กลุ่มเสี่ยงโควิด มีอะไรบ้าง

0 ครั้งเข้าชม
การระบุ กลุ่มเสี่ยงโควิด มีอะไรบ้าง ประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่มหลัก กลุ่มผู้สูงอายุและกลุ่ม 608 กลุ่มผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรัง กลุ่มเปราะบางที่มีภูมิคุ้มกันต่ำ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กลุ่มเสี่ยงโควิด มีอะไรบ้าง: บุคคล 3 กลุ่มหลัก

การเรียนรู้ข้อมูล กลุ่มเสี่ยงโควิด มีอะไรบ้าง ช่วยป้องกันอันตรายจากภาวะแทรกซ้อนรุนแรงในร่างกาย การเข้าใจเกณฑ์กลุ่มเปราะบางอย่างถูกต้องช่วยลดความเสี่ยงปอดอักเสบเฉียบพลันและปกป้องชีวิตคนที่คุณรัก ติดตามข้อมูลสำคัญเพื่อเตรียมรับมือและดูแลสุขอนามัยอย่างเหมาะสม

กลุ่มเสี่ยงโควิด มีอะไรบ้าง และทำไมต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ

การพิจารณาว่า กลุ่มเสี่ยงโควิด มีอะไรบ้าง สามารถสรุปได้ว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงคือ กลุ่ม 608 และกลุ่มเปราะบาง[1] ซึ่งหากได้รับเชื้อระบบภูมิคุ้มกันร่างกายและอวัยวะต่างๆ อาจไม่สามารถรับมือได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้เกิดปอดอักเสบเฉียบพลันหรือภาวะล้มเหลวของระบบทางเดินหายใจได้ง่ายกว่าประชากรทั่วไป

การทำความเข้าใจเงื่อนไขสุขภาพเหล่านี้มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการประเมินระดับความรุนแรงและเตรียมพร้อมรับมือทางการแพทย์อย่างทันท่วงที ท่ามกลางสถานการณ์ที่เชื้อไวรัสยังคงมีการกลายพันธุ์และแพร่กระจายอยู่เป็นระยะ การแยกแยะบุคคลในครอบครัวว่าใครจัดอยู่ในกลุ่มเฝ้าระวังจะช่วยลดอัตราการสูญเสียได้อย่างมีนัยสำคัญ

เจาะลึก กลุ่ม 608 มีใครบ้าง เกณฑ์ชี้วัดและเงื่อนไขสุขภาพที่ต้องรู้

นิยามทางสาธารณสุขของกลุ่ม 608 และกลุ่มเปราะบางประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่มหลักที่มีเกณฑ์อายุและเงื่อนไขทางร่างกายเฉพาะเจาะจง[2] การแบ่งเกณฑ์อย่างชัดเจนช่วยให้การจัดสรรทรัพยากรทางการแพทย์และการดูแลรักษาที่บ้านเป็นไปอย่างมีระบบ

เกณฑ์ชี้วัดกลุ่มเปราะบางแบ่งออกได้ดังนี้: ผู้สูงอายุ: บุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ระบบภูมิคุ้มกันเริ่มเสื่อมถอยตามธรรมชาติ หญิงตั้งครรภ์: ผู้ที่มีอายุครรภ์ตั้งแต่ 12 สัปดาห์ขึ้นไป เนื่องจากสรีรวิทยาของปอดและหัวใจต้องทำงานหนักขึ้นในช่วงอุ้มท้อง เด็กเล็ก: กลุ่มเด็กที่มีอายุตั้งแต่ 6 เดือน ถึง 4 ปี ซึ่งระบบภูมิคุ้มกันยังพัฒนาไม่เต็มที่ ผู้มีภูมิคุ้มกันต่ำ: รวมถึงผู้ป่วยที่ต้องรับยากดภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยปลูกถ่ายอวัยวะ หรือผู้ติดเชื้อ HIV ที่ควบคุมอาการได้ไม่ดี คนอ้วน: บุคคลที่มีน้ำหนักเกิน 100 กิโลกรัมขึ้นไป หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) มากกว่า 35 ซึ่งส่งผลกระทบต่อความจุของปอดโดยตรง

ตอนที่ฉันเริ่มให้คำปรึกษาแก่ครอบครัวต่างๆ ในการดูแลผู้ป่วยโควิดที่บ้าน ฉันมักพบว่าหลายคนละเลยเรื่องการคำนวณน้ำหนักตัวของคนในบ้านอย่างสิ้นเชิง พวกเขาคิดว่าแค่ไม่มีโรคประจำตัวก็ปลอดภัยแล้ว แต่นั่นเป็นความคิดที่เสี่ยงมาก ในความเป็นจริง กลุ่มผู้ป่วยที่มีภาวะอ้วนรุนแรงและมีดัชนีมวลกายสูงมีโอกาสเสี่ยงที่จะต้องใช้เครื่องช่วยหายใจแบบใส่ออกซิเจนแรงดันสูงเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดดเมื่อเทียบกับผู้ที่มีน้ำหนักปกติ เนื่องจากไขมันหน้าท้องที่หนาจะดันกะบังลมทำให้ปอดขยายตัวได้น้อยลงในภาวะวิกฤต

