ตําแหน่งของตับอยู่ตรงไหน

161 ครั้งเข้าชม
ตับเป็นอวัยวะขนาดใหญ่ที่สุดในช่องท้อง วางตัวอยู่ใต้กระดูกซี่โครงบริเวณชายโครงขวาไปจนถึงลิ้นปี่ เนื้อตับปกติมีสีแดงเข้ม หนักประมาณ 1.5 กิโลกรัมในผู้ใหญ่ มีบทบาทสำคัญในการกรองเลือด โดยเลือดทั้งหมดราว 5 ลิตรในร่างกายจะไหลเวียนผ่านตับซ้ำไปมาถึง 360 รอบต่อวัน ทำให้ปริมาตรรวมของเลือดที่ผ่านตับแต่ละวันสูงถึง 1,800 ลิตร
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ตับของคนเราตั้งอยู่บริเวณใดในช่องท้องของร่างกายมนุษย์กันแน่?

ตับนี่นะ...ฉันเคยสงสัยนะว่ามันอยู่ตรงไหนกันแน่ในพุงเรา จำได้ว่าตอนไปฟิตเนสเมื่อเดือนที่แล้ว เทรนเนอร์ชี้ๆ ตรงชายโครงขวา บอกว่าตรงนี้แหละที่ต้องระวังเวลาเล่นเวทบางท่า มันใหญ่มากนะอวัยวะนี้

เมื่อปีที่แล้ว ช่วงปลายพฤศจิกา ฉันไปตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลตรงสุขุมวิท หมอบอกว่าตับฉันหนักราวๆ 1.5 กิโลกรัมเลยนะ! เป็นอวัยวะที่ใหญ่ที่สุดในท้องเลย สีแดงๆ ด้วย หมอพูดติดตลกว่า เหมือนมีเนื้อก้อนใหญ่ๆ วางอยู่ใต้ซี่โครง

เพื่อนฉันเคยเล่าให้ฟังนะว่าเลือดในตัวเรา 5 ลิตรเนี่ย มันไหลผ่านตับตั้ง 360 รอบต่อวัน! คิดดูสิ วันนึงตับทำงานหนักแค่ไหน รับเลือดตั้ง 1,800 ลิตร นี่มันสุดยอดไปเลยนะ ฉันก็เพิ่งรู้ตอนมันเล่าให้ฟังเนี่ยแหละ ว้าว!

ตับขับของเสียยังไง

ปลายปีที่แล้วไปตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลกรุงเทพมา ใจตุ้มๆ ต่อมๆ เลยเพราะนอนดึกบ่อยมาก แถมมีปาร์ตี้บ้าง ผลเลือดออกมาค่าตับเฉียดๆ ขอบบนพอดีเป๊ะ

คุณหมออายุหน่อยๆ ที่ดูผลให้แกอธิบายละเอียดเลยนะ ว่าตับเรามันสุดยอดยังไง คือมันไม่ใช่แค่กรองเลือดเฉยๆ

ตับจะขับของเสียออกมาในรูปแบบของน้ำดี นี่คือคีย์เวิร์ดที่หมอบอกเลย น้ำดีที่ว่านี่แหละจะถูกส่งไปที่ลำไส้เล็ก

แล้วมันไม่ใช่แค่น้ำเสียทิ้งไปเฉยๆ นะ ในน้ำดีเนี่ย บางส่วนมันคือของเสียจริง แต่บางส่วนคือฮีโร่เลย ช่วยย่อยไขมัน ที่เรากินเข้าไป

พอไขมันแตกตัว การดูดซึมวิตามินบางตัวที่ต้องละลายในไขมันอย่าง วิตามินเอ ดี อี เค ก็จะง่ายขึ้นเยอะเลย ฟังแล้วแบบ... โห ตับเราฉลาดว่ะ

