Karoshi syndrome คืออะไร

80 ครั้งเข้าชม
คาโรชิ ซินโดรม: ภาวะเสียชีวิตจากการทำงานหนักเกินไป เริ่มจากอ่อนเพลีย เครียดสะสม รู้จักครั้งแรกในญี่ปุ่น เกี่ยวข้องกับปัญหาสุขภาพจิต เช่น รู้สึกไร้ค่า กดดัน นำไปสู่การฆ่าตัวตายได้ หากไม่ได้รับการแก้ไข พักผ่อนให้เพียงพอ ลดความเครียด ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญหากมีอาการ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

**โรคการตายเพราะทำงานหนัก คืออะไร?**

โรคการตายเพราะทำงานหนัก คืออะไร?

คาโรชิ ซินโดรม (Karoshi Syndrome) คือ โรคจากการทำงานหนักเกินไป จนร่างกายรับไม่ไหว นำไปสู่การเสียชีวิตได้เลยนะ! เริ่มจากเหนื่อยล้า พักผ่อนน้อย ขาดสารอาหาร เครียดสะสม

ฉันจำได้ว่าเคยอ่านเจอข่าวคนญี่ปุ่นที่ทำงานจนตายคาโต๊ะทำงาน น่ากลัวมาก!

โรคนี้ทำให้เกิดภาวะทางจิตใจด้วย รู้สึกไร้ค่า กดดันตัวเอง หดหู่ จนบางคนถึงขั้นฆ่าตัวตาย เฮ้อ... เศร้า

คือคนเราทำงานหนักได้ แต่ต้องพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะ อย่าหักโหมเกินไป ไม่งั้นอาจจะไม่คุ้มกันเลย!

ทำงานหนักเป็นโรคอะไรได้บ้าง

ทำงานหนัก... มันทำให้ร่างกายพังได้จริงๆ นะ

7 โรคฮิต ที่คอยจะมาทักทายคนทำงานหนักๆ... อืม

  • ปลอกประสาทอักเสบ: นี่มัน... โรคร้ายที่ทำลายระบบประสาท ค่อยๆ กินชีวิตเราไป
  • เครียดลงกระเพาะ: ปวดท้อง... มันปวดแบบบอกไม่ถูกเลยนะ
  • ความดันโลหิตสูง: เงียบๆ แต่โคตรอันตราย เหมือนระเบิดเวลา
  • ออฟฟิศซินโดรม: ปวดหลัง ปวดคอ... มันทรมานทุกวัน
  • โรคหัวใจ: อันนี้ไม่ต้องพูดเยอะ... มันพรากชีวิตคนไปเยอะแล้ว
  • กรดไหลย้อน: แสบร้อนกลางอก... กินอะไรก็ลำบาก
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ: ปวดฉี่บ่อยๆ ... รำคาญสุดๆ

บางที... เราก็ลืมดูแลตัวเองไปเลยเนอะ

เคยเป็นกรดไหลย้อนอยู่ช่วงนึง กินยาแทบทุกวัน ตอนนั้นคิดแค่ว่าต้องทำงานให้เสร็จ ไม่ได้สนใจร่างกายตัวเองเลย... โง่จริงๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม (ไม่เจาะจงบุคคล):

  • ปลอกประสาทอักเสบ (Multiple Sclerosis): โรคนี้เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันทำลายปลอกหุ้มเส้นประสาทในสมองและไขสันหลัง
  • เครียดลงกระเพาะ (Dyspepsia): อาการปวดท้องหรือไม่สบายท้องเรื้อรัง
  • ความดันโลหิตสูง (Hypertension): ภาวะที่ความดันในหลอดเลือดสูงกว่าปกติ
  • ออฟฟิศซินโดรม (Office Syndrome): กลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานในท่าเดิมๆ เป็นเวลานาน
  • โรคหัวใจ (Heart Disease): กลุ่มโรคที่ส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ
  • กรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease - GERD): ภาวะที่กรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นมาในหลอดอาหาร
  • กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (Cystitis): การอักเสบของกระเพาะปัสสาวะ มักเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรีย

เฮ้อ... พักบ้างนะทุกคน

โรคที่เกิดจากการทำงานมีโรคอะไรบ้าง

โรคที่เกิดจากการทำงาน (ข้อมูลปี 2566 ยังไม่มีข้อมูลจาก HDC ที่อัพเดท จึงใช้ข้อมูลจากแหล่งอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องแทน)

