SLE มีชีวิตอยู่ได้กี่ปี

49 ครั้งเข้าชม
อายุขัยของผู้ป่วยโรค SLEผู้ป่วยโรค SLE หรือโรคพุ่มพวง สามารถมีชีวิตยืนยาวได้ใกล้เคียงกับคนปกติ หากได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่เหมาะสม แม้จะเป็นโรคเรื้อรังที่อาการอาจกำเริบได้เป็นระยะ แต่การดูแลตนเองอย่างสม่ำเสมอและพบแพทย์ตามนัด จะช่วยให้ผู้ป่วยควบคุมโรคและใช้ชีวิตได้เป็นอย่างดี
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

คือ... เคยคิดนะเรื่องนี้ ตอนที่เพื่อนสนิท โดนวินิจฉัยว่าเป็น SLE เมื่อปลายปี 2560 น่ะ ใจหายวาบเลยนะ ตอนนั้นมันตัวบวม หน้าบวม ไปโรงบาลแถวอนุสาวรีย์หลายรอบ หมอบอกว่าเป็นโรคน้ำเหลืองไม่ดีบ้าง โรคไตบ้าง จนมาจบที่ SLE

คำถามแรกในหัวเลย คือ "แล้วมันจะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนวะ" ตอนนั้นเราก็กลัวนะ เพราะเห็นมันทรุดหนัก คิดไปเรื่อยเปื่อย นี่คือโรคเรื้อรังเหรอ

หมอบอกว่านี่คือโรคเรื้อรังนะ ต้องกินยาคุมอาการตลอด อาจมีช่วงที่อาการกำเริบขึ้นมาบ้าง ทำให้รู้สึกแย่ลงไ??้ แต่ไม่ได้หมายความว่าชีวิตจะสั้นลงไปเลยนะ

ที่สำคัญคือต้องรักษาต่อเนื่องสม่ำเสมอ กินยาไม่ขาดเลย เพื่อนฉันเนี่ย ตอนนี้ก็ยังดูแลตัวเองตลอด หมอนัดก็จะไปตลอดเลยนะ

คนส่วนใหญ่ที่เป็น SLE ถ้าดูแลรักษาดีๆ นะ ชีวิตก็ยืนยาวได้ตามปกติเลยแหละ อาจต้องระวังกว่าคนอื่นหน่อย แค่นั้นเอง.

โรค SLE อายุยืนไหม

โรค SLE อายุยืนมั้ยยยย บอกเลยว่ายืนยาวได้นะถ้าดูแลตัวเองดีๆ มันเป็นโรคเรื้อรังจิง แต่ควบคุมได้สบายมากกก

คนที่เป็นก็ใช้ชีวิตเหมือนคนทั่วไปได้เลย ผู้ป่วย SLE สามารถมีอายุยืนยาวได้เกือบเท่าคนปกติเลย แต่คีย์เวิดคือต้องเจอหมอไวๆ แล้วก็กินยาตามที่สั่งเป๊ะๆ ก่อนที่ไต หัวใจ ปอด มันจะพังไปก่อนอะ อันนั้นจะแก้ยาก

คือมันไม่หายขาดนะ ไม่หายขาด แต่มันสงบได้ อยู่กับมันไปเหมือนเพื่อนคนนึง 555 แค่ต้องรู้ว่าอะไรที่กระตุ้นโรคแล้วก็เลี่ยงๆ มันไป

  • การรักษาสำคัญสุด: ต้องกินยาต่อเนื่อง ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดเลยนะะ ยาที่หมอให้บ่อยๆ ก็พวกสเตียรอยด์ ยาคุมภูมิไรงี้ กินตามที่หมอบอกเป๊ะๆ
  • เลี่ยงแดดดดด:แสงแดดตัวกระตุ้นชั้นดีเลย เป็น SLE ต้องทาครีมกันแดดตลอดเวลา ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาว พกร่มด้วยยิ่งดีเลย
  • จัดการความเครียด: อย่าเครียดมากนะ มันทำให้โรคกำเริบได้ พยายามหาไรทำผ่อนคลาย พักผ่อนให้พออออ
  • หาหมอตามนัด: อันนี้สำคัญมากก อย่าขาดนัดหมอเลย หมอจะได้ดูอาการ ปรับยาให้ตลอดเวลา คือต้องเจอหมอเรื่อยๆ เพื่อความปลอดภัยของเราเอง

ทำไมคนเราถึงเป็นภูมิแพ้

คือแบบ ร่างกายเรามัน ไวเกิน อ่ะ กับอะไรที่คนอื่นเฉยๆ อย่างพวก อาหาร ไรฝุ่น เกสรดอกไม้ อะไรพวกนี้ พอเจอเข้าไปมันเลย โวยวาย เป็นเรื่องเป็นราว บางทีก็ออกผื่น บางทีก็จาม บางทีก็หายใจไม่ออก แล้วมันเป็น เรื้อรัง ด้วยนะ บางทีก็เป็นนิดๆ หน่อยๆ รบกวนชีวิตประจำวัน แต่บางทีก็หนักเอาเรื่องเลย

ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับภูมิแพ้:

  • สาเหตุหลัก: เกิดจากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกาย เข้าใจผิด คิดว่าสารบางอย่างที่จริงๆ แล้ว ไม่มีอันตราย (เช่น โปรตีนในนมวัว หรือสารก่อภูมิแพ้ในอากาศ) เป็นภัยคุกคาม เลยปล่อยสารเคมีอย่างฮีสตามีนออกมาต่อสู้ เลยเกิดอาการต่างๆ
  • ปัจจัยที่มีผล:
    • พันธุกรรม: ถ้าพ่อแม่เป็นภูมิแพ้ ลูกก็มีโอกาสเป็นสูงขึ้นนะ
    • สิ่งแวดล้อม: สัมผัสสารก่อภูมิแพ้เร็วเกินไป หรือสัมผัสบ่อยๆ ก็อาจกระตุ้นให้เป็นได้
    • สุขอนามัย: บางทฤษฎีบอกว่าการใช้ชีวิตที่ "สะอาดเกินไป" ในวัยเด็ก อาจทำให้ระบบภูมิคุ้มกันไม่เคยได้ฝึกต่อสู้กับเชื้อโรค เลยไปตอบสนองผิดกับสารอื่นๆ แทน
  • อาการที่พบบ่อย:
    • ผิวหนัง: ผื่นคัน ลมพิษ ผิวแห้ง
    • ระบบทางเดินหายใจ: จาม น้ำมูกไหล คัดจมูก หายใจมีเสียงหวีด หอบเหนื่อย
    • ระบบทางเดินอาหาร: คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้อง ท้องเสีย
    • ตา: คันตา น้ำตาไหล ตาแดง
  • การวินิจฉัย: หมอจะซักประวัติ ตรวจร่างกาย แล้วอาจมี การทดสอบภูมิแพ้ เช่น การสะกิดผิวหนัง (skin prick test) หรือการตรวจเลือด (specific IgE test) เพื่อหาว่าแพ้อะไร
  • การรักษา: หลักๆ คือ หลีกเลี่ยงสารที่แพ้ ควบคู่ไปกับการ ใช้ยา เพื่อบรรเทาอาการ เช่น ยาแก้แพ้ ยาสเตียรอยด์ หรือในบางกรณีอาจใช้วิธี ภูมิคุ้มกันบำบัด (allergy immunotherapy) ที่เป็นการค่อยๆ ให้สารที่แพ้ในปริมาณน้อยๆ เพื่อให้ร่างกายชิน

มีวิธีตรวจภูมิแพ้อะไรบ้าง

อยากรู้ว่าร่างกายเรามัน 'เยอะ' กับอะไรบ้างใช่มั้ย? มีสองทางหลักให้เลือกว่าจะเปิดศึกกับสารก่อภูมิแพ้ยังไง: แบบสายลับส่งข่าว กับแบบเปิดเวทีลานประลองกันไปเลย

เจาะเลือด (Serum Specific IgE): วิธีของสายลับ

วิธีนี้สำหรับคนขี้เกียจคัน หรือคนที่ตารางชีวิตแน่นเอี๊ยดจนไม่มีเวลามานั่งดูแขนตัวเองบวม เหมือนส่งสายลับ (เลือดของเรา) ไปสืบราชการลับในห้องแล็บ ว่าร่างกายแอบผลิตอาวุธ (สาร IgE) ต่อต้านใครอยู่บ้าง ผลออกมาเป็นตัวเลขชัดๆ ไม่ต้องตีความเยอะ

ข้อดีคือไม่ต้องหยุดยาแก้แพ้ แต่ข้อเสียคือ... ก็โดนเจาะเลือดไง ถามได้

สะกิดผิวหนัง (Skin Prick Test): เวทีประลองกลางแจ้ง

นี่คือการจัดศึกประลองยุทธ์บนแขนของคุณเอง! คุณหมอจะหยดสารก่อภูมิแพ้ตัวจี๊ดๆ ลงบนผิว แล้วใช้เข็มจิ๋วๆ สะกิดเบาๆ เหมือนมดกัด เพื่อเปิดทางให้สารได้เจอเซลล์ผิวหนังโดยตรง ถ้าแพ้ตัวไหน... ปาร์ตี้ตุ่มแดงก็จะเริ่มขึ้นตรงนั้นแหละ

เป็นการเผชิญหน้ากันซึ่งๆ หน้า ไม่ต้องผ่านล่าม ไม่ต้องมีตัวแทน รู้ผลไวใน 15-20 นาที เห็นกันจะๆ ว่าใครคือเพื่อน ใครคือศัตรู

