กินยาระบายอันตรายไหม

153 ครั้งเข้าชม
ผลเสียของการใช้ยาระบายการใช้ยาระบายบางชนิดอย่างต่อเนื่อง อาจส่งผลเสียต่อร่างกายมากกว่าที่คิด โดยเฉพาะกับลำไส้: ลำไส้ทำงานลดลง: เสี่ยงต่อภาวะลำไส้ขี้เกียจ ทำให้ต้องพึ่งยามากขึ้น ผนังลำไส้ผิดปกติ: เยื่อบุลำไส้ฝ่อ และกล้ามเนื้อหนาตัวขึ้น ระบบประสาทและสารอาหาร: ปมประสาทในลำไส้เสื่อม และเกิดการสูญเสียโปรตีน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กินยาระบายต่อเนื่องนานๆ อันตรายต่อสุขภาพในระยะยาวหรือไม่?

คือไอ้ยาระบายเนี่ย ถ้าจะให้พูดจากใจนะว่ากินไปนานๆ มันไม่ดีแน่ๆ เลย มันอันตรายกับสุขภาพเราแบบยาวๆ เลยล่ะจริงๆ ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาตอนนี้ แต่มันจะสร้างปัญหาใหม่ให้เราอีกเยอะเลย ตอนนั้นจำได้เลยเพื่อนคนนึงที่รู้จัก เขาเคยเล่าว่าติดยาระบายมากจนร่างกายพังไปหมด

ตอนนั้นเพื่อนฉันคนนี้ที่เชียงใหม่นี่แหละ เมื่อกลางปี 2562 เขาผอมลงเยอะมากนะ หน้าตาไม่สดใสเลย ชอบบอกว่าปวดท้องบ่อยๆ คือเราก็ไม่รู้หรอกว่ามันจะแย่ขนาดไหน จนวันนึงเขาไปหาหมอที่คลินิกเล็กๆ แถวบ้าน

หมอก็อธิบายให้ฟังนะว่าลำไส้ใหญ่ที่มันควรจะทำงานปกติ มันกลับเชื่องช้าลงไปเยอะเลย เหมือนมันลืมหน้าที่ตัวเองไปแล้วอะ แล้วไม่รู้ใช่เพราะแบบนี้รึเปล่านะ เขาเคยบ่นว่ารู้สึกเพลียๆ ตลอดเวลา

หมอบอกอีกนะว่า ไอ้พวกเยื่อบุผนังลำไส้มันจะเหี่ยวๆ ลงไป กล้ามเนื้อข้างในใต้ผิวลำไส้มันก็หนาขึ้นมาผิดปกติ ไม่รู้สิฟังแล้วก็รู้สึกกลัวแทนเพื่อนเหมือนกันนะ ปมประสาทที่ควบคุมการทำงานของลำไส้ก็เสื่อมไปเลย

คือมันไม่ใช่แค่เรื่องขับถ่าย แต่มันกระทบระบบทั้งหมด แล้วยังเรื่องโปรตีนที่ดูดซึมไม่ดีอีก มันเหมือนร่างกายมันขาดสารอาหารไปนะ ทั้งๆ ที่กินปกติ

มองจากสายตาคนนอกนะ เห็นแล้วก็สงสารจริงๆ บางทีเราคิดว่ายาช่วยให้เราสบาย แต่บางทีมันก็ทำร้ายเราแบบไม่รู้ตัวเลยจริงๆ นะ ไอ้การที่ร่างกายมันรวนไปหมดแบบนี้มันไม่คุ้มเลย

คนเราท้องผูกได้นานกี่วัน

กลางเดือนพฤษภาคมปีนี้แหละ ช่วงนั้นประชุมหนักมาก โปรเจกต์ที่ออฟฟิศแถวอโศก มันรัดตัวจริงๆ กินแต่ข้าวกล่องรีบๆ ไม่ค่อยได้เดินไปไหน นั่งทำงานหน้าคอมพ์ทั้งวัน แล้วจู่ๆ มันก็รู้สึกแปลกๆ คือไม่ได้ถ่ายเลยมา 2 วันติดแล้ว ปกติไม่เคยเป็นแบบนี้เลย

