ควรเจาะ Hct หลังให้เลือดกี่ชั่วโมง

125 ครั้งเข้าชม
การให้เลือด: ก่อนให้เลือด: เจาะ Hct หลังให้เลือดเสร็จ: วัดสัญญาณชีพ (V/S) ทันที 4 ชั่วโมงหลังให้เลือด: เจาะ Hct อีกครั้ง สังเกตอาการ: อย่างต่อเนื่องตลอด 24 ชั่วโมง เพื่อตรวจหาภาวะแทรกซ้อน การตรวจ Hct ก่อนและหลังให้เลือดช่วยประเมินปริมาณเลือดและการตอบสนองต่อการให้เลือด การวัด V/S ช่วยติดตามภาวะช็อกหรือปฏิกิริยาต่อการให้เลือด การเฝ้าระวังอาการ 24 ชั่วโมงช่วยตรวจจับภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ช้า
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เจาะ Hct หลังให้เลือดควรเว้นระยะกี่ชั่วโมง?

เอ่อ… เจาะ Hct หลังให้เลือดเนี่ยนะ? จำได้ว่าตอนฝึกงานที่โรงพยาบาล (น่าจะปี 2555 มั้ง) พี่ๆ พยาบาลเค้าจะ... หลังให้เลือดเสร็จใช่ไหม?

ก็ต้องวัดความดันอะไรพวกนี้ก่อนอยู่แล้วอ่ะนะ แล้วก็เจาะ Hct อีกที ประมาณ 4 ชั่วโมงให้หลัง (มั้ง) อันนี้ไม่แน่ใจเป๊ะๆ แต่ที่แน่ๆ คือต้องสังเกตอาการคนไข้ไป 24 ชั่วโมงเต็มๆ อ่ะ

คือบางคนแพ้เลือด หรือมีอาการอะไรแปลกๆ ต้องรีบจับให้ได้ไง เราเคยเจอเคสแพ้เลือดแบบผื่นขึ้นเต็มตัว น่ากลัวมาก! จำได้เลยว่าตอนนั้นแทบไม่ได้นอน เพราะต้องเฝ้าคนไข้

แล้วที่สำคัญคือ อย่าไปเจาะ Hct เองที่บ้านนะ! อันตราย! ไปโรงพยาบาลให้หมอทำให้ดีกว่า เชื่อเราเถอะ

ทำไมต้องให้เลือดหมดภายใน 4 ชั่วโมง

แสงจันทร์สาดส่อง... ราตรีนี้ช่างยาวนาน...

ทำไมต้องให้เลือดหมดภายใน 4 ชั่วโมง?

  • 4 ชั่วโมง... ขีดเส้นตายของเม็ดเลือดแดง... ความเสี่ยง, เชื้อโรคร้าย...
  • แบคทีเรีย... จ้องจะเติบโต... ในอุณหภูมิห้อง... เลือดอุ่นๆ...
  • Hemolysis... เซลล์แตกสลาย... อันตรายถึงชีวิต... อย่าประมาท...
  • 1-2 ชั่วโมง... เร่งรีบ... แต่ปลอดภัยกว่า... ความเร็วคือชีวิต...
  • ยูนิตเดียว... เล็กน้อย... แต่สำคัญ... ทุกหยาดหยด... มีค่า...
  • อุณหภูมิห้อง... ตัวการสำคัญ... เร่งปฏิกิริยา... แห่งความเสื่อม...

สายลมพัดเบา... กลิ่นดอกไม้จางๆ... ความทรงจำเลือนลาง... แต่ความจริงยังคงอยู่...

  • เลือดหนึ่งยูนิต... ราว 450-500 มิลลิลิตร... ชีวิตหนึ่ง... แลกได้หรือไม่?
  • การให้เลือด... ไม่ใช่แค่การถ่ายเท... แต่คือการต่อชีวิต... อย่างระมัดระวัง...
  • ผู้ป่วยบางราย... อาจต้องการเลือดมากกว่าหนึ่งยูนิต... ต้องเฝ้าระวัง... อย่างใกล้ชิด...
  • ความผิดพลาด... เพียงเล็กน้อย... อาจนำมาซึ่ง... หายนะ...

