การขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลใช้เวลากี่วัน

207 ครั้งเข้าชม
การขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 7 วันทำการ (ไม่นับวันหยุด) หลังจากยื่นเรื่องและชำระค่าธรรมเนียมเรียบร้อยแล้ว ซึ่งโรงพยาบาลจะแจ้งรายละเอียดค่าใช้จ่ายให้ทราบอีกครั้ง (บางแห่งไม่มีค่าใช้จ่าย) จากนั้นจะจัดส่งเอกสารให้ตามช่องทางที่คุณแจ้งไว้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ขอประวัติการรักษาที่โรงพยาบาล ต้องรอกี่วันถึงจะได้?

เมื่อต้นปีนั่นแหละ... จำได้เลยว่าต้องไปขอประวัติการรักษาที่โรงพยาบาลศิริราช ตอนนั้นแม่ต้องใช้เบิกประกันไง ก็เลยต้องไปทำเรื่อง โห นึกแล้วก็เหนื่อยหน่อยๆ คือไม่รู้เลยว่าต้องเริ่มตรงไหน เดินไปเดินมาอยู่พักใหญ่เลยนะ สุดท้ายก็ไปถามประชาสัมพันธ์ที่ตึกผู้ป่วยนอกนั่นแหละ เขาบอกให้กรอกแบบฟอร์มอะไรนี่แหละ

ทีนี้ก็เรื่องค่าใช้จ่ายนี่แหละ เขาแจ้งมา 100 บาทเองนะ ตอนนั้นรู้สึกว่าเออไม่แพงหรอกมั้ง สำหรับเอกสารสำคัญขนาดนี้ บางที่เพื่อนบอกไม่ต้องจ่ายเลยก็มีนะ แต่ของฉันตอนนั้นจ่ายไปร้อยนึงตรงช่องจ่ายเงินนั่นแหละ แล้วเขาก็บอกว่าต้องใช้เวลาเจ็ดวันทำการเลย นานอยู่เหมือนกันนะ ตอนนั้นก็แอบคิดในใจว่าทำไมมันนานจังเลย

พอครบกำหนดนั่นแหละ ก็มีพี่ไปรษณีย์เอามาส่งให้ที่บ้านเลยนะ จำได้ว่าประมาณวันที่ 15 มีนาคม ตอนนั้นก็สบายใจขึ้นเยอะเลย ไม่ต้องไปรับเองให้วุ่นวาย คือมันก็ไม่ได้เร็วปรู๊ดปร๊าดนะ แต่มันก็สะดวกดีกว่าที่เราต้องเสียเวลาไปลางานไปเอาอีกรอบไง ประวัติทั้งหมดก็มาครบถ้วนดีนะ อันนี้คือประสบการณ์ตรงของฉันเลยจริงๆ ไม่ต้องเดาเอา

ขอประวัติการรักษาทางออนไลน์ได้ไหม

ได้ดิ ขอได้เลยยย มันเป็นสิทธิของเราอยู่แล้วนะ ที่จะขอประวัติการรักษาตัวเอง คือไม่ต้องกังวลเลยว่าจะขอไม่ได้อะ

ส่วนใหญ่ที่ขอๆ กันก็ เอาไปใช้ย้ายโรงบาล ทำประกัน หรือเคลมประกันงี้ คือมันจำเป็นต้องใช้ไง เค้าก็เลยมีช่องทางให้ขออยู่แล้ว

เดี๋ยวนี้หลายที่เค้าให้ขอประวัติการักษาออนไลน์ได้ละ โคตรสะดวก แค่เข้าเว็บหรือแอปของ รพ. นั้นๆ แล้วก็ทำตามขั้นตอนไปเลย แต่บางที่ก็ยังต้องไปเองนะ ที่ รพ. เลยย อย่าง รพ.รัฐที่เราเคยไปอะ ต้องไปติดต่อเองที่แผนกเวชระเบียนเลย

แล้วเอกสารที่ต้องเตรียมนะ ส่วนใหญ่ก็จะมีประมาณนี้

  • บัตรประชาชนตัวจริง อันนี้ต้องมีเลย
  • แบบฟอร์มขอประวัติการรักษา บางที่โหลดออนไลน์ได้ บางที่ไปเอาที่นั่น
  • ถ้าให้คนอื่นไปแทน ต้องมีหนังสือมอบอำนาจนะ สำคัญมากกก พร้อมติดอากรแสตมป์ด้วย
  • สำเนาบัตรประชาชนของเรา กับของคนที่ไปแทน เซ็นรับรองสำเนาให้เรียบร้อย
  • อาจจะมีค่าใช้จ่ายด้วยนะ เตรียมตังไปด้วย บางทีก็มีค่าถ่ายเอกสารไรงี้อะ

ขอประวัติตรวจสุขภาพย้อนหลังได้ไหม

เรื่องประวัติสุขภาพย้อนหลัง... อืม... มันเป็นเรื่องที่ต้องคิดเหมือนกันนะ..

