ทำไมไข้เลือดออกต้องให้ 5%DNSS

115 ครั้งเข้าชม
การดูแลผู้ป่วยไข้เลือดออกมีความสำคัญที่การให้สารน้ำและเฝ้าระวังภาวะแทรกซ้อน:หลักการสำคัญคือการให้ 5%D/NSS เพื่อแก้ไขภาวะขาดน้ำในระยะวิกฤตหรือเมื่อเริ่มมีอาการ การเฝ้าระวังเกล็ดเลือดเป็นสิ่งจำเป็น หากเกล็ดเลือดลดลงต่ำกว่า 100,000 เซลล์/ลบ.มม. ควรปรับเปลี่ยนการให้สารน้ำเป็น 5%D/NSS ทั้งนี้ เมื่อผู้ป่วยสามารถดื่มน้ำเกลือแร่ได้ดีขึ้น, อาเจียนลดลง หรือไม่มีอาการขาดน้ำแล้ว สามารถพิจารณาหยุดให้สารน้ำทางหลอดเลือดได้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ทำไมไข้เลือดออกถึงให้ 5% Dextrose Saline (DNS)?

มันช่วงกลางสิงหาปีที่แล้ว ลูกสาวตัวร้อนจัดจนตกใจแทบวูบ พอหมอที่โรงพยาบาลตรงปากซอยบอกไข้เลือดออกเท่านั้นแหละ ใจร่วงไปถึงตาตุ่มเลยจริงๆ นั่งเฝ้าไข้ตาไม่กระพริบ พอถึงช่วงหมอบอกต้องให้น้ำเกลือ 5% Dextrose Saline (DNS) นี้แหละ ที่ฉันก็เริ่มงงๆ ว่ามันคืออะไรกันแน่ เห็นพูดกันบ่อยๆ แต่รายละเอียดนี่สิ ไม่เคยจำได้เลยว่ามันต่างกันยังไงกับที่เคยได้ยินมา.

หมอบอกว่าที่ต้องให้ 5%D/NSS เนี่ยเพราะร่างกายลูกมันแห้ง ขาดน้ำมาก ตัวร้อนจัดจนกินอะไรไม่ค่อยลง พอได้น้ำเกลือเข้าไปนั่นแหละถึงจะดีขึ้นมาหน่อย ตอนนั้นฉันแค่ภาวนาให้ลูกไม่เป็นอะไรมากไปกว่านี้ เรื่องเกล็ดเลือดนี่สิที่เครียดทุกวัน ต้องคอยดูให้อยู่ประมาณหนึ่งแสนถึงหนึ่งแสนสองหมื่นเซลล์นี่แหละ หมอบอกว่ามันสำคัญมาก ถ้าเกล็ดเลือดต่ำกว่านี้ หรือช่วงที่กำลังจะเข้าสู่ระยะอันตรายก็ต้องรีบให้น้ำเกลือเพิ่ม.

ฉันลุ้นแทบแย่เลยนะตอนที่หมอบอกว่าถ้าลูกเริ่มจิบน้ำเกลือแร่ได้เองบ้างแล้ว อาเจียนก็ลดลง หรือไม่มีอาการขาดน้ำ ตัวไม่ซึมๆ ก็จะถอดสายน้ำเกลือออกให้ได้ ตอนนั้นคิดว่าดีใจที่สุด เพราะไม่อยากเห็นลูกมีสายอะไรติดตัวเลย ตอนที่อยู่โรงพยาบาลวิภาวดีช่วงปลายสิงหา ค่าห้องก็ไม่ใช่ถูกๆ เลยล่ะ.

แต่มีครั้งนึงที่ผลตรวจ CBC ออกมา แล้วเกล็ดเลือดลูกมันต่ำกว่าหนึ่งแสนเซลล์อีก หมอก็บอกว่าต้องเปลี่ยนกลับมาให้ 5%D/NSS อีกรอบ อ้าว! คือมันเป็นอย่างนี้แหละ สลับไปสลับมาก็มีบ้างนะ บางทีฉันก็แอบงงในใจว่าจะต้องทำยังไงกันแน่ แต่สุดท้ายก็คือต้องเชื่อหมอแล้วก็เฝ้าดูอาการลูกทุกนาทีนั่นแหละ วันนั้นจำได้ว่าฉันยืนมองขวดน้ำเกลือแล้วคิดว่าเมื่อไหร่จะได้กลับบ้านซักทีนะ.