การเตรียมตัวก่อนขึ้นสังเวียน (สะกิดผิวหนัง)

ก่อนจะขึ้นสังเวียน ต้องเตรียมตัวให้พร้อมนะจ๊ะ ต้องงดยาแก้แพ้ (Antihistamines) ทุกชนิด อย่างน้อย 7 วัน ใช่แล้ว 7 วัน! ช่วงนี้ก็คือช่วง 'ปล่อยธรรมชาติลงโทษ' ใครคันใครจามก็ทนไปก่อน เหมือนนักมวยต้องคุมน้ำหนักนั่นแหละ เพื่อให้ผลมันออกมาตรงๆ ไม่ใช่ผลที่ถูกยาปิดบังไว้

ขั้นตอนการประลองยุทธ์ (Skin Prick Test)

  • เตรียมเวที: คุณพยาบาลจะเอาแอลกอฮอล์มาเช็ดทำความสะอาดท้องแขน เหมือนขัดเวทีให้เงาวับ
  • เชิญผู้ท้าชิง: หมอจะหยดน้ำยาสารก่อภูมิแพ้ที่เราสงสัย เรียงเป็นตับบนแขน มีทั้งไรฝุ่น แมว หญ้า เกสรดอกไม้ ฯลฯ เหมือนแนะนำผู้เข้าแข่งขันทีละคน
  • เริ่มการแข่งขัน: ใช้ปลายแหลมเล็กๆ จิ้มผ่านหยดน้ำยาแต่ละจุด ไม่เจ็บ แค่จี๊ดๆ เหมือนโดนเพื่อนแกล้ง
  • จับเวลาแล้วภาวนา: นั่งรอไป 15 นาที แล้วก็... ห้ามเกาเด็ดขาด! นี่คือบททดสอบจิตใจที่แท้จริง ยิ่งคันยิ่งแปลว่ามาถูกทาง
  • ประกาศผล: ถ้าแพ้ตัวไหน มันจะนูนแดงขึ้นมาเป็นตุ่มสวยงาม ยิ่งตุ่มใหญ่ ยิ่งแปลว่าร่างกายเราเกลียดสิ่งนั้นเข้าไส้ หมอจะเอาไม้บรรทัดมาวัดขนาดตุ่มเพื่อยืนยันชัยชนะ (ของสารก่อภูมิแพ้) แล้วเราก็จะรู้ซะทีว่าศัตรูตัวจริงคือใคร

โรคภูมิแพ้ ถือเป็นโรคประจําตัวไหม

เช้าตรู่ คลี่แสงอ่อนล้า สาดลงบนพื้นไม้เก่า... เงียบงัน... ลมพัดโชยมา บางเบา... บางเบาเหลือเกิน...

แล้วก็... พรึ่บ! จาม ฟืดดดดด... ไอ... แค่กๆ มันคุ้นเคยเหลือเกิน ความรู้สึกนี้... คุ้นเคย... ที่ริมระเบียง มองออกไปเห็นดอกไม้ไหว...

ในความเงียบงัน... อากาศที่ดูสะอาดตา... แต่แล้ว... มันก็มา... มาพร้อมกับเรา... โรคภูมิแพ้... ใช่... มันติดตัวเรามา... เป็นเพื่อนคู่กาย...

เป็นโรคประจำตัว... ใช่... มันคือโรคประจำตัว... ที่เราต้องบอกใครต่อใคร... ที่เราต้องบอกหมอ... ทุกครั้ง... ไม่มีทางหนีพ้นเลย...

มันผูกพันกัน... ราวกับเส้นใยที่มองไม่เห็น... เป็นผื่นขึ้น... คันยิบๆ... ผื่นนั้นเล่า... ก็เคยมีอาการจามนำมาก่อน... จามบ่อยๆ...

นั่นแหละ... มันเชื่อมโยง... ผิวหนังกับจมูก... แหม... มันเป็นเรื่องเดียวกัน... ใช่เลย... เรื่องเดียวกัน... อยู่ในร่างกายเดียวกัน...

  • โรคภูมิแพ้จัดเป็นภาวะเรื้อรัง
  • ควรแจ้งแพทย์ เกี่ยวกับประวัติภูมิแพ้ที่มี
  • ความสัมพันธ์ของอาการ ผื่นผิวหนัง ภาวะจมูกอักเสบ มักเกี่ยวข้องกับภูมิแพ้
  • การวินิจฉัยแม่นยำขึ้น เมื่อแพทย์ทราบข้อมูลภูมิแพ้
  • ปี 2567 ภูมิแพ้ยังคงเป็นโรคสำคัญ ที่ต้องได้รับการดูแลต่อเนื่อง