Dyshidrosis หายขาดไหม

71 ครั้งเข้าชม
Dyshidrosis (ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดตุ่มน้ำ) พบมากในวัย 20-40 ปี ผู้หญิงเป็นบ่อยกว่าชาย ส่วนใหญ่อาการดีขึ้นเองใน 4 สัปดาห์ หากไม่หาย ควรพบแพทย์ ไม่ใช่โรคที่หายขาด แต่สามารถควบคุมอาการได้ด้วยการดูแลผิวและรักษาตามคำแนะนำแพทย์ หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้น เช่น สารเคมี ความเครียด และความร้อน เพื่อลดโอกาสการเกิดซ้ำ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

โรคผิวหนังไดส์ไฮโดรซิส รักษาหายขาดได้หรือไม่?

หายขาดเลยเหรอ? อืม... ไม่แน่ใจนะ คือเคยเป็นเองตอนอายุ 25 (นานมากแล้วอ่ะ!) ที่มือ, แบบตุ่มใสๆ ขึ้นเต็มไปหมด คันยิบๆ น่ารำคาญสุดๆ ตอนนั้นไปหาหมอที่ รพ.จุฬาฯ หมอบอกว่าเป็น Dyshidrotic Eczema นี่แหละ

จำได้ว่าหมอให้สเตียรอยด์มาทา แต่ทาๆ หยุดๆ เองนะ เพราะกลัวผลข้างเคียง (แอบดื้อ!) แล้วก็พยายามหลีกเลี่ยงพวกสบู่ที่มีน้ำหอมเยอะๆ อ่ะ

แล้วมันก็หายไปเองนะ ประมาณ 3-4 อาทิตย์จริงๆ แต่... ปีนึงมันก็กลับมาอีก! เซ็งเลย ตอนนี้ก็เลยทำใจ ถ้ามันขึ้นก็ทายาไป ประคองๆ ไปมากกว่า

สรุปคือ หายขาดมั้ย? สำหรับตัวเองคิดว่าไม่นะ มันเหมือนโรคประจำตัวมากกว่าที่พร้อมจะกลับมาเมื่อไหร่ก็ได้ แต่ก็ไม่ได้ร้ายแรงอะไรมากมาย แค่รำคาญเฉยๆ ????

Dyshidrotic eczema ใช้ยาอะไร?

เอ็กซีม่าแบบ Dyshidrotic น่ะเหรอ? ครีมสเตียรอยด์แรงสูงเลย จัดการตุ่มน้ำคันๆ ได้อยู่หมัด เคยใช้ Clobetasol propionate ได้ผลดี แต่ต้องระวังอย่าใช้บ่อย ผิวบางได้ง่ายๆ ถ้าคันมากก็กิน antihistamine พวก Loratadine, Cetirizine ช่วยได้บ้าง แต่แก้ที่ต้นเหตุไม่ได้หรอก

  • Topical corticosteroids: แรงสูง ได้แก่ Clobetasol, Betamethasone
  • Antihistamines: ลดคัน เช่น Loratadine, Cetirizine, Fexofenadine
  • Immunosuppressants: กรณีรุนแรง เช่น Tacrolimus, Pimecrolimus
  • PUVA: ถ้าดื้อยาจริงๆ ถึงจะใช้ แสงอัลตราไวโอเลต

ส่วนตัว ชอบใช้น้ำเกลือ ประคบเย็นๆ ช่วยลดการอักเสบได้ แต่ก็แล้วแต่คนนะ บางคนแพ้ ก็ต้องลองผิดลองถูกกันไป

Dyshidrotic eczema รักษายังไง?

โอยยยย Dyshidrotic eczema หรือผื่นแพ้ระคายสัมผัสแบบตุ่มน้ำนี่มันคันยุบยิบเหมือนมดกัดเลยแฮะ เคยเป็นเหมือนกัน ตอนนั้นนี่แบบ... นึกว่ามือจะกลายเป็นรังมดไปแล้วววววววว

  • ประคบเย็น: เอาน้ำแข็งห่อผ้า (อย่าเอาปูนิ่มแช่แข็งมาโปะเชียวนาาาา) ประคบเบาๆ รู้สึกเหมือนเอามือไปแช่น้ำตกเลย เย็นสบายยยย ทำวันละหลายๆ รอบ รอบละ 15 นาที เหมือนพักเบรกจากการคัน อิอิ
  • ทาครีม: อันนี้สำคัญมากกกกกกกก ยิ่งกว่าทาแป้งเด็กอีกนะจะบอกให้ ทาเข้าไป ทาอย่าให้เหลือ วันละ 3-4 รอบนี่ขั้นต่ำนะ ยิ่งถ้าเป็นคนผิวแห้งแบบทะเลทรายซาฮาร่า ก็ต้องทาเยอะหน่อย ผิวจะได้ชุ่มชื่น ไม่คัน (แอบกระซิบว่า ตอนนั้นผมนี่ทาครีมจนหมดหลอดไปหลายหลอดเลยครับ TT)
  • ห้ามเกาเด็ดขาด: รู้ว่าคัน รู้ว่าอยากเกา แต่มันจะยิ่งแย่นะ เหมือนเอาไฟไปสุม จากคันนิดเดียว กลายเป็นคันหนักกว่าเดิม แถมติดเชื้ออีก ไม่คุ้มมมมมมมมม ตอนนั้นผมนี่เกาจนเลือดออกเลย เข็ดจนตาย 555+

