กินวิตามินอาหารเสริมทุกวัน อันตรายไหม

124 ครั้งเข้าชม
กินวิตามินทุกวัน อันตรายหรือไม่?การกินวิตามินหรืออาหารเสริมในปริมาณมากเกินไป อาจเสี่ยงต่อการสะสมในร่างกายจนเป็นอันตรายได้ ตรวจก่อนกิน: เพื่อความปลอดภัย ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญและตรวจระดับวิตามินในร่างกายก่อน เพื่อเสริมให้ตรงจุดและเหมาะสม เลือกให้ถูกประเภท: วิตามินกลุ่มที่ละลายในน้ำ เช่น วิตามินบี และวิตามินซี จะปลอดภัยกว่า เนื่องจากร่างกายสามารถขับส่วนเกินออกได้ ไม่เกิดการตกค้างสะสม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กินวิตามินอาหารเสริมทุกวัน ดีต่อสุขภาพจริงไหม อันตรายแฝงหรือไม่?

กินวิตามินเสริมทุกวันเนี่ย มันดีต่อสุขภาพจริงเปล่า? หรือว่ามีอะไรแอบแฝงอันตรายอยู่?

เอาจริงๆ นะ ส่วนตัวฉันก็เคยสงสัยเหมือนกันนะ สมัยก่อนนู้นนนนน เลย ตอนที่กระแสอาหารเสริมเริ่มมาแรงๆ ฉันก็เห่อเหมา ซื้อมาตุนไว้เยอะแยะไปหมด คิดว่ากินเยอะๆ แล้วสุขภาพจะดีเลิศเหมือนดาราในทีวี

แต่พอมาสังเกตตัวเอง แล้วก็คุยกับคนรอบข้างที่มีความรู้บ้างนิดหน่อย ก็เริ่มเอะใจ คือการจะบอกว่า "เยอะๆ" แล้วจะ "ปลอดภัย" เนี่ย มันไม่จริงเสมอไปนะ บางทีมันกลับกลายเป็นผลเสียต่อร่างกายด้วยซ้ำไป เพราะร่างกายเรามันไม่ได้มีที่เก็บอะไรได้ไม่จำกัดน่ะสิ

มันเคยมีช่วงนึง ฉันจำได้ลางๆ แถวๆ ปี 2562 มั้ง ตอนนั้นมีข่าวเกี่ยวกับคนกินวิตามินรวมเกินขนาด แล้วมีปัญหาตับตามมา โห... ฟังแล้วก็แอบเสียวสันหลังนิดๆ เพราะเราเองก็กินทุกวันเหมือนกัน

จริงๆ แล้วนะ ถ้าอยากจะกินวิตามินเสริมอะไรเนี่ย ควรจะไปตรวจเช็คดูก่อนว่าร่างกายเราขาดอะไรจริงๆ หรือเปล่า ไม่ใช่แบบว่าซื้อมากินตามๆ กันไป หรือเพราะเห็นคนอื่นกินแล้วดูดี

แล้วไอ้วิตามินที่ละลายในน้ำนี่น่าจะปลอดภัยกว่านะ เพราะมันไม่ค่อยสะสมตกค้างในร่างกายพวกวิตามินบีต่างๆ หรือวิตามินซีนี่แหละ ถึงกินเยอะไปหน่อย (แต่ก็ไม่ควรกินแบบมหาศาลนะ) ร่างกายมันก็ขับออกมาได้มากกว่าพวกที่ละลายในไขมันน่ะ

คือมันไม่ใช่ว่าวิตามินไม่ดีนะ มันดีแหละ แต่ต้องกินให้ถูกวิธี กินให้พอดี กินให้ตรงกับที่ร่างกายต้องการมากกว่า

วิตามินอะไรกินเยอะไม่ดี

กินวิตามินเยอะๆ เนี่ย... ไม่ดีนะ มันเหมือนกินอะไรเข้าไปเยอะๆ อะ มันก็ไปสะสมในตัวเรา แล้วมันก็อันตรายได้เหมือนกัน บางทีการกินเยอะๆ ก็ไม่ได้ดีเสมอไป