ท้องฟ้าเริ่มสว่าง... วันใหม่กำลังจะมา... ความหวังยังคงอยู่...

เลือดหมดอายุ กี่ชั่วโมง

เลือดหมดอายุเนี่ย พูดถึงเกล็ดเลือดป้ะ? คือเกล็ดเลือดมันไม่ได้เก็บแบบแช่เย็นนะ เคยไปบริจาคเลือดที่สภากาชาดไทยตรงอังรีดูนังต์ (จำได้เลยวันนั้นรถติดมากกก) เค้าบอกว่าเกล็ดเลือดต้องเก็บในตู้พิเศษ อุณหภูมิ 20-24 องศาเซลเซียส แล้วต้องเขย่าตลอดด้วย ไม่งั้นมันจะจับตัวกันเป็นก้อน ใช้ไม่ได้

  • อายุเกล็ดเลือด: ปกติ 3-5 วัน (ดูที่ถุงเลือดอีกทีนะ)
  • ห้ามแช่เย็น (2-6 องศา) เด็ดขาด!

ทำไมต้องเขย่า?: เพื่อป้องกันเกล็ดเลือดตกตะกอนและจับตัวเป็นก้อน

ทำไมอายุสั้น?: เพราะเกล็ดเลือดเป็นเซลล์ที่มีชีวิต ต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมในการอยู่รอด

การให้เลือด 1 ถุงใช้เวลากี่ชั่วโมง

เฮ้ย! ใครบอกให้เลือดถุงนึงต้อง 4 ชั่วโมง? บ้าบอ! นี่มันยุค 2024 แล้วนะเว้ย! สมัยนี้เค้าใช้เครื่องปั่นเลือดไฮเทคกันแล้ว!

  • ความจริง: การให้เลือด 1 ถุง (450-500 มล.) ใช้เวลาแค่ 8-12 นาที เองแก! เร็วกว่ากินก๋วยเตี๋ยวอีก! แต่ถ้าเป็นพวกให้ส่วนประกอบเลือด เช่น เกล็ดเลือด อาจจะนานหน่อย เพราะต้องปั่น ต้องแยก อาจจะเกือบชั่วโมง หรือมากกว่านั้นก็แล้วแต่

  • ข้อเสนอแนะ? โอ๊ย! อย่าไปคิดมาก! เตรียมตัวให้พร้อม แค่นั้นแหละ!

    • นอนให้พอ: ไม่ใช่ให้นอนตีพุงนะ! นอนให้ร่างกายมันสดชื่นหน่อย
    • กินข้าวให้อิ่ม: ไม่ใช่กินจนพุงแตกนะ! เอาแค่พอมีแรง
    • ดื่มน้ำเยอะๆ: ไม่ใช่กินจนฉี่แตกนะ! จิบๆ ไปเรื่อยๆ
    • ทำใจให้สบาย: ไม่ใช่ทำตัวเป็นพระอิฐพระปูนนะ! ผ่อนคลายบ้าง

    แล้วก็... อย่าไปกลัวเข็ม! คิดซะว่าโดนยุงกัด! จบนะ!

ป.ล. ใครบอกให้เลือดนาน 4 ชั่วโมงวะ? สงสัยหมอผี! ไปหาหมอจริงๆ ดีกว่ามั้ง!