DF กับ DHF แตก ต่าง กัน อย่างไร

DF กับ DHF เนี่ย มันก็เหมือนพี่น้องท้องเดียวกัน แต่คนหนึ่งร้ายกว่าเพื่อนเยอะ! DF (Dengue Fever) ก็คือไข้เลือดออกแบบพื้นฐาน อาการก็จะประมาณว่าตัวร้อน ปวดเมื่อยตามเนื้อตัว คลื่นไส้ จะออกแนว "มาแล้วนะจ๊ะ"

แต่พอมาเป็น DHF (Dengue Hemorrhagic Fever) อันนี้เรื่องใหญ่! มันคือร่างอัปเกรดของ DF ที่พร้อมจะพ่นพิษแบบจัดเต็ม ทำให้เลือดออกง่ายผิดปกติ เหมือนร่างกายบอกลา "ขอลาออกแล้วนะ" เกิดจากยุงลายตัวร้าย (Aedes species) ที่เป็นพาหะนำโรค ยุงพวกนี้ก็ชอบมาอาศัยแถวบ้านเรานี่แหละ แถวเขตร้อนกึ่งเขตร้อนน่ะ

สรุปง่ายๆ:

  • DF: ไข้เลือดออกธรรมดา ไม่ค่อยมีอะไรน่ากลัวเท่าไหร่
  • DHF: ไข้เลือดออกชนิดรุนแรง ที่เลือดจะไหลไปทั่ว (ไม่ใช่!) คือมันทำให้เลือดออกผิดปกติ

ข้อมูลเพิ่มเติมที่ควรรู้ (เผื่อจะนึกภาพออก):

  • ยุงลาย: ตัวดีเลยที่ทำให้เราต้องเผชิญหน้ากับไข้เลือดออก พวกมันชอบวางไข่ในน้ำนิ่งๆ นี่แหละ การกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ก็สำคัญเหมือนขับไล่ผู้ไม่หวังดีออกจากบ้าน
  • เชื้อไวรัสเดงกี: ไม่ได้มีแค่สายพันธุ์เดียวนะ มีตั้ง 4-5 สายพันธุ์! ถ้าเคยเป็น DF มาแล้ว ไม่ได้แปลว่าจะไม่เป็นอีก พอติดเชื้อสายพันธุ์อื่นเข้าไป อาจจะกลายเป็น DHF ได้ง่ายกว่าเดิม เหมือนติดไวรัสเกมใหม่แล้วเจอ "บอสลับ" ที่เก่งกว่าเดิม
  • อาการ DHF: นอกจากไข้สูงแล้ว อาจมีอาการปวดท้องรุนแรง อาเจียนไม่หยุด ช็อก หรือมีเลือดออกตามไรฟัน เหงือก หรือแม้กระทั่งมีจุดเลือดออกเล็กๆ ใต้ผิวหนังที่เรียกว่า "ผื่นเดงกี" (Purpuric rash) อันนี้ต้องรีบไปหาหมอเลยนะ อย่าปล่อยไว้ให้เหมือนรอคนข้างๆ มาป้อนข้าว
  • การรักษา: สำหรับ DF ส่วนใหญ่ก็รักษาตามอาการ ดื่มน้ำเยอะๆ พักผ่อน แต่ถ้าเป็น DHF อันนี้ต้องดูแลใกล้ชิดมากๆ อาจต้องนอนโรงพยาบาลเพื่อสังเกตอาการและให้สารน้ำที่จำเป็น การรักษาให้ทันท่วงทีสำคัญมาก เหมือนกับการรีบดับไฟก่อนที่จะลามไปทั่ว