  • กระบวนการกำจัดสารพิษของตับ จริงๆ มันมี 2 เฟสนะ เฟสแรกคือเปลี่ยนสารพิษให้ละลายน้ำได้ เฟสสองคือจับสารพิษนั้นไปทิ้งกับน้ำดี
  • น้ำดีที่ผสมกับของเสีย พอไปถึงลำไส้แล้ว ส่วนใหญ่ก็จะถูกขับออกไปพร้อมกับอุจจาระ นี่แหละที่ทำให้อุจจาระเรามีสีน้ำตาล
  • ถ้าตับทำงานผิดปกติ การขับสารบิลิรูบิน (ของเสียจากเม็ดเลือดแดง) ผ่านน้ำดีจะพัง ทำให้สารนี้คั่งในเลือด เกิดอาการตัวเหลืองตาเหลือง หรือที่เรียกว่า ดีซ่าน
  • การกินผักใบเขียว บรอกโคลี กระเทียม ช่วยสนับสนุนการทำงานของตับได้ดีมาก หมอที่โรงพยาบาลกรุงเทพก็ย้ำเรื่องนี้เหมือนกัน

โรคตับอักเสบ มีกี่ระยะ

ตับอักเสบแบ่งเป็น 2 ระยะหลัก

  • เฉียบพลัน: อักเสบแล้วหายเองได้ภายใน 6 เดือน
  • เรื้อรัง: อักเสบไม่หายภายใน 6 เดือน

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ตับอักเสบเรื้อรัง มักตรวจพบจากการเจาะเลือด
  • อาการมักไม่ปรากฏ จนกว่าจะเข้าสู่ระยะสุดท้าย หรือตับวาย
  • สาเหตุหลากหลาย อาจเกิดจากไวรัส (เช่น A, B, C) แอลกอฮอล์ หรือยาบางชนิด
  • การวินิจฉัยแม่นยำต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ
  • การดูแลตัวเองสำคัญ ลดความเสี่ยงตับวาย

พาหะ ไวรัส ตับ อักเสบ บี ติดต่อ ไหม

ตอนที่รู้ว่าลุงผมเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบีนะ โอ้โห ที่บ้านนี่คือเงียบกริบเลย บรรยากาศมาคุสุดๆ ตอนนั้นปี 2562 มั้ง นั่งกินข้าวกันอยู่ดีๆ แกก็พูดขึ้นมาเอง ทุกคนวางช้อนเลยทันที

จากวันนั้นนะ ทุกคนทำตัวแปลกไปหมดเลย ป้าผมนี่ถึงกับแยกจานแยกช้อนให้ลุงเลยนะ ใช้ห้องน้ำต่อจากแกก็ไม่ได้ กลัวไปหมด คือเข้าใจว่ารักตัวกลัวตายกันแหละ แต่ตอนนั้นผมโคตรสงสารลุงเลย แกดูเศร้าไปเลยจริงๆ

ผมทนไม่ไหว สุดท้ายเลยพาลุงไปหาหมอที่โรงพยาบาลรามาธิบดีด้วยกันเลย ให้หมออธิบายให้ฟังต่อหน้าจะได้เคลียร์ๆ หมอบอกชัดมากว่าการกินข้าวร่วมกัน ใช้ช้อนกลาง หรือการกอดกันเนี่ย มันไม่ติดโว้ย

หมอย้ำเลยว่าเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมันอยู่ในเลือดกับสารคัดหลั่งบางอย่าง ไม่ได้อยู่ในน้ำลายแบบที่จะติดกันง่ายๆ ผ่านการไอ จาม หรือกินข้าวด้วยกัน มันไม่ได้ติดง่ายเหมือนไข้หวัดซะหน่อย

พอกลับมาบ้าน ผมก็เล่าให้ทุกคนฟังแบบที่หมอพูดเป๊ะๆ ตอนแรกก็ยังไม่มีใครเชื่อสนิทใจหรอก แต่พอเวลาผ่านไป เห็นว่าไม่มีใครเป็นอะไร ทุกอย่างก็ค่อยๆ กลับมาเป็นปกติ ตอนนี้ก็นั่งกินหมูกระทะหม้อเดียวกันได้แล้ว โคตรโล่งใจ