เข้าวันที่ 3 ก็ยังไม่มีอะไรออกมาเลยนะ ท้องเริ่มแน่นๆ เหมือนมีก้อนจุกอยู่ข้างใน รู้สึกอึดอัดมาก พยายามกินโยเกิร์ตเยอะขึ้น ดื่มน้ำเปล่าก็แล้ว แต่ก็ไม่ดีขึ้นเลย ความกังวลเริ่มก่อตัว คิดตลอดว่าทำไมไม่ถ่ายซักที

ถึงวันที่ 4 อาการยิ่งหนักขึ้น เริ่มปวดท้องน้อยๆ แล้ว เบ่งเท่าไหร่ก็ไม่ออก อุจจาระมันแข็งมากจริงๆ เห็นแล้วตกใจเลย ไม่เคยรู้สึกทรมานขนาดนี้มาก่อนในชีวิต สุดท้าย วันที่ 5 นั่นแหละ มันถึงยอมออกมาได้ เบ่งจนเหงื่อซึมเลยนะ แต่พอถ่ายเสร็จเท่านั้นแหละ โอ้โห โล่งไปทั้งตัวเหมือนยกภูเขาออกจากอก โล่งสบายจริงๆ

จากประสบการณ์ตรงคราวนั้น ฉันเข้าใจเลยว่าเรื่องท้องผูกมันไม่ได้ขึ้นอยู่กับจำนวนวันเป๊ะๆ ขนาดนั้น แต่มันคือความรู้สึกที่แย่มากๆ ถ้าถ่ายไม่ออก มันทรมานจนไม่อยากให้ใครเป็นเลย นี่คือสิ่งที่ฉันเรียนรู้จากวันนั้นเลยนะ

  • ท้องผูก คือ ถ่ายอุจจาระน้อยกว่า 3 ครั้งต่อสัปดาห์
  • ความสำคัญ: ไม่ได้ดูแค่จำนวนครั้งหรือความถี่ในการถ่าย
  • สิ่งที่สำคัญคือ การถ่ายได้อย่างสบาย
  • ไม่จำเป็นต้องเบ่งมาก
  • อุจจาระมีลักษณะนิ่ม จับตัวเป็นก้อนดี
  • ถ่าย 2-3 วันครั้ง แต่ถ้าสบายตัว ไม่ถือว่าผิดปกติ
  • สัญญาณท้องผูก: ถ่ายยาก, เบ่งเยอะ, อุจจาระแข็ง, ถ่ายไม่สุด, รู้สึกไม่สบายท้อง

ทำไมผ่าตัดแล้วท้องผูก?

เพิ่งนึกขึ้นมาได้...เรื่องท้องผูกหลังผ่าตัด มัน...มันทรมานนะ ตอนนั้นเห็นแม่เป็น

ร่างกายมันยังไม่เหมือนเดิม...ขยับตัวทีก็เจ็บไปหมด แล้วใครจะอยากลุกเดิน...จริงไหม ลำไส้มันก็เลย...ไม่ทำงานตามไปด้วย มันก็นอนนิ่งๆ ของมันไป

แล้วก็...พวกยาที่ได้รับตอนผ่าตัดด้วย ยาระงับปวด...ตัวดีเลย มันทำให้ทุกอย่างในตัวเรา...ช้าลงไปหมด กินอะไรก็ไม่ค่อยลง ได้แต่น้ำข้าวต้ม แล้วมันจะเอาอะไรไปถ่าย... ความเครียด ความกังวล ทุกอย่างมันรุมเร้าไปหมดเลย

มันเป็นแบบนี้

  • ผลจากยาสลบและยาแก้ปวด โดยเฉพาะกลุ่มโอปิออยด์ ยาพวกนี้ส่งผลโดยตรง ทำให้การบีบตัวของลำไส้ช้าลงอย่างมาก