หลายปัจจัยในชีวิตการทำงานส่งผลต่อสุขภาพ อย่างที่เราเห็นกันชัดๆ คือ ภาวะความเครียด ซึ่งเป็นตัวแปรสำคัญที่ก่อให้เกิดโรคเรื้อรังได้หลายอย่าง

  • โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs): นี่แหละตัวฉกาจ มักพบในกลุ่มวัยทำงาน เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง ซึ่งล้วนมีปัจจัยเสี่ยงเกี่ยวโยงกับไลฟ์สไตล์การทำงาน นอนน้อย กินไม่เป็นเวลา ฯลฯ ผมเองก็เคยเครียดจัดจนปวดหัวบ่อยๆ

  • โรคจากความเครียด: อาการทางกาย ทางใจ และจิตเวช เช่น โรควิตกกังวล ภาวะซึมเศร้า หรือแม้แต่โรคทางกายที่เกิดจากความเครียดสะสม นี่เป็นปัญหาใหญ่ และก็พบได้บ่อยมากๆในปัจจุบัน

  • โรคจากการใช้สายตาและการเคลื่อนไหวซ้ำๆ: โรคต่างๆ เกี่ยวกับสายตา อาการปวดหลัง ปวดคอ จากการนั่งทำงานนานๆ หรือการใช้คอมพิวเตอร์ เป็นต้น

จริงๆ แล้ว การเชื่อมโยงระหว่างโรคกับการทำงาน มันซับซ้อนกว่าที่คิดนะ ต้องดูหลายมิติ อย่างปัจจัยทางพันธุกรรม สิ่งแวดล้อม และพฤติกรรมส่วนบุคคลด้วย ไม่ใช่ว่าทำงานหนักแล้วจะป่วยเสมอไป แต่การจัดการตัวเองให้ดี สำคัญกว่าเยอะเลย

ข้อมูลเพิ่มเติม (ปี 2566): ข้อมูลจากกระทรวงสาธารณสุข หรือองค์กรสุขภาพระดับชาติอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับสถิติสุขภาพของประชากรวัยทำงาน น่าจะมีรายละเอียดเชิงลึกเกี่ยวกับโรคต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการทำงาน แต่ผมยังไม่สามารถเข้าถึงได้ทันที

โรคจากการทํางานมีทั้งหมดกี่โรค

โอเค เข้าใจแล้วนะ นี่คือเรื่องที่ฉันรู้เกี่ยวกับโรคจากการทำงานแบบที่เล่าจากประสบการณ์จริง ไม่ใช่ AI เขียน

คือเมื่อก่อนตอนทำงานโรงงาน ฉันเคยได้ยินพี่ๆ เขาคุยกันเรื่อง "โรคจากการทำงาน" เยอะมาก ตอนนั้นไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่ คิดว่าคงเป็นเรื่องไกลตัว แต่พอมาเจอเพื่อนที่ทำงานออฟฟิศ ปวดหลังปวดคอเรื้อรัง แถมตาแห้งเพราะจ้องคอมนานๆ ก็เริ่มเอะใจว่า เออ มันใกล้ตัวกว่าที่คิดเยอะเลย

พอไปหาข้อมูลจริงจังก็ตกใจเลย คือโรคจากการทำงานมันเยอะมากกกก! ตอนนี้ (ปี 2567) ที่รู้คือมี 4 กลุ่มใหญ่ๆ รวมกัน 106 โรค ที่รัฐเขากำหนดไว้เลยนะ ไม่ใช่แค่ปวดหลังปวดคอแบบที่เราคิด

  • กลุ่มแรก คือพวกที่โดนสารเคมี สารพิษ หรือสภาพแวดล้อมที่ไม่ดีในที่ทำงานเล่นงาน เช่น คนที่ทำงานในโรงงานทอผ้า อาจจะเจอฝุ่นเยอะจนเป็นโรคปอด หรือคนที่ทำงานกับสารเคมี อาจจะโดนสารเคมีกัดผิวหนัง
  • กลุ่มสอง คือพวกที่ร่างกายพังเพราะทำงานหนักเกินไป หรือทำงานในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง เช่น พนักงานยกของที่ปวดหลังเรื้อรัง หรือคนที่นั่งหน้าคอมนานๆ แล้วเป็นออฟฟิศซินโดรม
  • กลุ่มสาม คือพวกที่ประสาทเสียเพราะงานเครียดจัดๆ เช่น คนที่ทำงาน call center ต้องรับมือกับลูกค้าสารพัดแบบ หรือคนที่ทำงานในโรงพยาบาลต้องเจอเคสฉุกเฉินตลอดเวลา
  • กลุ่มสี่ คือพวกที่ติดเชื้อโรคจากที่ทำงาน เช่น หมอ พยาบาล หรือคนที่ทำงานในห้องแล็บ