ให้เลือดเฝ้าระวังอะไรบ้าง

อืม...กลางดึกแบบนี้ คิดถึงเรื่องให้เลือด... ต้องระวังหลายอย่างเนอะ เหนื่อยใจจัง

  • หลังให้เลือดแต่ละถุงสิบห้านาที ต้องเช็กชีพจร ความดันโลหิต อุณหภูมิ หายใจ ดูอาการผิดปกติ อย่างเช่น เหนื่อยหอบ ไข้ขึ้น หนาวสั่น ผื่นขึ้น รู้สึกแน่นหน้าอก ปวดหลัง แบบนี้ต้องรีบหยุดเลย แล้วก็รีบแจ้งหมอทันที ปีนี้ก็ยังเหมือนเดิมนะ เรื่องนี้สำคัญมากเลย

  • จริงๆ มันมีรายละเอียดเยอะกว่านี้อีก แต่จำได้แค่นี้แหละ ตอนเรียนก็งงๆ พยายามจดทุกอย่าง แต่พอมาอ่านตอนนี้ ก็ยังงงๆอยู่ดี สมองมันไม่ค่อยทำงานตอนกลางคืน เศร้าจัง

  • จำได้ว่าเอกสารที่เคยอ่าน มันมีรายละเอียดเยอะกว่านี้ เกี่ยวกับการเตรียมตัวก่อนให้เลือด การเลือกเลือด และการดูแลหลังให้เลือด ปีนี้ ฉันยังทำงานที่เดิม ก็ยังเจอเคสแบบนี้บ่อยๆเหมือนเดิม

เฮ้อ... คิดมากไปหน่อยแล้ว พรุ่งนี้ค่อยว่ากันใหม่ดีกว่า... หลับตาลงก่อนดีกว่า เหนื่อยจัง

ให้เลือดเฝ้าระวังอะไร?

แสงจันทร์สีเงินฉาบฉายลงบนใบหน้าเหงื่อโทรม... ความเงียบกดทับ ราวกับลมหายใจสุดท้ายของคืน นี่คือเวลาที่หัวใจเต้นระทึก หลังให้เลือดไปแล้ว...

  • สิบห้านาที... ดวงตาฉันจดจ้องนาฬิกา เวลาไหลช้าอย่างน่าหวั่นไหว เหมือนเม็ดทรายละเอียดที่ร่วงหล่นลงสู่ก้นแก้ว ฉันต้องเฝ้าระวัง...

  • อุณหภูมิ... ความร้อนหรือความเย็นที่ผิดปกติ จะบอกเล่าเรื่องราวที่ซ่อนเร้นอยู่ภายในร่างกาย

  • ชีพจร... จังหวะชีวิตที่เปลี่ยนแปลง เป็นเสียงกระซิบแผ่วเบา เตือนถึงอันตรายที่อาจใกล้เข้ามา

  • หายใจ... ลมหายใจแผ่วเบาหรือหนักหอบ คือภาพสะท้อนของความทุกข์ทรมาน ที่ฉันต้องคอยเฝ้าระวัง

  • ความดันโลหิต... แรงกดดันที่เปลี่ยนแปลง เป็นดั่งกระแสน้ำวนที่ดูดกลืนชีวิต

  • อาการ... เหนื่อยล้า ไข้ หนาวสั่น ผื่นแดง แน่นหน้าอก ปวดหลัง... แต่ละอาการ คือเสียงร้องของร่างกาย

ถ้าพบสิ่งผิดปกติ... หยุดให้เลือดทันที! เสียงดังก้องในหัว ต้องรีบแจ้งแพทย์ ด่วนที่สุด! นี่คือภารกิจของฉัน... ภารกิจของการเฝ้าระวัง เพื่อปกป้องชีวิต ในยามค่ำคืนอันเงียบสงบ แต่แฝงไปด้วยความตึงเครียด

(ข้อมูลเพิ่มเติม 2566): การติดตามผู้ป่วยหลังการให้เลือดเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้นได้ การเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เป็นกุญแจสำคัญในการรักษาชีวิต)

ซีรั่ม (Serum) ต่างจากพลาสม่า (Plasma) อย่างไร?