ถ้าจะกินจริงๆ นะ ควรจะไปตรวจเลือดดูก่อน ว่าร่างกายขาดวิตามินตัวไหนจริงๆ จะได้กินให้ถูกจุด

ถ้าเป็นไปได้นะ เลือกวิตามินที่ละลายในน้ำ พวกนี้มันจะปลอดภัยกว่า เพราะมันไม่ค่อยตกค้างในร่างกาย

พวกวิตามินบี แล้วก็ วิตามินซี พวกนี้ละลายน้ำ เลยสบายใจได้หน่อย

  • วิตามินบางชนิด ถ้ากินมากเกินไป อาจทำให้เกิดผลเสียมากกว่าผลดี
  • การสะสมของวิตามิน บางประเภทในร่างกาย อาจส่งผลต่อการทำงานของอวัยวะต่างๆ
  • การปรึกษาแพทย์ หรือผู้เชี่ยวชาญก่อนเสริมวิตามินเป็นสิ่งสำคัญ
  • วิตามินที่ละลายในน้ำ จะถูกขับออกจากร่างกายได้ง่ายกว่า
  • วิตามินบีรวม: จำเป็นต่อระบบประสาทและสร้างพลังงาน
  • วิตามินซี: ช่วยเสริมภูมิคุ้มกันและเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ

วิตามินอาหารเสริมควรกินทุกวันไหม

วิตามิน ควรกินทุกวันไหมเนี่ย อืม... มันไม่ใช่ยา ชัดเจนเลยนะ ไอ้พวกอาหารเสริมนี่ เห็นคนกินเยอะแยะไปหมด บางคนก็บอกต้องกินทุกวัน บางคนก็บอกแล้วแต่. คือ ถ้าจะกินจริงๆ จังๆ อ่ะ ต้องกินต่อเนื่อง ถึงจะเห็นผล ไม่ใช่กินๆ หยุดๆ จะไปหวังอะไร. บางทีก็ลืมกินเหมือนกันนะ แต่พยายามกินให้ครบแหละ.

เรื่องยี่ห้อ ก็สำคัญมากเลยอ่ะ เพื่อนเคยเล่าว่าซื้อของที่ไม่ได้มาตรฐานมา แล้วมีปัญหา คือ แบบ โห น่ากลัวป่ะ! เพราะงั้นคือ ต้องเลือกยี่ห้อที่ไว้ใจได้ เลยนะ สำคัญสุดๆ. แล้วก็ต้องดูเลยว่า ผ่านการรับรองจาก อย. ไหม อันนี้สำคัญมากก ปี 2567 นี้ก็ยังเป็นเรื่องเดิมที่ต้องย้ำ เพื่อความปลอดภัยกับร่างกายเราเองไง ประโยชน์สูงสุด มันต้องมาจากการเลือกที่ถูกตั้งแต่แรก.

บางทีก็คิดนะ วิตามินซี วิตามินบี รวม บำรุงผิว บำรุงสมองเยอะแยะไปหมด แล้วจะรู้ได้ไงว่าเราขาดอะไร? ตรวจเลือดดีไหมนะ หรือแค่รู้สึกว่าร่างกายไม่สดใสก็กินไปก่อน. แต่ก็กลัวเปลืองเงินถ้ามันไม่จำเป็นจริงๆ.

  • วิตามินและอาหารเสริมไม่ใช่ยารักษาโรค
  • การกินให้เห็นผลต้องกินอย่างต่อเนื่อง
  • เลือกซื้อจากผู้ผลิตที่น่าเชื่อถือเท่านั้น
  • ตรวจสอบการรับรองจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เสมอ
  • เพื่อความปลอดภัยและประโยชน์สูงสุดต่อร่างกาย

มีอีกเรื่องที่คนไม่ค่อยพูดถึงคือ พวกวิตามินละลายไขมันน่ะ เช่น A, D, E, K เนี่ย ถ้ากินมากเกินไป มันจะสะสมในร่างกายนะ อันตรายเหมือนกัน ไม่เหมือนพวกวิตามินซี ที่ส่วนเกินร่างกายขับออกทางปัสสาวะได้. คือต้องระวังเรื่องปริมาณมากๆ นะ บางทีอ่านฉลากก็งงๆ ตัวเลขเยอะแยะไปหมด.