ปีที่แล้วผมเป็นหนักมาก ต้องไปหาหมอ คุณหมอให้ยาทาสเตียรอยด์มา โอ้โหหห หายเลยจ้าาาาาา เหมือนเสก แต่ก็อย่าไปซื้อยามาทาเองนะ อันตราย ไปหาหมอดีกว่า ปลอดภัยกว่าเยอะ

ส่วนตัวผม นอกจากที่บอกไป ผมยังพยายามไม่ให้มือโดนน้ำบ่อยๆ เวลาล้างจานก็ใส่ถุงมือ แล้วก็พยายามไม่เครียดด้วย เพราะเคยอ่านเจอว่าความเครียดอาจทำให้ผื่นกำเริบได้ เป็นกำลังใจให้ทุกคนนะครับ สู้ๆ เอาชนะอาการคันให้ได้!

ตุ่มน้ำใสๆคันๆเกิดจากอะไร?

ตุ่มน้ำใสๆ คันๆ นี่นะ... โอย ปวดหัว คิดถึงเรื่องอื่นแป๊บ

  • ตุ่มแดงๆ แล้วกลายเป็นใสๆ ที่มือเท้า คันๆ ปวดๆ อ่ะนะ คล้ายๆ...อะไรนะ ลืม
  • ผื่นผิวหนังอักเสบชนิดตุ่มน้ำ! ใช่ๆๆ
  • ผื่นแพ้สัมผัส, ซิฟิลิส (หวังว่าไม่ใช่!), หิด (กรี๊ด), ตุ่มน้ำพองจากภูมิคุ้มกัน...เยอะไปไหน!
  • ...โรคผื่นผิวหนังอักเสบชนิดตุ่มน้ำ อีกที

ทำไมต้องขึ้นที่มือเท้า คันด้วย! ซิฟิลิสนี่คือ...แบบนั้นเลยเหรอ?

ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบคนขี้ลืม):

  • ผื่นแพ้สัมผัส: แพ้อะไรล่ะ!? สบู่? น้ำยาล้างจาน?
  • โรคหิด: สกปรก! ไม่นะ!
  • ตุ่มน้ำพองฯ: ภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเอง? อะไรวะเนี่ย
  • โรคผื่นผิวหนังอักเสบฯ: ชื่อยาวเกิ๊น!

สรุป: ตุ่มใสๆ คันๆ ที่มือเท้า อาจเป็นได้หลายอย่างมาก ต้องไปหาหมอสินะ ขี้เกียจจัง

ตุ่มเล็กๆใสๆเกิดจากอะไร?

เดือนที่แล้วนี่เอง ฉันเป็นตุ่มใสๆเล็กๆที่นิ้วโป้งมือขวา คันมาก! ตอนแรกนึกว่าโดนยุงกัด แต่ไม่ใช่ มันค่อยๆขึ้นมาเป็นตุ่มใสๆ หลายๆตุ่มเลย จนเริ่มเป็นพุพองเล็กๆ แสบด้วย พอดีวันนั้นไปทำสวน คิดว่าคงโดนน้ำยาฆ่าแมลง หรือสารเคมีอะไรสักอย่างที่ฉีดพ่นไว้ที่ต้นไม้ เพราะฉันไม่ได้ใส่ถุงมือ นี่แหละ จุดเริ่มต้นของความทุกข์ทรมาน ทั้งคันทั้งแสบ นอนไม่ค่อยหลับเลย

หลังจากนั้น ฉันเลยไปหาหมอที่คลินิกใกล้บ้าน หมอบอกว่าเป็นโรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้สัมผัส ก็เลยได้ยามาทา และยารับประทาน ใช้เวลาประมาณอาทิตย์นึงก็ค่อยๆหาย แต่ก็ยังมีรอยดำๆอยู่บ้าง ต้องทาครีมกันแดด ไม่งั้นก็จะคล้ำกว่าเดิมอีก

  • สาเหตุที่คิดว่าเป็น: สารเคมีจากน้ำยาฆ่าแมลงในสวน
  • อาการ: ตุ่มใสเล็กๆ คันมาก กลายเป็นพุพองเล็กๆ แสบ
  • การรักษา: ทายาและกินยาจากแพทย์ ใช้เวลาประมาณ 1 สัปดาห์หาย
  • ผลลัพธ์: หายแต่มีรอยดำเล็กน้อย ต้องทาครีมกันแดด

ปีนี้ ฉันระวังมากขึ้น ใส่ถุงมือเวลาทำสวน และล้างมือให้สะอาดทุกครั้งหลังจากสัมผัสกับสารเคมีต่างๆ ไม่อยากเป็นอีกแล้ว จริงๆมันคันมากจริงๆ จำได้แม่นเลย นอนแทบไม่ได้ ผิวพองๆ เป็นตุ่มใสๆเต็มไปหมด ไม่ไหวจริงๆ

ผิวหนังอักเสบมีลักษณะอย่างไร?