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย:

  • DF ก็คือ "ไข้เลือดออก" นั่นแหละ
  • DHF คือ "ไข้เลือดออกเดงกีชนิดรุนแรง"
  • DS (Dengue Shock Syndrome) อันนี้ยิ่งไปกันใหญ่ เป็นภาวะแทรกซ้อนที่รุนแรงมากของ DHF ทำให้ช็อกไปเลย
  • การวินิจฉัย: แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการ การตรวจเลือด และประวัติของผู้ป่วย
  • วัคซีน: ตอนนี้มีวัคซีนป้องกันไข้เลือดออกแล้วนะ แต่ก็ยังต้องระวังตัวเองอยู่ดี เพราะวัคซีนอาจจะไม่ได้ป้องกันได้ 100% และต้องปรึกษาแพทย์ก่อนฉีดเสมอ

ไข้เลือดออกมีกี่เกรด

ไข้เลือดออกมี 4 เกรด แต่ละขั้นบ่งชี้ความถดถอยของร่างกาย ทุกอาการคือสัญญาณเตือนที่มักถูกอ่านช้าไป

  • เกรด 1: ไข้สูง ปวดเมื่อย มีอาการทั่วไป ไม่จำเพาะเจาะจง
  • เกรด 2: มีเลือดออกเอง พบจุดเลือดออกเล็กๆ ชีพจรยังคงปกติ
  • เกรด 3: ระบบไหลเวียนล้มเหลว มีอาการช็อกเบื้องต้น เช่น มือเท้าเย็น กระสับกระส่าย
  • เกรด 4: ช็อกรุนแรง ชีพจรและความดันโลหิตวัดไม่ได้ เสี่ยงอันตรายถึงชีวิต

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • DHF (Dengue Hemorrhagic Fever) คือไข้เลือดออกเดงกีที่มีอาการรุนแรงขึ้น ซึ่งครอบคลุมเกรด 1-4
  • DSS (Dengue Shock Syndrome) คือภาวะช็อกที่เกิดจากไข้เลือดออกเดงกี จะพบในเกรด 3 และ 4
  • การวินิจฉัยเร็ว ลดโอกาสการพัฒนาไปสู่ความรุนแรง
  • ปี 2567 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกเพิ่มขึ้นหลายพื้นที่ การระบาดเกิดตามฤดูกาล
  • การควบคุมยุงลาย ยังคงเป็นมาตรการหลักในการป้องกันโรค
  • เชื้อเดงกีมี 4 สายพันธุ์ การติดเชื้อซ้ำต่างสายพันธุ์มักเพิ่มความเสี่ยงอาการรุนแรง
  • วัคซีนเดงกี่มีให้เลือก แต่การป้องกันยุงยังจำเป็น ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ

ไข้เด็งกีคืออะไร

ไข้เด็งกี หรือที่คนไทยเรียกกันติดปากว่า ไข้เลือดออก นั้นจัดเป็นโรคติดเชื้อสำคัญที่ระบาดหนักในเขตเมืองร้อนทั่วโลก ตัวการคือ ไวรัสเด็งกี ซึ่งมีอยู่หลายสายพันธุ์เลยนะ การติดเชื้อทำให้เกิดอาการหลายอย่าง ไม่ใช่แค่ไข้ทั่วไป มันซับซ้อนกว่านั้นเยอะเลย

เมื่อติดเชื้อ ไวรัสจะออกฤทธิ์ทำให้มีอาการ ไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะ ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ แบบรุนแรงมาก และที่เด่นชัดคือ ผื่นแดง ที่บางทีก็ดูคล้ายผื่นหัดได้เลยนะ มันน่าคิดนะว่าแค่ไวรัสตัวเล็กๆ กลับสร้างความปวดร้าวให้ร่างกายได้ขนาดนี้ กลไกการตอบสนองของร่างกายต่อไวรัสนี่มันมหัศจรรย์ปนน่ากลัวจริงๆ

