ค่าน้ำตาลสะสมเท่าไรถึงเป็นเบาหวาน

235 ครั้งเข้าชม
ค่าน้ำตาลสะสม (HbA1c) ตั้งแต่ 6.5% ขึ้นไป บ่งชี้ถึงภาวะเบาหวาน เสี่ยงต่อโรคแทรกซ้อน เช่น หลอดเลือดแดง, ตา, ไต, ระบบประสาท, ติดเชื้อ และภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจนช็อกได้ ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและรักษาหากพบความผิดปกติ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ค่า HbA1c เท่าไหร่ถึงเข้าข่ายเบาหวาน? เกณฑ์วินิจฉัยเบาหวานตามค่า A1c คือเท่าไหร่?

ค่า HbA1c เกิน 6.5% นี่แหละที่หมอบอกว่าเข้าข่ายเบาหวาน จำได้แม่นเลย ตอนตรวจสุขภาพประจำปีที่ รพ.ศิริราช ปีที่แล้ว เดือนตุลาคม ค่ามันขึ้นมาสูงกว่านั้น ตกใจมาก หมอเรียกไปคุยยาวเลย บอกว่าต้องระวัง ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกายบ้าง ไม่งั้นมีหวังเป็นเบาหวานแน่ๆ โชคดีที่ยังไม่ถึงขั้นนั้น แต่ก็ได้สั่งยาปรับระดับน้ำตาลมาทานด้วย แพงอยู่ กล่องละ 800 บาท แต่ก็จำเป็น ตอนนี้ก็พยายามควบคุมอาหาร งดของหวาน ลดแป้ง เดินเร็วๆ ทุกเย็น อย่างน้อยก็ 30 นาที เหนื่อยหน่อยแต่ก็ดีกว่าเป็นเบาหวานจริงๆ เนอะ

เพื่อนสนิทฉันเป็นเบาหวาน เห็นเค้าต้องคอยเช็คระดับน้ำตาลตลอด ฉีดยาบ้าง กินยาบ้าง ลำบากจริงๆ โรคนี้ไม่ใช่เล่นๆนะ อันตรายหลายอย่างตามมา ตา เสีย ไตเสื่อม ยิ่งเห็นเค้าเป็นแล้ว ฉันเลยยิ่งตั้งใจดูแลตัวเองให้ดีกว่าเดิม ก็อย่างที่หมอบอกแหละ ป้องกันไว้ดีกว่าแก้

คิดแล้วก็เครียด เรื่องสุขภาพนี่สำคัญจริงๆ เราต้องดูแลตัวเองให้ดี อย่าชะล่าใจ เพราะตอนที่รู้ว่าค่าHbA1c สูงขึ้นเนี่ย ก็ตกใจไม่น้อยเลย เลยขอฝากไว้ด้วยนะ ใครที่ยังไม่เคยตรวจสุขภาพ รีบไปตรวจเช็คด่วนเลย อย่ารอให้เป็นโรคแล้วค่อยมาแก้ไข เพราะบางทีมันอาจสายเกินไปก็ได้.

น้ำตาลสะสมเท่าไรถึงเป็นเบาหวาน

เอ้า! น้ำตาลในเลือดนี่มันเล่นเอาชีวิตพลิกผันได้นะพ่อคุณเอ๊ย! จะบอกให้ ไม่ใช่แค่กินหวานแล้วอ้วนอย่างเดียว มันสะสมจนเป็นเบาหวานได้ด้วยนะรู้มั้ย! อันนี้ผมพูดจากประสบการณ์ตรงของเพื่อนผมเองเลยนะ กินแต่น้ำอัดลมกับขนมหวาน ตอนนี้ต้องฉีดยาตลอดชีวิต เศร้าเลย!

  • ค่า HbA1C น้อยกว่า 6.0 mg%: โอเค ปลอดภัยหายห่วง เที่ยวได้ กินได้ แต่ก็อย่ากินจนลืมตัวนะ เดี๋ยวน้ำตาลมันจะมาเยือนเอา เหมือนผีดุเลยล่ะ!

  • ค่า HbA1C 6.0 - 6.4 mg%: เริ่มมีสัญญาณเตือนแล้วจ้าาา! เหมือนไฟเหลืองโชว์ในรถ รีบเช็กสุขภาพด่วน อย่าชะล่าใจ เพราะถ้ามันทะลุไปถึงขั้นต่อไป คุณอาจได้พบกับความเหนื่อยล้า เหมือนปีนเขาเอเวอเรสต์ ปีนไปได้สักพักก็ต้องพัก ไม่งั้นร่างกายรับไม่ไหวนะ

  • ค่า HbA1C มากกว่าหรือเท่ากับ 6.5 mg%: อันนี้คือ ไฟแดง! เสียงไซเรนดังป๊าบๆๆ! รีบปรึกษาหมอเฉพาะทางด่วน ไม่งั้นได้นอนโรงบาลยาวแน่ๆ ผมเคยเห็นเพื่อนผมเป็นนะ ต้องควบคุมอาหาร ออกกำลังกาย เหนื่อยมาก ถึงขนาดต้องเลิกกินของโปรดไปเลย พูดแล้วก็สงสารเพื่อน อยากให้ทุกคนดูแลตัวเองกันเยอะๆ

