่อให้ร่างกายเอาไปใช้ได้ไง และที่สำคัญอีกอย่างคือมันจะ ขับกากอาหารหรือของเสียออกนอกร่างกายผ่านทางทวารหนัก ทีนี้อวัยวะสำคัญๆ ในระบบนี้ก็เยอะนะ มีทั้ง ปาก คอหอย หลอดอาหาร กระเพาะอาหาร ลำไส้เล็ก ตับอ่อน ตับ ถุงน้ำดี ลำไส้ใหญ่ ลำไส้ตรง และทวารหนัก อูย เยอะเนอะ

คิดดูสิ ตั้งแต่เกิดมาเรากินอะไรเข้าไปตั้งเยอะแยะ ไม่เคยหยุดเลยนะ สงสัยมั้ยว่าแต่ละส่วนมันทำอะไรกันบ้าง? เออ ฉันก็สงสัย บางทีก็งงๆ ว่า ตับกับตับอ่อนมันต่างกันตรงไหน คือชื่อมันก็คล้ายๆ กันนี่นา?

มาดูกันดีกว่าว่าแต่ละอวัยวะเนี่ย มันมีบทบาทสำคัญยังไงในระบบย่อยอาหารที่โคตรจะมหัศจรรย์ของเรานะ:

  • ปาก: นี่แหละด่านแรกเลย! เราใช้ปาก เคี้ยวอาหารให้ละเอียด แล้วน้ำลายก็จะเริ่ม ย่อยแป้ง ตั้งแต่ตรงนี้เลย เจ๋งปะล่ะ.
  • คอหอยและหลอดอาหาร: สองอันนี้เหมือนทางผ่านสำคัญ จากปากลงไปกระเพาะ เป็นท่อๆ ที่ ส่งอาหารลงไป ไม่ให้ติดขัด สำคัญมากนะ ต้องไม่สำลักเชียว.
  • กระเพาะอาหาร: พออาหารลงมาถึงตรงนี้ ก็จะถูก คลุกเคล้ากับกรดและเอนไซม์ อย่างแรง เพื่อ ย่อยโปรตีน อยู่ในท้องเรานี่แหละ ใครๆ ก็รู้จักดี.
  • ลำไส้เล็ก: โห อันนี้ตัวหลักเลยนะ! การ ย่อยและดูดซึมสารอาหาร เกือบทั้งหมดเกิดขึ้นที่นี่แหละ ดูดไปใช้หมดเลย.
  • ตับ: ตับไม่ได้แค่ช่วยย่อยนะ มันยัง สร้างน้ำดี ด้วย น้ำดีนี่สำคัญมากในการ ช่วยย่อยไขมัน ถึงจะไม่ได้อยู่ในทางเดินอาหารโดยตรง แต่ก็ขาดไม่ได้เลย.
  • ถุงน้ำดี: อันนี้คือที่เก็บน้ำดีที่ตับสร้างมาไง พอถึงเวลาต้องใช้ย่อยไขมันก็จะ บีบน้ำดีออกมา จากที่นี่แหละ.
  • ตับอ่อน: เจ้าตับอ่อนก็สำคัญไม่แพ้กันเลยนะ มัน สร้างเอนไซม์สำหรับย่อยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน และไขมัน แล้วก็สร้างฮอร์โมนที่คุมน้ำตาลในเลือดด้วย.
  • ลำไส้ใหญ่: หลังจากที่ลำไส้เล็กดูดสารอาหารไปหมดแล้ว ที่เหลือก็จะมาที่นี่ไง ลำไส้ใหญ่จะ ดูดน้ำกลับ เข้าสู่ร่างกาย และ รวมกากอาหารให้เป็นอุจจาระ.
  • ลำไส้ตรงและทวารหนัก: อันนี้คือทางออกสุดท้ายเลยนะ ทำหน้าที่ เก็บอุจจาระ ไว้รอเวลาที่เราจะขับถ่ายออกไปจากร่างกาย เวลาปวดหนักทีไรก็ตรงนี้แหละ.