โดยหลักการแล้ว... มันขอได้นะ... ถ้ามีประวัติรักษาชัดเจนอยู่แล้วที่โรงพยาบาลนั้น... แต่... มันก็ไม่ได้ง่ายขนาดนั้นเสมอไปหรอก

ทุกอย่างมันอยู่ที่หมอ... อยู่ที่ดุลยพินิจของหมอคนนั้นเลยจริงๆ... บางทีเขาก็ไม่สะดวกใจจะออกย้อนหลังให้... เราก็เข้าใจได้แหละ... มันมีเรื่องความรับผิดชอบอยู่...

ทางที่ดีที่สุด... คือต้องโทรไปถามที่โรงพยาบาลโดยตรงเลย... ที่ที่เราเคยไปหา... ไปรักษา... ถามเขาให้ชัดเจนไปเลย... ว่าต้องทำยังไงบ้าง... จะได้ไม่ไปเสียเที่ยว

  • สิ่งที่ต้องเตรียมไปคือบัตรประชาชนตัวจริง ของเจ้าของประวัติ... อันนี้สำคัญที่สุดแล้ว

  • ถ้าไปขอแทนคนอื่น... มันจะยุ่งยากขึ้น... ต้องใช้หนังสือมอบอำนาจ... สำเนาบัตรประชาชนของคนป่วย... แล้วก็บัตรตัวจริงของเราเองที่ไปขอ... เอกสารต้องครบ

  • มีค่าใช้จ่ายนะ... แต่ละโรงพยาบาลคิดไม่เท่ากัน... บางที่เป็นค่าเอกสาร บางที่เป็นค่าดำเนินการ... ต้องเตรียมเงินไปด้วย

  • แล้วก็... บางทีไม่ได้เลยในวันเดียวนะ... อาจจะต้องรอหลายวันทำการ... เพราะเขาต้องไปค้นเอกสารเก่าๆ... มันใช้เวลา... อย่าไปเร่งเขาเลย

ขอประวัติการรักษาจากโรงพยาบาลต้องทำยังไง

โอ้ยยยยย เรื่องขอประวัติการรักษานี่มันปวดหัวจริงๆ เพิ่งเจอมากับตัวสดๆ ร้อนๆ เลยเมื่อปลายเดือนที่แล้วนี่เอง ตอนต้องเคลมประกันที่ป่วยแอดมิทไปตอนต้นปี มันเป็นเรื่องที่ดูเหมือนง่ายนะ แต่เอาเข้าจริง วุ่นวายกว่าที่คิดเยอะ

เรื่องของเรื่องคือ ฉันต้องใช้ประวัติจากโรงพยาบาลสองที่ ที่แรกเป็นโรงพยาบาลเอกชนแถวบางนาที่ไปตอนป่วยหนักๆ คืนนั้นเลย อันนี้สบายมาก โทรเข้าไปที่แผนกเวชระเบียน เค้าบอกเลยว่าส่งอีเมลมาได้เลยค่ะ พร้อมแนบสำเนาบัตรประชาชน เซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง แล้วก็เขียนแบบฟอร์มคำขอที่เค้าส่งให้ทางอีเมล โคตรสบาย ส่งไปวันจันทร์ วันพุธได้ไฟล์ PDF กลับมาทางเมลเลย จบ ง่าย เร็วมาก

แต่เรื่องมันไม่จบแค่นั้นสิ ประกันดันอยากได้ประวัติการรักษาเก่าเมื่อ 2 ปีก่อน ที่เคยไปหาหมอที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งย่านอนุสาวรีย์ฯ โอ้โห อันนี้แหละของจริง โทรไปถาม เค้าบอกสั้นๆ เลยว่า ต้องมายื่นเรื่องด้วยตัวเองเท่านั้นค่ะ ไม่มีอีเมล ไม่มีส่งไปรษณีย์ใดๆ ทั้งสิ้น