แต่เอาจริง ปรึกษาหมอหรือเภสัชกร ก่อนกินอะไรก็ดีสุดนะ รู้ว่าร่างกายเราต้องการอะไรจริงๆ ไม่ใช่กินตามกระแส. แบบว่า วิตามิน D3 ตอนนี้ฮิตมากเลยนะ เห็นคนพูดถึงเยอะแยะเลย ปีนี้ก็ยังฮิตอยู่เลย.

ใครห้ามกินวิตามินดี?

ใครห้ามกินวิตามินดี?

  • คนที่มีแคลเซียมในเลือดสูง วิตามินดีช่วยให้ร่างกายดูดซึมแคลเซียม ถ้าแคลเซียมเยอะอยู่แล้ว จะยิ่งอันตราย

  • คนที่มีโรคเกี่ยวกับไต โดยเฉพาะ นิ่วในไต วิตามินดีอาจทำให้แคลเซียมตกค้าง ยิ่งทำให้ไตแย่ลง

  • คนที่เป็นโรคแพ้ภูมิตัวเอง (SLE) โรคพวกนี้ระบบภูมิคุ้มกันมันรวนๆ วิตามินดีอาจไปกระตุ้นให้มันรวนหนักกว่าเดิม

  • คนที่มีปัญหาหัวใจ หรือ โรคหลอดเลือด เพราะแคลเซียมที่สูงเกินไปอาจไปสะสมตามผนังหลอดเลือด

  • คนที่มีปัญหาปอด บางประเภท วิตามินดีอาจส่งผลกระทบ

  • คนที่เป็นโรคต่อมไทรอยด์ต้องระวังเป็นพิเศษ

  • คนที่เป็นโรคตับการดูดซึมและการเผาผลาญวิตามินดีอาจมีปัญหา

  • ปวดหัวบ่อยๆบางทีก็มาจากแคลเซียมหรือวิตามินดีที่มากเกินไป

เตือนไว้เลยนะ!

ถ้ามีอาการเหล่านี้ หรือมีโรคประจำตัวที่กล่าวมาข้างต้น ควรปรึกษาหมอก่อนจะกินวิตามินดีเด็ดขาดอย่าหาว่าไม่เตือน

  • ความดันโลหิตสูง หรือ ต่ำก็ต้องเช็กให้ดี
  • ไต และ นิ่วในไตอันนี้สำคัญสุดๆ
  • ภูมิคุ้มกันอย่าไปยุ่งถ้าไม่แน่ใจ
  • หัวใจ และ หลอดเลือดเรื่องใหญ่
  • ปอดอย่ามองข้าม
  • ต่อมไทรอยด์ความสมดุลสำคัญ
  • ตับอวัยวะกรองสาร
  • ปวดหัวสัญญาณเตือน