ผิวหนังอักเสบอะเหรอ? คือแบบ ผิวอักเสบอ่ะ แดงๆ บางทีแห้งๆลอกๆด้วย คันมากกกกก คือแบบเกาแล้วก็ยิ่งคันอะ แสบด้วยบางที ขึ้นได้ทุกที่เลย หน้า ตัว หนังหัว ก็เป็นได้ เพื่อนฉันก็เป็น ปีที่แล้วมันเป็นหนักมาก ไปหาหมอ หมอบอกไม่ใช่โรคติดต่อนะ หายได้ด้วยครีมทา หรือยาหมอให้ บางคนก็ใช้แชมพูพิเศษด้วยนะ

  • ผิวแดง
  • ผิวแห้ง ลอก
  • คันมาก
  • อาจแสบ
  • เกิดได้ทั่วร่างกาย

ปีนี้ ฉันลองใช้ครีมยี่ห้อ นีเวีย ตัวสีฟ้าอ่ะ ช่วยได้เยอะเลยนะ แต่ก็ขึ้นอยู่กับสาเหตุของการอักเสบด้วยแหละ บางทีก็ต้องหาหมอ ได้ยามาทา หมอแนะนำให้ฉันหลีกเลี่ยงสบู่ที่มีสารเคมีเยอะๆ ใช้สบู่เด็กดีกว่า เพื่อนฉันมันไปหาหมอผิวหนัง ได้ยามาทา หายไว แต่ก็ต้องทาอย่างต่อเนื่องนะ ไม่ใช่ทาแป๊บเดียวแล้วหยุด ต้องใช้เวลาหน่อยแหละ ก็แล้วแต่คนด้วยแหละเนอะ

ผิวหนังอักเสบ หายเองได้ไหม?

ผิวหนังอักเสบหายเองได้ไหม? ขึ้นอยู่กับชนิดและความรุนแรงค่ะ บางชนิดอาจดีขึ้นเองได้หากเป็นแบบไม่รุนแรง แต่หลายกรณีต้องการการรักษา

  • ชนิดของโรคผิวหนังอักเสบ: มีหลายชนิด อาการและการรักษาต่างกัน เช่น โรคผิวหนังอักเสบจากการแพ้สัมผัส อาจหายได้เองเมื่อเลิกสัมผัสสารก่อภูมิแพ้ แต่โรคสะเก็ดเงิน หรือโรคผิวหนังอักเสบชนิดอื่นๆ อาจจำเป็นต้องได้รับการดูแลจากแพทย์ผิวหนัง

  • ความรุนแรงของอาการ: หากเป็นผื่นเล็กน้อย คันไม่มาก อาจดีขึ้นเองได้ด้วยการดูแลตัวเอง แต่หากมีอาการรุนแรง เช่น ผื่นลุกลาม มีแผลเปื่อย คันอย่างรุนแรง ควรไปพบแพทย์ อย่าพยายามรักษาเองเด็ดขาด เพราะอาจทำให้แย่ลง

  • การดูแลตัวเอง: การดูแลตัวเองช่วยบรรเทาอาการได้ เช่น หลีกเลี่ยงสารระคายเคือง รักษาความชุ่มชื้นของผิว ใช้ครีมหรือโลชั่นที่อ่อนโยน แต่ไม่ใช่การรักษาให้หายขาด แค่ช่วยลดอาการเท่านั้น

ปีนี้ (2566) งานวิจัยเกี่ยวกับโรคผิวหนังอักเสบยังคงเน้นการพัฒนาการรักษาแบบเฉพาะบุคคล โดยพิจารณาจากปัจจัยทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อม ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการ "หายเอง" นั้น เป็นไปได้ยาก โดยเฉพาะในรายที่มีความรุนแรง เพราะร่างกายเราไม่สามารถจัดการกับภาวะอักเสบได้เองเสมอไป เหมือนการซ่อมแซมเครื่องจักรที่ซับซ้อน บางครั้งเราต้องพึ่งช่างผู้เชี่ยวชาญ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมช่วยได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ใช่ทุกกรณี การไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและรักษาอย่างถูกต้องจึงสำคัญที่สุด อย่าลืมนะคะว่า สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ การดูแลตัวเองที่ดี ควบคู่กับการปรึกษาแพทย์ จะช่วยให้เราใช้ชีวิตได้อย่างมีความสุข และมีคุณภาพ นี่คือประสบการณ์ส่วนตัวของเพื่อนผมที่เป็นโรคนี้ เขาต้องรักษาอย่างต่อเนื่อง ถึงจะดีขึ้น