คุณบอกว่าค่า HbA1C อยู่ที่ 6.0 mg%? เฮ้อออ ใกล้เคียงกับเขตอันตรายแล้วนะพ่อคุณ! อย่าชะล่าใจ รีบไปหาหมอเฉพาะทางด้านเบาหวานและต่อมไร้ท่อ ด่วนเลยครับ อย่ารอให้สายเกินแก้ ไม่งั้นจะมาเสียใจทีหลัง เหมือนผมที่ต้องคอยดูแลเพื่อนที่เป็นเบาหวาน เหนื่อยใจแทนจริงๆ

ข้อมูลเพิ่มเติมปี 2566: ค่า HbA1C เป็นค่าเฉลี่ยระดับน้ำตาลในเลือดในช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ดังนั้น แม้ค่าในตอนนี้จะอยู่ที่ 6.0 mg% แต่ก็เป็นสัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม ควรปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน ออกกำลังกาย และไปพบแพทย์เพื่อตรวจเช็คอย่างละเอียด เพื่อวางแผนการดูแลสุขภาพที่เหมาะสมต่อไปครับ

น้ำตาลสะสมเท่าไรจึงเป็นเบาหวาน

เออนะ น้ำตาลสะสมอะ ถ้าจะให้รู้ว่าเป็นเบาหวานมั้ย ดูที่ HbA1c เลย

  • ปกติ: น้อยกว่า 6.0% อ่ะ (มิลลิกรัมเปอร์เซ็นต์เนี่ย ไม่คุ้นเลยนะ ปกติเค้าดูเป็น % กัน)
  • เสี่ยง: 6.0% ถึง 6.4% นี่คือเริ่มๆ ต้องระวังแล้ว
  • เบาหวาน: 6.5% ขึ้นไป ปรึกษาหมอด่วนๆ

ถ้า 6.0% เป๊ะๆ ก็..อย่างที่บอก เริ่มเสี่ยงแล้ว ไปหาหมอเฉพาะทางด้านเบาหวาน พวกต่อมไร้ท่ออะ ดีสุด เค้าจะแนะนำได้ดีกว่าว่าต้องทำอะไรต่อ

เกร็ดเล็กน้อย (เผื่ออยากรู้เพิ่ม):

  • HbA1c คืออะไร? มันคือค่าน้ำตาลเฉลี่ยในเลือดเรา ช่วง 2-3 เดือนที่ผ่านมา ไม่ใช่แค่วันนั้นวันเดียวที่ไปตรวจ
  • ทำไมต้องไปหาหมอ? เพราะเบาหวานมันมีหลายแบบ แล้วแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน หมอจะช่วยปรับยา ปรับอาหาร ให้เข้ากับเรา
  • แล้วถ้าไม่รักษามันจะเกิดอะไรขึ้น? โอ้โห... โรคแทรกซ้อนเยอะแยะ ตาบอด ไตวาย หัวใจวาย ตัดขา เอาเป็นว่ารีบไปหาหมอเถอะ อย่าชะล่าใจ!
  • แล้วถ้าค่าน้ำตาลสะสมสูง ต้องทำไงบ้าง? นอกจากกินยาตามหมอสั่งแล้ว ก็ต้องปรับเรื่องอาหาร ออกกำลังกาย ลดน้ำหนัก คือต้องเปลี่ยนไลฟ์สไตล์เลยแหละ
  • ตรวจ HbA1c บ่อยแค่ไหนดี? อันนี้ก็แล้วแต่หมอสั่ง บางคน 3 เดือนที บางคน 6 เดือนที

HbA1c ลดยังไง

ลด HbA1c เหรอ? ยากอยู่นะ แต่ก็ทำได้! ต้องใจเย็นๆ ค่อยๆปรับ ฉันเองก็พยายามอยู่ ปีนี้เน้นออกกำลังกายหนักขึ้น วิ่งแทบทุกวันเลย อย่างน้อย 45 นาที เหนื่อยมากกก แต่ก็ดีขึ้นนะ HbA1c ลงมาบ้างแล้ว จริงๆควรวิ่งวันเว้นวันนะ แต่ฉันมันใจร้อนไปหน่อย

เรื่องอาหาร ฉันพยายามเลือกกินนะ ข้าวกล้องนี่กินประจำ ผักผลไม้เพียบ ของทอด ของหวาน ลดลงเยอะมาก กินแต่โยเกิร์ตกับถั่ว โปรตีนก็เน้น ปลา ไข่ นม ไขมันดีอย่างอะโวคาโด กินทุกวันเลย

ความเครียดนี่ หนักสุด! แต่ก็พยายามจัดการ ปีนี้หาเวลาพักผ่อนมากขึ้น นอนเร็วขึ้น หลับสนิทขึ้นด้วย ลองหายใจลึกๆดู มันช่วยได้นะ จริงๆ ปีนี้ไปนวดด้วย รู้สึกผ่อนคลายขึ้นเยอะเลย