7 กลุ่มโรคเรื้อรัง ปัจจัยเสี่ยงที่เพิ่มโอกาสเกิดอาการรุนแรง

นอกจากเกณฑ์อายุและสภาพร่างกายแล้ว ประวัติการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรังถือเป็นแกนหลักสำคัญที่ทำให้อาการโควิดทรุดลงอย่างรวดเร็ว โรคประจำตัวเหล่านี้ทำให้ร่างกายมีภาวะอักเสบเรื้อรังอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเจอไวรัสเข้าไปจึงเกิดปฏิกิริยาตอบสนองที่รุนแรงกว่าปกติ

กลุ่มโรคเรื้อรัง 7 ประเภทที่ต้องเฝ้าระวังประกอบด้วย: 1. โรคทางเดินหายใจเรื้อรัง เช่น โรคหอบหืดรุนแรง และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง (COPD) 2. โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงภาวะหัวใจล้มเหลวและโรคหลอดเลือดหัวใจตีบ 3. โรคไตวายเรื้อรัง โดยเฉพาะผู้ป่วยที่อยู่ระหว่างการฟอกไตหรือล้างไตทางหน้าท้อง 4. โรคหลอดเลือดสมอง หรืออัมพฤกษ์อัมพาตที่ส่งผลต่อการเคลื่อนไหวและการกลืน 5. โรคมะเร็ง ทุกชนิดที่อยู่ระหว่างการรักษาด้วยเคมีบำบัดหรือฉายแสง 6. โรคเบาหวาน ที่ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือดได้ไม่สม่ำเสมอ 7. โรคอ้วน ที่มีข้อจำกัดในการหายใจและการแลกเปลี่ยนก๊าซ

มีความเชื่อผิดๆ ที่ว่าหากทานยาควบคุมอาการโรคประจำตัวอยู่สม่ำเสมอแล้วจะไม่เป็นอะไร - แต่อันที่จริงแล้วไม่ใช่เลย แม้จะควบคุมความดันหรือน้ำตาลได้ดี แต่ตัวโรคได้สร้างความเสียหายสะสมแก่หลอดเลือดไปแล้ว การติดเชื้อไวรัสเพียงเล็กน้อยก็สามารถกระตุ้นภาวะลิ่มเลือดอุดตันในปอดหรือหัวใจวายเฉียบพลันได้ ดังนั้นอย่าชะล่าใจเด็ดขาด

แนวทางปฏิบัติและการดูแลตัวเองเมื่อกลุ่มเสี่ยงติดเชื้อโควิด

เมื่อพบว่าบุคคลในกลุ่มเสี่ยงมีผลตรวจโควิดเป็นบวก สิ่งแรกที่ต้องทำคือการติดต่อสถานพยาบาลหรือสายด่วนสาธารณสุขเพื่อประเมินอาการทันที การรักษาในกลุ่มนี้มักจำเป็นต้องได้รับยาต้านไวรัสอย่างรวดเร็วภายในช่วง 3-5 วันแรกนับจากเริ่มมีอาการเพื่อประสิทธิภาพสูงสุดในการยับยั้งการแบ่งตัวของไวรัส

ผู้ดูแลควรจัดเตรียมอุปกรณ์จำกัดพื้นที่ แยกห้องนอนและห้องน้ำอย่างชัดเจน ตรวจวัดระดับออกซิเจนในเลือดเป็นประจำวันละ 2-3 ครั้ง และสังเกตอาการทางระบบทางเดินหายใจอย่างใกล้ชิด หากพบว่าระดับออกซิเจนลดต่ำลงกว่าเกณฑ์ปกติ หรือมีอาการหอบเหนื่อยจนพูดไม่เป็นประโยค ต้องส่งโรงพยาบาลทันทีโดยไม่รอช้า

ล่วงรู้ความจริงข้อนี้ไว้เถอะ: การสังเกตอาการด้วยตาเปล่าในผู้สูงอายุนั้นเชื่อถือไม่ได้เสมอไป บางคนไม่มีไข้ ไม่มีอาการไอเลยด้วยซ้ำ แต่เมื่อนำเครื่องวัดออกซิเจนมาหนีบที่ปลายนิ้ว กลับพบว่าค่าออกซิเจนตกลงไปอยู่ที่ 88-90% ซึ่งเข้าสู่ภาวะพร่องออกซิเจนอย่างเงียบๆ (Happy Hypoxia) หากเราไม่ตรวจวัดอย่างเป็นระบบและมัวแต่รอให้คนไข้บ่นว่าเหนื่อย อาการปอดอักเสบอาจลุกลามจนเกินเยียวยาไปแล้ว