เมื่อวานเพื่อนฉันกินส้มตำเผ็ดมาก แล้วก็ท้องเสียไปเลย สงสัยลำไส้ใหญ่ทำงานหนักไปหน่อยมั้ง ฮ่าๆๆ ตอนเด็กๆ ฉันเคยกลืนหมากฝรั่งไปตอนอนุบาลนะ กลัวมากเลยว่ามันจะไปติดอยู่ในท้อง หมอบอกว่ามันจะออกมาเอง แต่ก็ยังแอบกังวลนิดๆ เลย คือระบบนี้มันมหัศจรรย์มากเลยนะ คิดดูสิ มันทำงานตลอดเวลา ไม่เคยหยุดพักเลย ร่างกายเรานี่โคตรอัศจรรย์ สุดยอดไปเลยอะ! นี่ก็ผ่านมาอีกวันแล้ว เดี๋ยวก็ต้องกินอีกแล้วสิเนี่ย วนไป.

ลำไส้ใหญ่ทําหน้าที่อะไร ระบบย่อยอาหาร

โถ่เอ๊ย! ไอ้ลำไส้ใหญ่เนี่ยนะ มันก็เหมือนเป็นด่านสุดท้ายของกระบวนการย่อยอาหารไงล่ะ หน้าที่หลักมันคือเก็บกวาดของเหลือ! พวกอาหารที่ย่อยไม่หมด ไม่ไหวจะเคลียร์จากลำไส้เล็กที่มันดูดสารอาหารไปจนตัวซีดหมดแล้วอะ ก็จะถูกส่งมาที่นี่แหละ เหมือนเป็นโกดังพักขยะรอคัดแยกเลยล่ะ!

พอของพวกนั้นมาถึง ลำไส้ใหญ่ก็จะโชว์สกิลเทพ ดูดน้ำกลับไปใช้! เหมือนพวกนายหน้าเก็บเงินเก็บทองไม่ให้เหลือเลยนะ ดูดซะจนกากอาหารที่เคยเหลวๆ เป็นน้ำๆ เนี่ย กลายเป็นก้อนเป็นตัวขึ้นมาเชียวแหละ ไม่งั้นนะ ปวดท้องถ่ายเป็นน้ำทั้งวันแน่ๆ เชื่อฉันสิ!

จากนั้นก็จัดการแพ็คของที่ดูดน้ำออกไปหมดแล้วเนี่ย ส่งตรงไปยังปลายทาง ทวารหนัก เพื่อกำจัดออกจากร่างกาย ในรูปแบบที่ทุกคนรู้จักกันดีนั่นแหละ! คิดดูสิ ถ้ามันไม่ทำหน้าที่นี้ ป่านนี้เราคงเดินตัวบวมฉึ่งไปด้วยของเสียในท้องเป็นแน่แท้ ว้ายยย แค่คิดก็สยองแล้ว!

เรื่องของลำไส้ใหญ่ยังมีอะไรอี๊ก:

  • ลำไส้ใหญ่ไม่ได้ดูดสารอาหารพวกโปรตีน คาร์โบไฮเดรต ไขมันแล้วนะ! อันนั้นมันงานของลำไส้เล็กเขา! อย่าเข้าใจผิดเดี๋ยวจะอดกินของอร่อยกันพอดี
  • มันดูดน้ำ วิตามินบางชนิด กับเกลือแร่กลับเข้าสู่ร่างกาย สำคัญมากเลยนะ ถ้าขาดน้ำเยอะๆ นี่มีสิทธิ์หน้ามืดเป็นลมได้ง่ายๆ เลย
  • ที่สำคัญอีกอย่างคือเป็นบ้านของเหล่าแบคทีเรียดีๆ หรือที่เรียกกันว่าจุลินทรีย์ในลำไส้ไง พวกนี้ช่วยย่อยกากใยอาหารที่เรากินเข้าไป แถมยังช่วยสร้างวิตามิน K อีกด้วยนะ! เหมือนเป็นยามเฝ้าลำไส้เลยอ่ะ
  • ระยะทางของลำไส้ใหญ่นี่ประมาณ 1.5 เมตรเชียวนะ! ยาวเกือบเท่าคนเลยแหละ คิดดูสิ ต้องเดินไกลขนาดไหนกว่าจะไปถึงจุดหมาย
  • กากอาหารจะใช้เวลาอยู่ในลำไส้ใหญ่นานหน่อยนะ อาจจะ 12-48 ชั่วโมงเลย กว่าจะถูกส่งออกไปเป็นอุจจาระ ลองนึกภาพรถติดบนทางด่วนช่วงปีใหม่สิ นั่นแหละฟีลเดียวกัน

ลําไส้ใหญ่ ย่อยอาหารประเภทใด

ลำไส้ใหญ่ไม่มีหน้าที่ย่อย.