  • ออกกำลังกายอย่างน้อย 45 นาที เกือบทุกวัน (วิ่ง)
  • กินข้าวกล้อง ผัก ผลไม้ ลดของทอด ของหวาน
  • กินโยเกิร์ต ถั่ว ปลา ไข่ นม อะโวคาโด
  • พักผ่อนเยอะขึ้น นอนเร็วขึ้น นวดเพื่อผ่อนคลาย

สำคัญสุดๆ คือต้องไปเช็ค HbA1c บ่อยๆ ปีนี้ไปตรวจมา 3 ครั้งแล้ว หมอแนะนำดีมาก ถ้ายังไม่ดีขึ้น อาจต้องปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร เพื่อปรับยา แต่ค่อยเป็นค่อยไปนะ อย่าใจร้อน ค่อยๆปรับ ใช้เวลาหน่อย สู้ๆ!

ทำยังไงให้ค่าน้ำตาลสะสมลดลง

เอางี้ๆ นะเพื่อน อยากให้ค่าน้ำตาลสะสมมันลงใช่ป่ะ ก็ต้องแบบ…

  • คุมอาหาร: อันนี้เรื่องใหญ่เลย เน้นกินพวกข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีทอ่ะ เข้าใจป่ะ พวกคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อน มันดีกว่าข้าวขาวเยอะเลยแก
  • ผักผลไม้: เพิ่มเข้าไปเยอะๆ เลย ไฟเบอร์มันช่วยได้จริงๆ นะ ไม่ใช่แค่พูดเฉยๆ ลองดูดิ
  • ออกกำลัง: อย่างน้อยๆ วันละ 30 นาทีเหอะ เดินเร็วๆ ก็ยังดีกว่านั่งอยู่เฉยๆ ทั้งวัน
  • จัดการความเครียด: อันนี้ก็สำคัญไม่แพ้กัน เครียดแล้วมันลงพุง น้ำตาลก็ขึ้นอีก อะไรวะเนี่ย
  • นอนให้พอ: นอนน้อยร่างกายมันรวนไปหมด เชื่อเหอะ
  • ตรวจน้ำตาล: ไปหาหมอบ้างไรบ้าง อย่าปล่อยปละละเลย แล้วก็กินยาตามหมอสั่งด้วยนะ
  • ดื่มน้ำ: กินน้ำเปล่าเยอะๆ ลดพวกน้ำหวานไปเลย
  • Mindfulness: ฝึกกินอย่างมีสติ คือกินแต่พอดี ไม่กินเพราะอยาก กินเพราะหิวจริงๆ อ่ะ

เกร็ดเล็กๆ น้อยๆ:

  • คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนคือไร?: มันคือพวกข้าวกล้อง, ขนมปังโฮลวีท, พวกผักที่มีแป้งเยอะๆ อ่ะ เช่น มันเทศ ฟักทอง พวกนี้มันจะค่อยๆ ปล่อยน้ำตาล ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดไม่พุ่งพรวดพราด เข้าใจยัง?
  • ทำไมต้องไฟเบอร์?: ไฟเบอร์มันช่วยชะลอการดูดซึมน้ำตาลไงแก แล้วก็ช่วยให้อิ่มนานด้วยนะ จะได้ไม่กินจุกจิก
  • ออกกำลังแบบไหนดี?: เอาที่ชอบเลยเพื่อน! จะวิ่ง, ว่ายน้ำ, ปั่นจักรยาน, เล่นเวท หรือเต้นแอโรบิกก็ได้หมด ขอแค่ได้ขยับตัว
  • จัดการความเครียดยังไง?: หาอะไรที่ทำแล้วสบายใจอ่ะ ฟังเพลง, ดูหนัง, อ่านหนังสือ, ทำสมาธิ, ไปเที่ยว หรือเม้าท์มอยกับเพื่อนก็ได้หมด
  • นอนกี่ชั่วโมงดี?: เอาจริงๆ 7-8 ชั่วโมงอ่ะกำลังดี แต่ละคนก็ไม่เหมือนกันนะ ลองสังเกตตัวเองดู
  • น้ำเปล่าสำคัญไง?: น้ำมันช่วยให้ร่างกายทำงานได้ดีขึ้นทุกระบบ รวมถึงระบบเผาผลาญด้วยนะ แล้วก็ช่วยลดความอยากน้ำหวานด้วย
  • Mindfulness มันยากนะ?: เริ่มจากง่ายๆ ก่อนก็ได้ เช่น ตอนกินข้าวก็ลองตั้งใจกินจริงๆ สังเกตสี กลิ่น รสชาติ แล้วก็เคี้ยวช้าๆ แค่นี้ก็เริ่มได้แล้ว
  • ปรึกษาหมอสำคัญสุด: อันนี้จริงจังเลยนะ อย่าคิดเองเออเอง ไปปรึกษาหมอดีที่สุด หมอจะแนะนำได้ดีกว่าเยอะ เพราะเค้ามีความรู้มากกว่าเราเยอะ