แล้วก็มีบางคนโชคไม่ดีที่อาการจะหนักขึ้นจนกลายเป็น ไข้เลือดออกเด็งกี อันนี้แหละที่อันตรายถึงชีวิตได้ เพราะมันนำไปสู่อาการช็อกและเลือดออกผิดปกติได้เลย ซึ่งเป็นภาวะวิกฤตที่ต้องเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิดเสมอ

นี่คือประเด็นน่าสนใจเกี่ยวกับไข้เด็งกีที่เราต้องทำความเข้าใจกัน:

  • พาหะหลัก ที่เราต้องจัดการคือ ยุงลาย (Aedes aegypti) มันชอบวางไข่ในน้ำนิ่งใสใกล้คน ถือเป็นนักส่งสารแห่งโรคร้ายตัวฉกาจเลยนะ การที่เรามองข้ามภาชนะเล็กๆ ที่มีน้ำขัง อาจเป็นจุดเริ่มต้นของวงจรโรคที่ใหญ่โตได้ คิดดูสิ
  • ปัจจุบัน มีวัคซีน ป้องกันไข้เด็งกีแล้วนะ อย่าง Qdenga ซึ่งมีข้อบ่งใช้สำหรับกลุ่มอายุและเงื่อนไขเฉพาะ การมีวัคซีนนี่เปลี่ยนเกมไปเยอะจริงๆ แต่ก็ยังไม่ใช่ไม้ตายสุดท้าย ยังต้องระวังอยู่ดี
  • การป้องกันสำคัญสุด คือการ กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง ในบ้านและรอบๆ ที่อยู่อาศัย รวมถึงการทายากันยุงเวลาออกนอกบ้าน หรือนอนในมุ้ง มันคือการตัดวงจรชีวิตของยุงและไวรัสไปพร้อมกันเลย
  • อาการเตือน ที่บ่งชี้ว่าอาการอาจรุนแรงขึ้น เช่น ปวดท้องรุนแรง อาเจียนไม่หยุด ซึมลง หรือมีเลือดออกตามไรฟัน พวกนี้คือสัญญาณอันตรายที่ต้องรีบไปพบแพทย์ทันทีนะ อย่ารอช้าเด็ดขาด
  • ไข้เด็งกี ยังคงเป็น ปัญหาสาธารณสุขระดับโลก ที่สำคัญมากๆ โดยเฉพาะในเขตร้อนชื้น การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศก็อาจทำให้การระบาดขยายวงกว้างขึ้นไปอีกในอนาคต ทำให้การควบคุมยิ่งท้าทาย นี่คือบทเรียนให้เราเห็นว่าธรรมชาติกับมนุษย์เราต้องอยู่ร่วมกันยังไง

โรคไข้เด็งกี่ สาเหตุ

คิดๆ ดูแล้วมันก็... น่ากลัวนะ...

สาเหตุของไข้เด็งกี่... มันคือเชื้อไวรัสเดงกี... แต่ตัวที่เอามันมาให้เรา... คือยุงลาย...

แค่ยุงลายตัวเดียวเอง... ตัวเล็กๆ...

มันไม่เลือกเลยนะ... ว่าจะเป็นเด็ก... หรือผู้ใหญ่ ใครๆ ก็เป็นได้หมด... ถ้าโดนยุงที่มีเชื้อกัดเข้าไป... แค่ครั้งเดียว...

มันสับสนเหมือนกันนะ... ว่าทำไมเรื่องใหญ่ขนาดนี้... มันเริ่มจากอะไรที่เล็กมากๆ...