เปรียบเทียบระดับความเสี่ยงและการจัดการตามกลุ่มเปราะบาง

การทำความเข้าใจความต่างของปัจจัยเสี่ยงในแต่ละกลุ่มช่วยให้ผู้ดูแลสามารถเตรียมพร้อมและเฝ้าระวังอาการเฉพาะด้านได้อย่างตรงจุด

ผู้สูงอายุ (60 ปีขึ้นไป)

- วัดค่าออกซิเจนปลายนิ้วทุก 4 ชั่วโมง และประสานงานแพทย์เพื่อรับยาต้านไวรัสทันที

- ความซึมลง ทานอาหารได้น้อยลง ไข้ต่ำๆ หรือระดับความรู้สึกตัวที่เปลี่ยนไปจากปกติ

- ปอดอักเสบรุนแรง ระบบอวัยวะล้มเหลวเฉียบพลัน และภาวะพร่องออกซิเจนโดยไม่มีอาการเตือน

ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง

- ห้ามหยุดยาประจำตัวเดิมเด็ดขาด จดบันทึกอาการและแจ้งรายละเอียดโรคแก่แพทย์ผู้รักษาโควิด

- สัญญาณชีพแปรปรวน แน่นหน้าอก หายใจไม่อิ่ม หรือปัสสาวะออกน้อยลงอย่างผิดปกติ

- โรคประจำตัวกำเริบเฉียบพลัน เช่น น้ำตาลในเลือดพุ่งสูง ไตวายเฉียบพลัน หรือภาวะหัวใจขาดเลือด

หญิงตั้งครรภ์และเด็กเล็ก

- เช็ดตัวลดไข้อย่างต่อเนื่อง และรีบนำส่งโรงพยาบาลที่มีแผนกสูตินรีเวชหรือกุมารเวชกรรม

- เด็กงอแงไม่ยอมดื่มนม หายใจปีกจมูกบาน หรือหญิงตั้งครรภ์รู้สึกว่าทารกดิ้นน้อยลง

- ภาวะไข้สูงชักในเด็กเล็ก และความดันโลหิตสูงหรือภาวะพร่องออกซิเจนที่ส่งผลกระทบต่อทารกในครรภ์

แม้ว่าทุกกลุ่มจะจัดเป็นกลุ่มเปราะบางเหมือนกัน แต่ผู้สูงอายุและผู้มีโรคประจำตัวเรื้อรังต้องการการมอนิเตอร์สัญญาณชีพที่ถี่และเป็นระบบมากกว่า ขณะที่กลุ่มแม่และเด็กเน้นไปที่การควบคุมไข้และการสังเกตพฤติกรรมที่เปลี่ยนไปในแต่ละวัน
หากคุณต้องการทราบแนวทางดูแลผู้ป่วยเพิ่มเติม สามารถอ่านเพิ่มเติมได้ที่ เป็นโควิดทําอย่างไร 2567

บทเรียนการรับมือโควิดของครอบครัวคุณลุงสมศักดิ์ในวัย 67 ปี

คุณสมศักดิ์ ข้าราชการบำนาญอายุ 67 ปี อาศัยอยู่ที่จังหวัดเชียงใหม่ มีโรคประจำตัวคือเบาหวานและความดันโลหิตสูง เมื่อเริ่มมีอาการครั่นเนื้อครั่นตัวและไอเล็กน้อยในหน้าฝน ลูกหลานคิดว่าเป็นเพียงไข้หวัดธรรมดาจึงซื้อยาลดไข้ให้ทานตามปกติประกอบกับเห็นว่าคุณลุงยังเดินเหินได้ดีและไม่มีไข้สูง

ผ่านไป 3 วัน อาการไอรุนแรงขึ้น คุณสมศักดิ์เริ่มปฏิเสธการทานอาหารและนอนซึมอยู่บนเตียงตลอดวัน ลูกสาวพยายามตรวจเอทีเค (ATK) แต่คุณลุงขัดขืนเพราะเจ็บจมูก ทำให้เสียเวลาไปอีกหนึ่งวันเต็มโดยไม่ได้รักษาอย่างถูกต้องตามแนวทางผู้ป่วยกลุ่มเสี่ยง

จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อลูกสาวตัดสินใจใช้เครื่องวัดออกซิเจนหนีบปลายนิ้วขณะคุณลุงหลับและพบว่าค่าแสดงผลอยู่ที่ 89 เปอร์เซ็นต์ ครอบครัวเกิดความตื่นตระหนกอย่างมากจึงรีบติดต่อโรงพยาบาลประจำจังหวัดเพื่อขอเข้ารับการรักษาฉุกเฉียนเนื่องจากตระหนักแล้วว่าอาการซึมเกิดจากภาวะออกซิเจนต่ำ