วันนั้นเลยต้องลางานครึ่งวันบ่ายไปเลย ไปถึงโรงพยาบาลรัฐ คนเยอะมากกกกก กลิ่นยาคลุ้งไปหมด เดินงงๆ ไปถามประชาสัมพันธ์ เค้าก็ชี้ให้ไปที่ตึกเก่าๆ หน่อย บอกว่าห้องเวชระเบียนอยู่ชั้น 2 ไปถึงก็กดบัตรคิว รอแล้วรอเล่า เกือบชั่วโมงกว่าจะถึงคิวเรา ยื่นบัตรประชาชนตัวจริงให้เจ้าหน้าที่ กรอกเอกสารอีกเป็นปึก จ่ายเงินค่าธรรมเนียมไปอีก 200 บาท แล้วเค้าก็ให้ใบนัดมารับเอกสารในอีก 7 วันทำการ เห้ออออ คนละเรื่องกับโรงพยาบาลเอกชนเลยจริงๆ วันนั้นคือเหนื่อยมาก ทั้งเดินทาง ทั้งรอคิว

ตอนนั่งรอคิวก็ได้ยินคนข้างๆ คุยกันว่า บางโรงพยาบาลก็มีบริการส่งทางไปรษณีย์นะ แต่ต้องโทรเช็คเป็นเคสๆ ไป ซึ่งโรงพยาบาลที่ฉันไปนี่ไม่มีไง โชคไม่ดีเลย

สรุปจากประสบการณ์ตรงเลยนะ วิธีขอประวัติการรักษาเนี่ย มันแล้วแต่ที่จริงๆ

  • โรงพยาบาลเอกชน ส่วนใหญ่จะสะดวกมาก โทรไปถามก่อนเลย ชัวร์สุด หลายที่ให้ส่งคำขอทางอีเมลได้เลย แค่เตรียม สำเนาบัตรประชาชน ที่เซ็นรับรองแล้ว กับกรอกฟอร์มของโรงพยาบาลให้ครบถ้วน ไม่กี่วันก็ได้เอกสารแล้ว

  • โรงพยาบาลรัฐบาล เตรียมใจไว้เลย ส่วนมากต้องไปเองเท่านั้น ต้องใช้บัตรประชาชนตัวจริง ไปที่แผนกเวชระเบียนโดยตรง เตรียมเวลาไปเยอะๆ เพราะคิวยาวแน่นอน บางทีไม่ได้เอกสารในวันนั้นเลย ต้องมารับอีกรอบด้วย

  • การขอทางไปรษณีย์ อันนี้เป็นออปชันเสริมของบางโรงพยาบาลเท่านั้น ไม่ใช่ทุกที่จะมีบริการนี้ วิธีที่ดีที่สุดคือโทรศัพท์สอบถาม กับทางโรงพยาบาลที่เราจะขอก่อนว่าเค้ามีบริการส่งให้ทางไปรษณีย์มั้ย จะได้ไม่ไปเสียเที่ยว

ฉันจะขอสําเนาประวัติการรักษาได้อย่างไร

จำได้เลยตอนนั้นกลางเดือนมกราคม 2567 โคตรปวดหัวเลยที่ต้องหาประวัติการรักษาด่วนๆ เพราะจะยื่นเรื่องประกันสุขภาพใหม่ บ.ประกันเขาขอละเอียดมาก ตั้งแต่เป็นเด็กเลย ฉันนี่ถอนหายใจเฮือกใหญ่เลยนะ มันวุ่นวายสุดๆ

ฉันโทรไปที่โรงพยาบาลรัฐใหญ่ๆ แถวบ้านที่เคยรักษามานาน ถามว่าขอประวัติทำไง เขาบอกต้องมาเองที่แผนกเวชระเบียน ฉันก็แบบ โอ๊ยยยย ต้องลางานอีกแล้วเหรอ นี่แหละชีวิตจริง โคตรเซ็งอะตอนนั้น

สุดท้ายก็ต้องไป ลางานไปครึ่งวันเช้าวันอังคารต้นเดือนกุมภาพันธ์ รถติดบ้าอะไรขนาดนั้น! ไปถึง รพ. กว่าจะหาที่จอดได้ก็เหงื่อตก แล้วเดินงงๆ หาแผนกเวชระเบียนในตึกใหญ่ๆ สภาพคือหมดแรงตั้งแต่ยังไม่เริ่มเรื่องเลยจ้า