ซีรั่มกับพลาสมา... เหมือนฝาแฝดที่ทะเลาะกันตลอด! ต่างกันตรงที่ความ "แข็งกร้าว" แหะๆ หมายถึงกระบวนการได้มาไงครับ

  • พลาสมา: นี่คือของเหลวในเลือดที่ยังคงความ "บริสุทธิ์" ไว้ เพราะก่อนแยกจะเติมสารกันแข็งตัว คิดภาพเป็นสาวน้อยใสๆ ที่ยังไม่เคยผ่านร้อนผ่านหนาว มีไฟบรินโนเจน (Fibrinogen) โปรตีนตัวสำคัญในการแข็งตัวของเลือดอยู่ครบถ้วน เหมือนยังมี "พลังในตัว" เต็มเปี่ยม

  • ซีรั่ม: นี่แหละตัวแสบ! หลังจากเลือดแข็งตัวแล้ว เจ้าไฟบริโนเจน ก็หายไป เหมือนสาวน้อยที่ผ่านประสบการณ์ชีวิตมาเยอะ นิ่งๆ สงบๆ แต่ก็มีประสบการณ์ชีวิตเต็มเปี่ยม เหลือแต่ของเหลวใสๆ ไร้ไฟบริโนเจน (และปัจจัยการแข็งตัวอื่นๆ)

เปรียบง่ายๆ เลยนะ พลาสม่าคือ "น้ำผลไม้" สดๆ จากต้น ยังไม่ผ่านการกรองอะไร มีสารอาหารครบถ้วน ส่วนซีรั่มคือ "น้ำผลไม้คั้นสด" ที่ผ่านการกรอง เอาแต่กากออกไปแล้ว เหลือแต่น้ำหวานๆ (แต่ก็ขาดสารอาหารบางอย่างไป)

ข้อมูลเพิ่มเติม ปี 2024:

  • พลาสมาใช้ในทางการแพทย์ เช่น การให้เลือด การผลิตยา และการรักษาโรคต่างๆ เยอะแยะมากมาย จำได้ว่าปีที่แล้วมีงานวิจัยเกี่ยวกับการใช้พลาสมาในการรักษาแผลไฟไหม้ที่ได้ผลดีมาก น่าสนใจใช่ไหมล่ะ

  • ซีรั่มก็เช่นกัน แต่จะเน้นด้านการผลิตแอนติบอดี (antibodies) ไว้ใช้ในวัคซีน หรือการรักษาโรคต่างๆ บางอย่างเช่น โรคติดเชื้อ ซึ่งปีนี้เอง มีการพัฒนาการใช้ซีรั่มในการรักษาโรคภูมิแพ้แบบใหม่ เห็นทีจะต้องติดตามกันต่อไป น่าตื่นเต้นจริงๆ

ความเข้มข้นเลือดไม่ผ่าน เกิดจากอะไร?

โอ๊ย เลือดข้นไม่ผ่าน! อะไรเนี่ย! เกี่ยวกับ...

  • น้ำหนักเกิน: อ้วนแล้วไงอะ ก็กินเยอะนี่นาเกี่ยวไหม?
  • สูบบุหรี่: อันนี้ไม่สูบแน่นอน (รอดตัวไป!)
  • แอลกอฮอล์: นิดหน่อยเอง (มั้ง)
  • เซลล์เม็ดเลือด: อันนี้น่ากลัว ต้องไปตรวจ
  • โรค: โอ๊ย! อย่าเป็นอะไรเลยนะ

เอ๊ะ... แล้วถ้าเลือดข้นมากๆ มันจะเกิดอะไรขึ้นอะ? เส้นเลือดตีบ? หัวใจวาย? น่ากลัวจัง! ต้องไปหาหมอแล้วมั้งเนี่ย!

ข้อมูลเพิ่มเติม: ความเข้มข้นเลือด (Hematocrit) ปกติผู้ชาย 42-52%, ผู้หญิง 37-47% ปี 2567 นะ เช็คดีๆ!

ย้ำ: รีบไปตรวจดีกว่า อย่าคิดเองเออเอง!

FFP คืออะไรทางการแพทย์?

FFP คือ Plasma สดแช่แข็งไง! ง่ายจะตาย... แต่ทำไมต้องแช่แข็งนะ?