หลังจากได้รับยาต้านไวรัสตามสิทธิ์การรักษาและพักฟื้นในห้องผู้ป่วยแรงดันลบเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ค่าออกซิเจนกลับมาคงที่ที่ 96 เปอร์เซ็นต์ คุณสมศักดิ์สัญญากับลูกหลานว่าจะไม่ปิดบังอาการป่วยและจะยอมตรวจคัดกรองทันทีที่มีอาการคล้ายหวัดในอนาคต

ขั้นตอนถัดไป

แยกแยะกลุ่มเสี่ยงในบ้านให้ชัดเจน

ตรวจสอบอายุ ประวัติโรคเรื้อรัง 7 กลุ่มโรค และเกณฑ์น้ำหนักตัวของสมาชิกทุกคนเพื่อจัดทำแผนเตรียมพร้อมล่วงหน้า

เตรียมเครื่องมือวัดสัญญาณชีพให้พร้อม

เครื่องวัดออกซิเจนปลายนิ้วและปรอทวัดไข้เป็นอุปกรณ์จำเป็นที่ต้องมีติดบ้านและใช้ตรวจวัดอย่างเป็นระบบเมื่อมีอาการ

อย่ารอจนมีอาการเหนื่อยหอบชัดเจน

ภาวะพร่องออกซิเจนในผู้สูงอายุอาจแสดงออกผ่านอาการซึมสับสนหรือเบื่ออาหาร การตรวจเช็กอย่างสม่ำเสมอช่วยให้ส่งโรงพยาบาลได้ทันท่วงที

คำตอบด่วน

หากคนในบ้านอยู่ในกลุ่ม 608 แต่ฉีดวัคซีนครบแล้ว ยังเสี่ยงอาการหนักอยู่ไหม

แม้จะฉีดวัคซีนครบแล้ว แต่อัตราการสร้างภูมิคุ้มกันในผู้สูงอายุและผู้ป่วยโรคเรื้อรังจะลดลงเร็วกว่าคนหนุ่มสาว ดังนั้นจึงยังคงมีความเสี่ยงที่จะเกิดอาการรุนแรงได้หากได้รับเชื้อในปริมาณมาก ควรเฝ้าระวังอาการอย่างใกล้ชิดเช่นเดิม

เกณฑ์ดัชนีมวลกายเท่าไหร่ถึงจะจัดว่าอยู่ในกลุ่มเสี่ยงโควิดจากโรคอ้วน

ตามเกณฑ์ทางการแพทย์ระบุว่าผู้ที่มีน้ำหนักตัวเกิน 100 กิโลกรัม หรือมีดัชนีมวลกาย (BMI) ตั้งแต่ 35 ขึ้นไป จัดเป็นกลุ่มเสี่ยงสูง เนื่องจากไขมันส่วนเกินจะจำกัดการขยายตัวของทรวงอกทำให้ปอดทำงานหนักขึ้นเมื่อเกิดการติดเชื้อ

หญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อโควิดสามารถทานยาฟ้าทะลายโจรได้หรือไม่

ห้ามหญิงตั้งครรภ์ทานยาฟ้าทะลายโจรโดยเด็ดขาด เนื่องจากมีผลต่อทารกในครรภ์และอาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการแท้งบุตร หากติดเชื้อควรไปพบแพทย์เพื่อรับการวินิจฉัยและจัดยาต้านไวรัสที่ปลอดภัยภายใต้การดูแลของสูตินรีแพทย์เท่านั้น

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถใช้ทดแทนคำแนะนำทางการแพทย์โดยตรงจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ สภาพร่างกายและปัจจัยเสี่ยงของแต่ละบุคคลมีความแตกต่างกันอย่างมาก โปรดปรึกษาแพทย์หรือบุคลากรทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องก่อนตัดสินใจปรับเปลี่ยนการรักษาหรือการดูแลสุขภาพ หากมีอาการรุนแรงโปรดติดต่อสายด่วนฉุกเฉินทางการแพทย์ทันที

อ้างอิง

  • [1] Ddc - การพิจารณาว่า กลุ่มเสี่ยงโควิด มีอะไรบ้าง สามารถสรุปได้ว่ากลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงสุดต่อการเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงคือ กลุ่ม 608 และกลุ่มเปราะบาง
  • [2] Ddc - นิยามทางสาธารณสุขของกลุ่ม 608 และกลุ่มเปราะบางประกอบด้วยบุคคล 3 กลุ่มหลักที่มีเกณฑ์อายุและเงื่อนไขทางร่างกายเฉพาะเจาะจง