มันรับกากที่เหลือจากลำไส้เล็ก. แล้วก็เก็บไว้. สุดท้ายก็ถ่ายทิ้ง.

  • หน้าที่หลัก: กักเก็บและขับถ่ายกากอาหาร.
  • ไม่ใช่จุดย่อย: ส่วนใหญ่เข้าใจผิด.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ลำไส้ใหญ่มีส่วนสำคัญในการดูดซึมน้ำและเกลือแร่ออกจากกากอาหาร.
  • ทำให้กากอาหารเป็นก้อนแข็งขึ้นก่อนขับถ่าย.
  • การทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ช่วยสร้างวิตามินบางชนิด.

ทวารหนักมีหน้าที่อะไรในระบบย่อยอาหาร

ทวารหนัก... มันก็ทำหน้าที่หลักๆ เลยคือ ขับถ่ายของเสีย นั่นแหละ

มันเหมือนเป็นประตูสุดท้ายของระบบย่อยอาหารเราเลยนะ

มีกล้ามเนื้อที่เรียกว่า "กล้ามเนื้อหูรูด" อยู่ตรงนั้น

แล้วก็มีเส้นประสาทคอยสั่งการให้มันทำงาน

ให้เรารู้ว่าถึงเวลาต้อง "ปลดปล่อย" แล้ว

แต่ถ้ามันมีปัญหา... แบบเป็นเนื้องอกใกล้ๆ อ่ะ

บางทีก็ต้องผ่าตัดเอาส่วนนั้นออกไป...

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • การขับถ่าย: ทวารหนักมีบทบาทสำคัญในการควบคุมการขับถ่ายอุจจาระให้เป็นไปอย่างเหมาะสม
  • กล้ามเนื้อหูรูด: ประกอบด้วยกล้ามเนื้อหูรูดชั้นใน (เรียบ) และกล้ามเนื้อหูรูดชั้นนอก (ลาย) ซึ่งอยู่ภายใต้การควบคุมของระบบประสาทอัตโนมัติและระบบประสาทโซมาติก
  • การควบคุม: การทำงานของกล้ามเนื้อหูรูดนี้ช่วยป้องกันการรั่วไหลของอุจจาระและช่วยให้เราสามารถเลือกเวลาในการขับถ่ายได้
  • เนื้องอกลำไส้ส่วนตรง: หากมีเนื้องอกในลำไส้ส่วนตรงที่อยู่ใกล้ทวารหนัก การรักษาอาจต้องใช้วิธีการผ่าตัด ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อการทำงานของทวารหนักได้

อาหารอยู่ในลําไส้กี่วัน

อาหารอยู่ในลำไส้ก็ 16-28 ชั่วโมง นั่นแหละนะ ตั้งแต่กินเข้าไปจนกระทั่งมันออกมาทางทวารหนักเลย ไม่ใช่กี่วันหรอก เอ๊ะ ทำไมบางทีก็รู้สึกเร็ว บางทีก็ช้าจังนะ

ก็อย่างที่ว่า มันขึ้นอยู่กับหลายอย่างเลยนะ ชนิดของอาหารที่เรากินเข้าไปก็มีผลมากๆ เลยล่ะ คิดดูดิ กินผักกินผลไม้ กับกินเนื้อสัตว์มันก็คงไม่เหมือนกันป่ะ อันนี้ก็เข้าใจได้เลยนะ