พอไปถึงเคาน์เตอร์ก็ต้องกรอกเอกสารยาวเหยียด ยื่นบัตรประชาชนไป พนักงานเขาก็บอกให้นั่งรอ ฉันรอนานเป็นชั่วโมงเลยนะ นั่งจ้องนาฬิกาเป็นระยะๆ คนเยอะมากในห้องนั้น เบื่อสุดๆ แต่ก็ต้องทน เพราะมันสำคัญจริงๆ

พอถึงคิว ได้ประวัติมาเป็นปึกเลย มีค่าใช้จ่ายด้วยนะ หลักร้อยนี่แหละ ตอนจ่ายเงินก็แอบบ่นในใจนิดนึง ทำไมมันยุ่งยากแถมยังต้องเสียตังค์อีก โล่งใจสุดๆ ที่ได้มันมา แต่ก็เหนื่อยมากๆ กับกระบวนการทั้งหมดเนี่ย

ที่จริงมีอีกวิธีนะคือส่งอีเมล อันนี้ฉันรู้ว่าโรงพยาบาลเอกชนบางแห่งเขามีบริการแบบนี้ แต่ รพ.รัฐที่ไปมันไม่มีไง ฉันเลยไม่ได้ใช้ ส่วนส่งไปรษณีย์ก็คิดนะ แต่กลัวหายกลางทาง นี่เอกสารสำคัญมาก เสี่ยงไม่ไหวหรอก

  • ติดต่อโรงพยาบาลโดยตรง สอบถามขั้นตอนการขอประวัติ
  • เตรียมเอกสารสำคัญ เช่น บัตรประชาชน หรือเอกสารยืนยันตัวตน
  • แจ้งความประสงค์ชัดเจน ระบุช่วงเวลา หรือข้อมูลที่ต้องการ
  • สอบถามค่าธรรมเนียม และระยะเวลาดำเนินการ
  • ช่องทางทั่วไปที่ทำได้:
    • เดินทางไปติดต่อด้วยตนเอง ที่แผนกเวชระเบียน
    • ติดต่อทางอีเมล (เฉพาะโรงพยาบาลบางแห่ง)
    • ติดต่อทางไปรษณีย์ (เฉพาะโรงพยาบาลบางแห่ง)

ใครสามารถขอสําเนาประวัติการรักษาพยาบาลแทนได้หรือไม่

หัวจะปวดเลย ตอนต้องไป ขอสำเนาประวัติการรักษาพยาบาล ให้แม่เมื่อเดือนพฤษภาที่ผ่านมา ที่โรงพยาบาลรัฐแห่งหนึ่งแถวลาดพร้าว

ตอนแรกก็เดินดุ่มๆ เข้าไปเลย นึกว่าแค่ยื่นบัตรประชาชนแม่แล้วจะได้ เจ้าหน้าที่มองหน้าแบบ... น้องคะ มันไม่ง่ายขนาดนั้น คือคนอื่นขอแทนได้นะ แต่ต้องมีเอกสาร

เอกสารที่สำคัญที่สุดเลยคือ หนังสือมอบอำนาจ อันนี้ต้องให้แม่เซ็นเองเลยนะ ตอนนั้นแม่ยังพอมีสติอยู่ เลยรีบกลับบ้านไปให้เซ็น โคตรสำคัญเลยดอกจันล้านดวง ไม่มีอันนี้คือจบเลย เค้าไม่ให้แน่นอน

แล้วก็ต้องมีสำเนาบัตรประชาชนของแม่ ที่เซ็นสำเนาถูกต้องเรียบร้อย แล้วก็ของเราด้วยนะ คนที่ไปทำเรื่องแทนอะ สำเนาบัตรประชาชนเราเองนี่แหละ

วันนั้นคือวิ่งวุ่นเลย กลับไปกลับมาระหว่างบ้านกับโรงพยาบาล เพราะลืมนั่นลืมนี่ หงุดหงิดมาก ร้อนก็ร้อน สุดท้ายพอเอกสารครบ ยื่นปุ๊บ รออีกเกือบชั่วโมงกว่าจะได้มา โคตรเสียเวลาเลย