  • การสัมผัสทางเลือดโดยตรง คือทางหลักเลย พวกการใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน การสัก การเจาะหูด้วยอุปกรณ์ที่ไม่สะอาด หรือแม้แต่ของใช้ส่วนตัวที่อาจมีเลือดปนเปื้อน เช่น มีดโกนหนวด แปรงสีฟัน
  • การมีเพศสัมพันธ์ โดยที่ไม่ได้ป้องกันกับคนที่เป็นพาหะ อันนี้คือช่องทางหลักอีกทางนึงเลย น้ำอสุจิ ของเหลวในช่องคลอดมันมีเชื้ออยู่
  • จากแม่สู่ลูก ถ้าแม่เป็นพาหะ ตอนคลอดลูกก็สามารถถ่ายทอดเชื้อไปให้ลูกได้เลย
  • สิ่งที่ไม่ทำให้ติดเชื้อเด็ดขาด คือ การกินข้าวหรือดื่มน้ำแก้วเดียวกัน การใช้ห้องน้ำร่วมกัน การกอด การจูบที่แก้ม การไอ การจามใส่กัน สบายใจได้เลยเรื่องพวกนี้

จะรู้ได้อย่างไรว่าเป็นพาหะไวรัสตับอักเสบบี

ตรวจเลือด หาแอนติเจน HBsAg เพื่อดูว่ามีเชื้อไวรัสตับอักเสบบีอยู่ในร่างกายไหม เป็นวิธีเดียวที่บอกได้นะ

เออ... นั่นแหละที่หมอบอกฉันปีนี้ ตอนไปเช็คสุขภาพประจำปี เฮ้อ... เพิ่งรู้เลยนะว่ามันสำคัญขนาดไหน เรื่องสุขภาพนี่ต้องดูแลจริง ๆ เลยนะ

แบบว่าคิดไปเรื่อยไง ว่าทำไมถึงต้องตรวจอันนี้ คือถ้าเจอแล้วไงต่อวะ? เป็นพาหะ นี่มันแย่ไหมนะ สงสัยตัวเองเหมือนกันว่าเคยเสี่ยงไหม ตรวจง่ายจริง ๆ แหละ ไม่ต้องเตรียมตัวอะไรมากเลย แค่เจาะเลือดแป๊บเดียวเอง ค่าตรวจก็ไม่ได้แพงอย่างที่คิดนะสำหรับ HBsAg เนี่ย ฉันทำที่คลินิกแถวบ้านนี่แหละ

แต่ถ้าเจอ... นั่นแหละประเด็นสำคัญ ถ้าผลตรวจพบเชื้อ นะ หมอจะบอกให้ตรวจอย่างอื่นเพิ่มอีกเยอะเลย เอ๊ะ แล้วถ้าเจอแล้วไงต่อ? คือต้องไปตรวจ นับปริมาณเชื้อไวรัส อีกที ทำไมต้องนับวะ คือมันบอกอะไรอีกเหรอ? ไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่ามันซับซ้อนขนาดนี้

แล้วยังไงต่ออะ อัลตราซาวด์ช่องท้องส่วนบน อีกนะ เห็นว่าดูตับ ดูอะไรข้างในใช่ปะ? บางคนถึงขั้น ตัดชิ้นเนื้อตับ เลยเหรอ โหดไปมั้ยเนี่ย คือจำเป็นขนาดนั้นเลยเหรอ มันน่ากลัวนะเนี่ย คิดแล้วก็หวิว ๆ แต่ก็ต้องทำแหละเพื่อสุขภาพ

ทีนี้ข้อมูลเพิ่มเติมที่ฉันไปหามานะ คือมันมีหลายอย่างเลยถ้าตรวจเจอ:

  • HBsAg (Hepatitis B surface antigen): นี่คือตัวบ่งชี้หลักว่ามีเชื้อไวรัสอยู่ในร่างกายปีนี้ หมอบอกให้ฉันตรวจอันนี้เลย
  • HBeAg (Hepatitis B e-antigen): อันนี้จะบอกว่าเชื้อไวรัสกำลังแบ่งตัวอยู่เยอะไหม แล้วก็แพร่เชื้อให้คนอื่นได้ง่ายมากแค่ไหน
  • Anti-HBe (Hepatitis B e-antibody): บอกว่าร่างกายสร้างภูมิคุ้มกันต่อ HBeAg ได้แล้วนะ
  • HBsAb (Hepatitis B surface antibody): ถ้ามีตัวนี้ แสดงว่าเคยได้รับวัคซีนมาแล้ว หรือเคยติดเชื้อแล้วหายเอง แล้วก็มีภูมิคุ้มกันแล้ว
  • HBcAb (Hepatitis B core antibody): อันนี้คือบอกว่าเคยติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบีมาในอดีตนะ ไม่ว่าจะหายแล้วหรือยังเป็นอยู่
  • HBV DNA (Hepatitis B virus DNA): การตรวจหาและนับปริมาณ DNA ของไวรัสในเลือด จะบอกเลยว่าเชื้อกำลังทำงานอยู่เยอะแค่ไหน มีผลกับการตัดสินใจรักษาไง
  • การตรวจการทำงานของตับ (Liver Function Tests - LFTs): พวกค่าเอนไซม์ตับ AST, ALT นี่แหละ เพื่อดูว่าตับอักเสบไหม ปีนี้ฉันก็ตรวจมา หมอบอกว่าสำคัญมาก
  • อัลตราซาวด์ตับ: คือดูเลยว่าตับเสียหายแค่ไหน มีพังผืด หรืออาจจะเป็นมะเร็งตับไหม ต้องเช็คให้ชัวร์
  • การตัดชิ้นเนื้อตับ (Liver Biopsy): อันนี้คือวิธีสุดท้าย ถ้าหมอจำเป็นต้องประเมินความเสียหายของตับโดยตรงนะ ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องทำนะ เห็นหมอบอกว่าทำเมื่อจำเป็นจริง ๆ เท่านั้นแห

ฉีดวัคซีนตับอักเสบบีอยู่ได้กี่ปี

วัคซีนตับอักเสบบี 3 เข็ม คุ้มกันตลอดชีวิต ภูมิคุ้มกันเกิดใน 97% ของผู้ฉีด หลังเข็มสุดท้าย 1-2 เดือน ตรวจเลือด ยืนยัน หากไร้ภูมิ ฉีดเพิ่ม เพื่อป้องกัน.

  • ภูมิคุ้มกัน ไม่ใช่ของตายตัว
    • แม้ส่วนใหญ่ได้รับการป้องกัน แต่ส่วนน้อยย่อมมี
    • การตรวจเลือดจึงจำเป็น เผื่อคุณอยู่ในกลุ่มนั้น
  • การสร้างภูมิคุ้มกัน
    • ร่างกายเรียนรู้การป้องกันจากวัคซีน
    • เข็มแรกเริ่มกระตุ้น, เข็มสองเสริม, เข็มสามตอกย้ำ
    • ครบ 3 เข็ม คือมาตรฐานที่ร่างกายจดจำ
  • ความสำคัญของการยืนยัน
    • ความเชื่อไม่เท่ากับข้อเท็จจริง
    • การตรวจเลือดหลังฉีด คือการ ยืนยันประสิทธิภาพ ของวัคซีนในร่างกายคุณ
    • หากภูมิไม่ขึ้น, ร่างกายยังคงเปราะบางต่อเชื้อ
  • ไวรัสตับอักเสบบี ไม่เลือกคน
    • มันแพร่กระจายเงียบงัน ทำลายตับ
    • การป้องกันตั้งแต่ต้น จึงสำคัญกว่าการรักษาในภายหลัง
    • ตับอักเสบบีเรื้อรัง นำไปสู่ตับแข็ง หรือมะเร็งตับได้เสมอ