คำเตือนสำหรับวิตามิน D

  • ปริมาณที่เหมาะสม สำหรับผู้ใหญ่ทั่วไปจะอยู่ที่ประมาณ 600-800 IU (นานาชาติยูนิต) ต่อวัน แต่บางกรณีอาจต้องการสูงกว่านี้ (สูงสุดไม่เกิน 4,000 IU ต่อวัน)หากเกินกว่านี้อาจเป็นอันตราย
  • แคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia) นี่คือผลข้างเคียงที่น่ากลัวที่สุด ทำให้คลื่นไส้ อาเจียน อ่อนเพลีย ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำ ปวดกระดูก และอาจนำไปสู่ปัญหาไต
  • ผลกระทบต่อไตวิตามินดีที่มากเกินไปส่งเสริมการดูดซึมแคลเซียมและฟอสเฟตเพิ่มความเสี่ยงในการเกิดนิ่วในไต หรือ ภาวะแคลเซียมเกาะที่ไต
  • ระบบภูมิคุ้มกันในผู้ป่วย SLEวิตามินดีอาจกระตุ้นการทำงานของระบบภูมิคุ้มกันที่ผิดปกติทำให้อาการของโรคแย่ลง
  • โรคหัวใจและหลอดเลือดภาวะแคลเซียมสูงอาจมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสะสมของแคลเซียมในผนังหลอดเลือดเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคหลอดเลือดหัวใจ
  • ภาวะความเป็นกรดในเลือดสูง (Metabolic Acidosis)พบได้ในบางกรณีที่ได้รับวิตามินดีในปริมาณสูงมาก
  • อาการอื่นๆอ่อนเพลีย, เบื่ออาหาร, น้ำหนักลด, สับสน, หัวใจเต้นผิดจังหวะ, ความดันโลหิตสูง
  • การตั้งครรภ์และให้นมบุตรควรปรึกษาแพทย์อย่างเคร่งครัดหากจำเป็นต้องเสริมวิตามินดีปริมาณต้องเหมาะสม
  • การใช้ยาร่วมด้วยยาขับปัสสาวะบางชนิด (เช่น Thiazides)อาจเพิ่มระดับแคลเซียมในเลือดเมื่อใช้ร่วมกับวิตามินดียากันชักบางชนิดอาจลดประสิทธิภาพของวิตามินดียาลดกรดที่มีส่วนผสมของแคลเซียมควรเว้นระยะห่างในการรับประทาน

ถ้าได้รับวิตามินดีมากเกินไปจะเกิดอะไรขึ้น?

การได้รับวิตามินดีเกินขนาดจะนำไปสู่สภาวะที่เรียกว่า ภาวะพิษจากวิตามินดี (Vitamin D Toxicity) ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อระดับแคลเซียมในร่างกาย

กลไกหลักคือวิตามินดีจะไปกระตุ้นการดูดซึมแคลเซียมจากลำไส้ เมื่อมีมันมากเกินไป ร่างกายก็ดูดซึมแคลเซียมเข้ามามหาศาลจนเกิด ภาวะแคลเซียมในเลือดสูง (hypercalcemia) ซึ่งเป็นต้นตอของปัญหาสุขภาพที่ตามมา

สรรพสิ่งในโลกนี้มักมีจุดสมดุลของมันเสมอ มากไปหรือน้อยไปก็สร้างปัญหาได้ทั้งนั้น วิตามินก็เช่นกัน

ที่น่าสนใจคือภาวะนี้แทบจะไม่เกิดขึ้นจากการตากแดดหรือการกินอาหารตามธรรมชาติเลย แต่เกิดจากการ บริโภคอาหารเสริมวิตามินดีในปริมาณที่สูงเกินไป เป็นระยะเวลานานๆ เสียมากกว่า

เมื่อระดับแคลเซียมในเลือดสูงเกินไป สิ่งที่ตามมาคือ:

  • คลื่นไส้ อาเจียน เบื่ออาหาร และอาจมีอาการท้องผูก
  • ปัสสาวะบ่อย กระหายน้ำมากผิดปกติ เพราะไตพยายามขับแคลเซียมส่วนเกินออก
  • อาการอ่อนเพลีย สับสน มึนงง
  • ในกรณีที่รุนแรง แคลเซียมอาจไปเกาะที่เนื้อเยื่อและอวัยวะต่างๆ เช่น ไต ทำให้เกิดนิ่วในไตหรือภาวะไตวาย หรือไปรบกวนการทำงานของหัวใจจนเกิด ภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ ได้

เพื่อให้เห็นภาพปริมาณที่ชัดเจนขึ้น

  • โดยทั่วไปร่างกายต้องการวิตามินดีประมาณ 600-800 IU (International Units) ต่อวัน
  • ปริมาณสูงสุดที่ยังถือว่าปลอดภัยต่อวัน (Tolerable Upper Intake Level - UL) อยู่ที่ 4,000 IU สำหรับผู้ใหญ่
  • ภาวะเป็นพิษมักจะเกิดขึ้นเมื่อได้รับวิตามินดีในระดับสูงต่อเนื่อง เช่น มากกว่า 10,000 IU ต่อวัน เป็นเวลาหลายเดือน ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าที่แนะนำหลายเท่าตัว