  • การเคลื่อนไหวร่างกายน้อยลง พอเราเจ็บแผล เราก็ไม่อยากขยับ ร่างกายที่อยู่นิ่งๆ นานๆ ก็ส่งผลให้ลำไส้เคลื่อนไหวช้าตามไปด้วย

  • การเปลี่ยนแปลงของอาหารและน้ำ หลังผ่าตัดมักจะกินได้น้อยลง หรือกินแค่อาหารเหลว ร่างกายอาจจะขาดน้ำและกากใย ซึ่งจำเป็นต่อการขับถ่าย

  • ความเครียดและการตอบสนองของร่างกาย การผ่าตัดมันคือความเครียดใหญ่ของร่างกายเลยนะ ร่างกายจะหลั่งฮอร์โมนความเครียดออกมา ซึ่งไปรบกวนการทำงานปกติของระบบย่อยอาหารได้

  • การเปลี่ยนแปลงของแบคทีเรียในลำไส้ ยาปฏิชีวนะหรือตัวยาอื่นๆ ที่ได้รับช่วงผ่าตัด อาจไปทำลายสมดุลของจุลินทรีย์ที่ดีในลำไส้

หลังผ่าตัดกินไฟเบอร์ได้ไหม?

หลังผ่าตัด กินไฟเบอร์อะเหรอ โธ่คุณเอ๊ยยย ใจเย็นๆ หน่อยสิจ๊ะ อย่าเพิ่งรีบร้อนกินผักกรอบแกรบเป็นกวางขนาดนั้น พักฟื้นก่อน! ช่วง 4-8 สัปดาห์แรกเนี่ย ต้องเบรกไปก่อน ไอ้พวกเส้นใยเยอะๆ ชิ้นเบ้งๆ เหมือนจกมาจากสวนน่ะ เลี่ยงเลยนะยะ เดี๋ยวลำไส้ที่เขากำลังซ่อมบ้านจะพังเอา!

คิดดูสิ ลำไส้เพิ่งโดนหมอไปจิ้มๆ ควักๆ มา เหมือนบ้านที่เพิ่งสร้างใหม่ เสาเข็มยังไม่แห้งดี จะเอาช้างมาวิ่งเล่นได้ไงไหวล่ะ! อาหารเส้นใยสูง ชิ้นใหญ่ๆ ดิบๆ แบบผักสลัดแข็งๆ นี่งดก่อนเลย ส่วนผลไม้ก็เหมือนกันนะแก อย่างจะกินมะม่วงเป็นลูกก็หั่นเล็กๆ ซะ อย่าทำตัวเป็นพระยาช้างเผือกกัดกินทั้งลูก!

ถ้าจะกินนะจ๊ะ ต้องทำให้มันปวกเปียกที่สุด เหมือนเอาไปผ่านสงครามโลกมาแล้วน่ะ หั่นให้เล็กจิ๋ว ปรุงให้สุกงอม นิ่มเชียวล่ะ เวลาเคี้ยวก็เคี้ยวเข้าไปเลย ให้ละเอียดซะยิ่งกว่าละเอียด เหมือนปั่นสมูทตี้ด้วยฟันตัวเองก่อนกลืนน่ะ! ไม่งั้นมันจะไปบาดลำไส้เอาได้นะ ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น!

อ้อ แล้วนี่คือข้อมูลเพิ่มเติมที่ควรจะรู้ไว้บ้างนะ:

  • ช่วงวิกฤต 4-8 สัปดาห์: ระยะนี้คือห้ามสุดๆ ห้ามแบบเส้นผมบังภูเขาไม่ได้เลยนะจ๊ะ
  • ผักสด ผลไม้สดชิ้นโต: พวกนี้ศัตรูตัวฉกาจของลำไส้พักฟื้นเลยนะแก เพราะเส้นใยมันแข็งโป๊ก ยังไม่นับสารพิษที่อาจจะตกค้างมาอีก
  • ถ้าอยากกินจริงจริ๊งงงง: แนะนำเป็นผักใบเขียวอ่อนๆ ต้มเปื่อยๆ จนเละ หรือฟักทองนึ่ง บรอกโคลีต้มจนสีซีดก็พอได้อยู่
  • ผลไม้ก็ต้องเลือก: เน้นผลไม้นิ่มๆ ที่ไม่มีเปลือกแข็งหรือเมล็ดเยอะ อย่างกล้วยสุกงอม มะละกอสุกมากๆ เอาแบบนิ่มจนแทบจะไหลลงคอเอง
  • ห้ามเลยนะยะ: ฝรั่ง ชมพู่ สับปะรด แก้วมังกรที่มีเมล็ดเยอะๆ พวกรวมญาติเส้นใยสูงนั่นน่ะ ห้ามเด็ดขาดเลย
  • น้ำดื่มสำคัญกว่าพ่อแก้วแม่แก้ว: ดื่มน้ำเปล่าเยอะๆ เข้าไว้ เพื่อช่วยให้ระบบขับถ่ายทำงานคล่องขึ้น ถึงแม้จะยังไม่กินไฟเบอร์เยอะก็ตามเถอะ!

สิ่งใดบ้างที่ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารทำงานผิดปกติ?

โอ้ยยย พูดแล้วก็ยังรู้สึกแสบๆ ที่คออยู่เลย คืนวันอังคารที่ผ่านมานี่แหละ สดๆ ร้อนๆ เลย ที่คอนโดตัวเองแถวอโศกนี่แหละ นั่งปั่นงานอยู่หน้าคอมจนเกือบเที่ยงคืน หิวตาลายมาก

เลยกดสั่งแกร็บฟู้ดมา เป็นส้มตำปูปลาร้าเผ็ดนรกแตก กับคอหมูย่างมันๆ แล้วก็ข้าวเหนียว ตอนนั้นคือหิวจัดไง กินแบบยัดๆๆๆ เคี้ยวสองสามทีแล้วกลืนเลย เพราะอยากรีบกินรีบกลับไปทำงานต่อให้เสร็จ ซัดโค้กไปอีกกระป๋องใหญ่ๆ ด้วยนะ

พอทำงานเสร็จ อาบน้ำ เตรียมจะนอนเท่านั้นแหละ รู้เรื่องเลย มันจุกที่อก แสบร้อนขึ้นมาถึงคอ นอนราบไม่ได้เลย ต้องลุกขึ้นมานั่งพิงหมอน ทรมานมาก คืนนั้นแทบไม่ได้นอนเลย โคตรเซ็ง มันไม่ใช่ครั้งแรกหรอกที่เป็นแบบนี้ แต่ครั้งนี้หนักสุด

มันไม่ใช่แค่เพราะอาหารมื้อนั้นมื้อเดียวหรอก มันคือการสะสมมาตลอดทั้งอาทิตย์เลย ทั้งกาแฟดำตอนเช้าที่กินตอนท้องว่าง กินข้าวไม่เป็นเวลา บางวันก็ข้ามมื้อกลางวันไปเลย พอตกดึกก็หิวจัดแล้วก็สั่งของหนักๆ แบบนี้มากินตลอด ความเครียดเรื่องงานก็อีกส่วนนึงเลยนะ

สาเหตุหลักๆ ที่ทำให้ ระบบย่อยอาหารพัง จากประสบการณ์ตรงๆ เลยนะ

  • พฤติกรรมการกิน: รีบกินเกินไป เคี้ยวไม่ละเอียด กินเยอะเกินไปในมื้อเดียวแบบที่ฉันทำเลย
  • เวลาในการกิน: กินข้าวไม่ตรงเวลา หรือการกินมื้อดึกใกล้เวลานอนมากๆ
  • ชนิดของอาหาร: ของมัน ของทอด อาหารรสจัดจ้านเกินไป โดยเฉพาะรสเผ็ดจัด
  • เครื่องดื่มตัวร้าย: แอลกอฮอล์ คาเฟอีน อย่างกาแฟ ชาเข้มๆ รวมถึงน้ำอัดลมทุกชนิด
  • ปัจจัยอื่นๆ: ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ อันนี้ตัวกระตุ้นชั้นดีเลย