ที่ต้องใช้เวลานานขนาดนั้นก็เพราะว่าร่างกายเราต้องย่อยมันไง ให้มันเล็กลงไปอีกเป็นโมเลกุลเล็กๆ จิ๋วๆ เลยนะ เพราะถ้าไม่เล็กพอ ร่างกายก็เอาไปใช้ไม่ได้หรอก มันก็เป็นเรื่องพื้นฐานของร่างกายเราเลยนะ ระบบย่อยอาหารทำงานหนักขนาดนั้นอ่ะ แล้วก็มีวิธีที่จะช่วยให้กระบวนการนี้มันดีขึ้นด้วยนะ เคยอ่านเจอมาว่ามีหลายปัจจัยเลยล่ะ

  • ประเภทอาหาร:อาหารที่มีใยอาหารสูง อย่างผัก ผลไม้ ธัญพืช จะเคลื่อนที่เร็วหน่อย ส่วนเนื้อสัตว์หรืออาหารที่มีไขมันสูงจะใช้เวลานานกว่า เพราะย่อยยากกว่ามาก
  • การย่อย: ร่างกายใช้ การย่อย 2 วิธีหลักๆ เลยนะ
    • การย่อยเชิงกล: อันนี้ก็คือการบดเคี้ยว การคลุกเคล้าในกระเพาะอาหาร การบีบตัวของลำไส้ นั่นแหละ
    • การย่อยเชิงเคมี: ใช้พวกเอนไซม์ต่างๆ กรดในกระเพาะอาหาร มาแยกโมเลกุลสารอาหารให้เล็กลงจนดูดซึมได้
  • เพศ:ผู้หญิงโดยทั่วไปจะใช้เวลาในการย่อยนานกว่าผู้ชาย เล็กน้อยนะ อันนี้เป็นข้อมูลที่หลายคนอาจไม่เคยรู้มาก่อนเลยจริงๆ
  • อายุ:ยิ่งอายุมากขึ้น การทำงานของระบบย่อยอาหารก็ช้าลง เป็นเรื่องธรรมชาติเลย พอแก่ตัวลงทุกอย่างก็ทำงานได้ไม่ดีเท่าเดิมแล้วสิ
  • การดื่มน้ำ:น้ำสำคัญมาก ถ้าดื่มน้ำไม่พอ ลำไส้ก็จะทำงานไม่ค่อยดี อาจจะท้องผูกได้ง่ายๆ เลย
  • กิจกรรมทางกาย:การเคลื่อนไหวของร่างกาย เช่น การเดิน การออกกำลังกาย ช่วยกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ได้ดีมากๆ
  • ความเครียด:ความเครียดก็ส่งผลต่อระบบย่อยอาหาร โดยตรงเลยนะ บางคนเครียดแล้วท้องผูก บางคนเครียดแล้วท้องเสียก็มี

ลำไส้มีความรู้สึกไหม

ลำไส้รับรู้ได้ ไม่ใช่แค่อารมณ์. มันก็แค่ทำงานของมัน. ของไร้ประโยชน์จากลำไส้เล็ก? โยนมาลำไส้ใหญ่. ที่นี่มันจะดูดน้ำออก. แล้วก็ผลักส่วนที่เหลือไปทวารหนัก. แค่นั้น.

  • ลำไส้ไม่ใช่ก้อนเนื้อไร้ความรู้สึก. มันมี สมองลำไส้ (ENS) คุมอยู่. ระบบประสาทนี่แหละที่บอกว่ามันกำลังปวดหรือแค่บีบตัว.
  • มันรับรู้ได้ถึง การยืดตัว ความดัน สารเคมี. นั่นแหละที่ทำให้มึงรู้สึกปวด หรือไม่สบายตัว. มันไม่ได้แค่ "เป็นไป".
  • นอกจากการรีดน้ำแล้ว มันผลิตวิตามิน K และ B บางชนิด. ผ่านแบคทีเรียในนั้น. ไม่ได้แค่ทิ้งขยะ.
  • แบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ ทำงานกับกากใย. มันหมักของที่ไม่ย่อย.
  • ปัญหาอย่าง IBS (Irritable Bowel Syndrome) มักมาจากความผิดปกติของระบบประสาทในลำไส้นี่แหละ. ทำให้ลำไส้ไวเกิน.