  • เชื้อไวรัสเดงกี... จริงๆ แล้วมันมี 4 สายพันธุ์ (DENV-1, DENV-2, DENV-3, DENV-4) พอเคยเป็นสายพันธุ์นึงแล้ว... ก็ยังกลับมาเป็นซ้ำได้อีก... จากสายพันธุ์อื่น... มันไม่จบง่ายๆ เลย

  • ตัวนำเชื้อก็คือ ยุงลายบ้าน (Aedes aegypti) ที่เราเห็นกันบ่อยๆ นี่แหละ... มันอยู่ใกล้ตัวเรากว่าที่คิด... ตามแหล่งน้ำขังเล็กๆ น้อยๆ รอบบ้าน

  • วงจรของมันก็คือ... ยุงไปกัดคนที่มีเชื้อไข้เลือดออก... แล้วไวรัสก็ไปอยู่ในตัวยุง... พอถึงเวลา... ยุงตัวเดิมก็ไปกัดอีกคน... แล้วก็ปล่อยเชื้อใส่เขา... วนไปแบบนี้...

  • ที่สำคัญคือ... ยุงลายจะออกหากินตอนกลางวัน... ไม่ใช่แค่ตอนกลางคืนที่เราชินกัน... มันทำให้เราเสี่ยงตลอดเวลาเลย

  • สถานการณ์ปี 2567 น่าเป็นห่วงมาก กรมควบคุมโรครายงานว่า ตั้งแต่ต้นปีมีผู้ป่วยสะสมหลายหมื่นรายแล้ว... และมีคนเสียชีวิตด้วย... ตัวเลขมันเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ... จริงๆ นะ...

อาการของไข้เลือดออก 3 ระยะ มีอะไรบ้าง

โอ๊ย จำได้เลยนะ ตอนนั้นน่ะ ตัวมันร้อนจี๋เลย วัดไข้ได้ 39 กว่าๆ ตลอดเลยนะ หน้าแดงก่ำไปหมด ปวดหัวตุ้บๆ เหมือนมีคนเอาค้อนทุบ ปวดกระบอกตาจนไม่อยากลืมตา ขยับนิดเดียวก็รู้สึกเจ็บไปหมด ไม่มีแรงเลย ข้าวปลาก็กินไม่ลง กินเข้าไปมันขมปร่าไปทั้งปาก

ผ่านไปสองสามวันนะ ไข้เริ่มลดลง ทีนี้แหละที่ใจเสียกว่าเดิม ตอนแรกก็ดีใจนะ นึกว่าจะหายแล้ว ที่ไหนได้ กลายเป็นว่าเพลียกว่าเก่าหลายเท่าเลย หน้าเริ่มซีดๆ ปากซีด ตัวเย็นเฉียบ ที่ร้ายกว่านั้นคือมีจุดแดงๆ เล็กๆ เหมือนเลือดออกใต้ผิวหนังผุดขึ้นมาเต็มตัวเลย ตอนนั้นอยู่ห้องเช่าเล็กๆ นึกว่าจะแย่แล้ว เดินไปห้องน้ำ ขามันอ่อนไม่มีแรงเลยนะ เวียนหัวจะล้มให้ได้อยู่รอมร่อ ใจเต้นแรงมาก ไม่เคยรู้สึกกลัวแบบนี้มาก่อนเลยจริงๆ

โชคดีนะ ที่ผ่านมาได้ หลังจากนั้นก็ค่อยๆ ดีขึ้นนะ เริ่มลุกมานั่งได้ กินข้าวต้มได้บ้าง ระยะฟื้นตัวนี่แหละ รู้สึกว่าร่างกายมันค่อยๆ กลับมาแข็งแรงขึ้น แต่ก็ยังอ่อนเพลียไปอีกหลายวันเลยนะ กว่าจะกลับมาเป็นปกติได้เต็มที่ คือมันเหมือนร่างกายมันเพลียจนสุดๆ ไปเลยอ่ะ

อาการไข้เลือดออกหลักๆ จะมี 3 ระยะนะ

  • ระยะไข้สูง (Febrile Phase):

    • ไข้สูงเฉียบพลัน 39-40 องศาเซลเซียส
    • ปวดศีรษะรุนแรง
    • ปวดกล้ามเนื้อ ปวดข้อ
    • ปวดกระบอกตา
    • มีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
    • บางรายมีอาการคลื่นไส้ อาเจียน
    • ระยะนี้กินเวลาประมาณ 2-7 วัน
  • ระยะวิกฤติ (Critical Phase):