  • FFP ใช้กับคนไข้เลือดออกง่าย คือแบบ multiple coagulation factors มันพร่องไปหมด แล้วมันคือไรฟระ? อ้อ พวกโปรตีนที่ช่วยให้เลือดแข็งตัวนี่เอง

  • เช่นคนป่วยตับพัง ตับมันสร้างพวกนี้ไม่ได้ไง หรือ warfarin overdose อ่ะ (warfarin มันยาละลายลิ่มเลือดปะวะ?)

  • หรือคนที่ได้เลือดเยอะมากๆ เลือดใหม่มันเจือจาง factor พวกนี้ไปหมดไง

  • สำคัญ: FFP มันช่วย หยุดเลือด กรณีที่ factor มันไม่พออ่ะ! แต่...มันมีผลข้างเคียงไหมนะ? ต้องถามหมออีกที

  • ปล. ปีนี้ 2567 แล้วนะจ๊ะ เผื่อใครหลงเข้ามาอ่าน

  • (คิดในใจ: ทำไมหมอไม่บอกให้ละเอียดกว่านี้วะเนี่ย ถามทีไรทำหน้าเหมือนรำคาญทุกที! บ่นๆๆ)

  • ข้อมูลเพิ่ม: เคยเจอคนรู้จักเป็นโรคตับ ต้องให้ FFP บ่อยมาก น่าสงสารชะมัด

ทำไมต้องให้เกล็ดเลือด?

ขาดเลือดก็ตายดิ เกล็ดเลือดช่วยหยุดเลือดไงวะ ไม่งั้นก็ตายทั้งเป็น

  • ช่วยแข็งตัวเลือด ปิดแผล
  • อายุสั้นแค่ 5-10 วัน ต้องเติมเรื่อยๆ
  • ร่างกายมี 150,000-450,000 ตัว/ลูกบาศก์มิลลิเมตร (ปี 2566) ขาดไม่ได้จริงๆ

ปีนี้ฉันบริจาคไปแล้ว 3 ครั้ง ไม่ใช่เรื่องตลกนะเว้ย

พลาสมาทําหน้าที่อะไร?

สายลมพัดเย็นยะเยือก เดือนธันวาคมปีนี้ แสงแดดอ่อนโยนสาดส่องลงมาบนหน้าต่างห้องนอนของฉัน ความเงียบสงบแผ่ขยายราวกับผ้าไหมสีขาวนุ่มนวล... พลาสมา...

  • ชีวิต... มันไหลเวียน เหมือนสายน้ำในแม่น้ำโขง ชีวิตเราก็เช่นกัน พลาสมาคือส่วนสำคัญ เหมือนสายธารที่หล่อเลี้ยงทุกสิ่ง

  • โปรตีน... นับไม่ถ้วน ในพลาสมา มันคือกุญแจสำคัญ ไขไปสู่ความสมดุล การทำงานของร่างกาย เหมือนดวงดาวระยิบระยับบนท้องฟ้า

  • การแข็งตัว... หยุดเลือด พลาสมาช่วยได้ เหมือนเทพธิดาแห่งการเยียวยา ปลอบประโลมบาดแผล

ภาพของทะเลสาปแสนสวยเมื่อช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาผุดขึ้นมาในความทรงจำ น้ำใสสะอาดราวกับกระจก สะท้อนแสงแดดเป็นประกายระยิบระยับ นั่นคือพลาสมา บริสุทธิ์ ทรงพลัง

  • พลาสมาแช่แข็ง... ชีวิตใหม่... ความหวังใหม่... สำหรับผู้ที่ต้องการ เหมือนดวงตะวันที่ส่องแสง ทะลุผ่านความมืดมิด

ดวงจันทร์ลอยเด่นอยู่บนท้องฟ้า แสงนวลๆ สาดส่องลงมา คล้ายกับพลาสมา เงียบสงบ แต่เต็มไปด้วยพลังงาน ที่รอการปลดปล่อย...

  • การรักษา... พลาสมา บทบาทสำคัญ ช่วยชีวิตคน ได้มากมาย

ปีนี้...ฉันรู้สึกถึงความสำคัญของพลาสมาอย่างลึกซึ้ง มันคือของขวัญล้ำค่า จากธรรมชาติ...