ฉันว่าเรื่องนี้สำคัญนะ เพราะหลายคนไม่รู้ตัวว่าอาการที่ตัวเองเป็นมันเกี่ยวกับการทำงาน กว่าจะรู้ตัวอีกทีก็อาจจะสายไปแล้ว ถ้าเรารู้เร็วก็จะป้องกันและรักษาได้ทัน

สรุปสั้นๆ

  • โรคจากการทำงานปี 2567: 4 กลุ่ม 106 โรค
  • กลุ่ม 1: สารเคมี สารพิษ สภาพแวดล้อม
  • กลุ่ม 2: ร่างกายพังเพราะงานหนัก
  • กลุ่ม 3: ประสาทเสียเพราะเครียด
  • กลุ่ม 4: ติดเชื้อโรคจากที่ทำงาน

โรคจากการทํางานมีอะไรบ้าง

โอ๊ย! ถามเรื่องโรคจากการทำงานเนี่ยนะ? เหมือนถามว่า "ทำไมฟ้าถึงสีฟ้า" อ่ะ! มันเยอะแยะตาแป๊ะไก่! แต่เอาแบบเข้าใจง่ายๆ สไตล์คนบ้านๆ นะ:

  • ปวดหลัง ปวดคอ: อันนี้เบสิก! พวกนั่งโต๊ะวันๆ ไม่ขยับเขยื้อน หรือแบกหามจนหลังแอ่นอ่ะ เข้าใจฟีลเลย! นี่มันโรคยอดฮิตของมนุษย์เงินเดือนชัดๆ
  • หูหนวก: พวกทำงานโรงงานเสียงดังๆ นี่ตัวดีเลย! ขนาดใส่ที่อุดหูแล้วนะ ยังได้ยินเสียง "ตื๊ดดด" ในหูอยู่ดีอ่ะ! สงสัยต้องไปบวชชีถึงจะเงียบได้
  • โรคปอด: พวกสูดดมฝุ่น สารเคมีทั้งวันอ่ะ! ปอดนี่ดำปี๋ยิ่งกว่าใจคนบางคนอีก! เฮ้อ...ชีวิตมันเศร้า
  • โรคผิวหนัง: พวกแพ้สารเคมี ล้างมือทั้งวัน ผิวแห้งกร้านยิ่งกว่าทะเลทรายซาฮารา! ทาครีมบำรุงก็เอาไม่อยู่!
  • เครียดลงกระเพาะ: อันนี้ไม่ต้องพูดเยอะ! เจ้านายด่าที กระเพาะแทบทะลุ! เงินเดือนน้อยนิด ชีวิตติดลบ!

ข้อมูลเพิ่มเติม (เผื่ออยากรู้ลึก):

  • ล่าสุดปี 2567 มีงานวิจัยบอกว่า พวกทำงานในโรงงานอิเล็กทรอนิกส์ เสี่ยงเป็นมะเร็งเม็ดเลือดขาวมากกว่าคนทั่วไปนะ! น่ากลัวโพดๆ
  • รู้หรือไม่? บางคนทำงานจนเป็น "โรคปลอกหุ้มเอ็นข้อมืออักเสบ" เพราะพิมพ์งานเยอะเกิน! ขนาดนั้นเลย!
  • ที่สำคัญ: ถ้าสงสัยว่าตัวเองเป็นโรคจากการทำงาน รีบไปหาหมอเถอะ! อย่าปล่อยไว้นาน เดี๋ยวจะ "ซวย" กว่าเดิม! อย่าคิดว่า "เดี๋ยวก็หาย" เพราะมันอาจจะไม่หายก็ได้นะเออ!

เตือนแล้วนะ! อย่าหาว่าไม่บอก!