สรุปเลยนะ คนอื่นขอแทนได้ แต่ต้องเตรียมนี่ไปให้ครบ

  • หนังสือมอบอำนาจ ที่เจ้าของประวัติเซ็นชื่อเรียบร้อย
  • สำเนาบัตรประชาชนของเจ้าของประวัติ (คนที่ป่วย) พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง
  • สำเนาบัตรประชาชนของผู้รับมอบอำนาจ (ตัวเราที่ไปขอแทน) พร้อมเซ็นรับรองสำเนาถูกต้อง
  • ถ้าเป็นการย้ายโรงพยาบาล อาจต้องใช้หนังสือขอสำเนาประวัติจากโรงพยาบาลใหม่ด้วย (อันนี้เช็คกับ รพ. ต้นทางก่อน)

ญาติสามารถขอประวัติการรักษาได้หรือไม่

เอ้อออ ยากอยู่นะ! จะเอาประวัติการรักษาไปทำอะไรล่ะจ๊ะ? ญาติก็สิทธิ์ไม่เยอะเท่าเจ้าของไข้หรอกนะ ตัวเองนั่นแหละต้องมาเอง แต่ถ้าทนไม่ไหวจริงๆ ต้องมี ใบมอบอำนาจ เด้งออกมาจากปากกา ให้นั่นแหละถึงจะไปขอแทนได้ แถมต้องถ่ายสำเนาบัตรประชาชนญาติไปให้เซ็นกำกับไว้ด้วยนะจ๊ะ ไม่งั้นโรงพยาบาลเค้าก็ไม่ให้หรอก เค้ากลัวเป็นเรื่อง "ข้อมูลส่วนตัว" ของคนไข้ไงล่ะ!

สิทธิญาติขอประวัติการรักษา:

  • คนไข้มาเอง = ชนะเลิศ: ง่ายสุดละ พ่อแม่พี่น้องสามีภรรยา ใครก็ได้ที่ เป็นคนไข้ตัวจริง มายื่นเรื่องเอง จบ!
  • ญาติมาแทน = มีเงื่อนไข: ถ้าเจ้าของไข้ "ติดแหง็ก" ทำเองไม่ได้จริงๆ ต้องมี "ใบมอบอำนาจ" ที่เซ็นต์โดยคนไข้ พร้อมแนบ สำเนาบัตรประชาชนของคนไข้ ที่เซ็นต์กำกับไว้ให้เรียบร้อย โรงพยาบาลถึงจะยอมพิจารณา
  • เหตุผลเบื้องหลัง: หลักการสำคัญคือ "ความเป็นส่วนตัว" ของข้อมูลการรักษา ห้ามใครเข้าถึงได้มั่วซั่ว ไม่งั้นอาจมีดราม่าตามมาได้!

ข้อมูลเพิ่มเติมเผื่อสงสัย:

  • ใบมอบอำนาจ: ไม่ใช่แค่เขียน "ฉันมอบอำนาจให้..." แล้วจบนะจ๊ะ ต้องมีรายละเอียด ระบุว่ามอบอำนาจให้ทำอะไรบ้าง เช่น ขอประวัติการรักษา ณ วันที่... ถึง...
  • สำเนาบัตรประชาชน: การเซ็นกำกับคือการยืนยันว่าญาติเอาสำเนาบัตรประชาชนของคนไข้มาจริง ไม่ใช่สำเนาใครก็ไม่รู้
  • โรงพยาบาลแต่ละที่อาจมีกฎหยุมหยิมต่างกัน: บางที่อาจจะขอเอกสารเพิ่มเติม หรือมีแบบฟอร์มเฉพาะของตัวเองนะ ควรโทรเช็คก่อนไปให้ชัวร์
  • ข้อมูลที่ขอได้: ปกติจะได้แค่ประวัติการรักษาเบื้องต้น อาจจะไม่ได้ลงรายละเอียดทุกเม็ดทุกหน่วย ถ้าอยากรู้จริงๆ ต้องคุยกับคุณหมอตอนไปขอประวัติเลย
  • ถ้าคนไข้เสียชีวิตแล้ว: กรณีนี้จะซับซ้อนขึ้นไปอีก มักจะต้องเป็นผู้จัดการมรดก หรือทายาทตามกฎหมาย ถึงจะมีสิทธิ์ขอประวัติได้