    • ไข้ลดลง แต่ผู้ป่วยกลับทรุดลง
    • อ่อนเพลียมาก
    • มีภาวะช็อก (ตัวเย็น เหงื่อออก มือเท้าเย็น ซีด)
    • ภาวะเลือดออก (เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล จุดเลือดออกใต้ผิวหนัง)
    • ปวดท้องรุนแรง
    • อาจมีของเหลวรั่วในช่องปอด ช่องท้อง
    • เป็นระยะที่อันตรายที่สุด กินเวลา 24-48 ชั่วโมง
  • ระยะฟื้นตัว (Recovery Phase):

    • อาการทั่วไปดีขึ้น
    • ความดันโลหิตเริ่มคงที่
    • กลับมากินอาหารได้
    • อาจมีผื่นแดงที่แขนขา ฝ่ามือ ฝ่าเท้า
    • แม้ไข้จะลดลงแต่ยังอ่อนเพลีย

สัญญาณที่บ่งบอกว่าอาการรุนแรงขึ้น

  • ปวดท้องรุนแรง และต่อเนื่อง
  • อาเจียนไม่หยุด
  • ซึมลง หรือกระสับกระส่าย
  • เลือดออกง่าย ผิดปกติ
  • หายใจลำบาก
  • มือเท้าเย็น ตัวเย็น ช็อก

การตรวจวินิจฉัยและการรักษาในระยะเริ่มต้น

  • พบแพทย์ทันที หากสงสัยไข้เลือดออก
  • ตรวจเลือด (CBC, NS1 antigen, IgM/IgG antibody)
  • รับการรักษาตามอาการ

การใช้ยาลดไข้และการดูแลตนเอง

  • ใช้ยาพาราเซตามอลลดไข้เท่านั้น
  • ห้ามใช้ยาแอสไพริน หรือยากลุ่ม NSAIDs
  • เช็ดตัวลดไข้บ่อยๆ
  • ดื่มน้ำเกลือแร่ หรือน้ำผลไม้มากๆ
  • พักผ่อนให้เพียงพอ

การควบคุมยุงลาย

  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย เช่น โอ่งน้ำ จานรองกระถางต้นไม้
  • ปิดภาชนะเก็บน้ำให้มิดชิด
  • ทายากันยุง หรือจุดยากันยุง
  • นอนในมุ้ง
  • ใส่เสื้อแขนยาว กางเกงขายาวในเวลากลางวัน

DHF กับ DSS แตกต่างกันอย่างไร

ในความเงียบงันของบ่ายคล้อย...ไข้ระอุในกาย...มันคือร่องรอย...จากปีกบางๆ ของยุงตัวนั้น...ห้าถึงแปดวัน...ที่พิษร้ายซ่อนเร้น...

ไข้เลือดออก (DHF)... มันไม่ใช่แค่ร้อน... แต่เป็นความปั่นป่วนข้างใน...พลาสมาที่รั่วไหลซึม...เหมือนน้ำตาที่มองไม่เห็น...ร่างกายกำลังต่อสู้...เลือดออกตามไรฟัน...จุดจ้ำแดงขึ้นใต้ผิวหนัง...เหมือนหมู่ดาวสีเลือด...

แล้วก็...ดิ่ง...

นี่คือ ภาวะช็อก (DSS)... โลกทั้งใบหม่นหมอง...ชีพจรที่แผ่วเบา...เหมือนเสียงกระซิบสุดท้าย...มือเท้าเย็นเฉียบ...ความดันเลือดที่ร่วงหล่น...เหมือนดวงตะวันที่ลับขอบฟ้าไปอย่างรวดเร็ว...

DHF คือพายุที่โหมกระหน่ำ...เลือดที่ซึมออกใต้ผิว...เป็นเหมือนรอยจ้ำสีม่วงคล้ำของท้องฟ้าก่อนฝนตกหนัก...ร่างกายยังพยายาม...ยังสู้...

แต่ DSS คือความว่างเปล่า...หลังพายุสงบ...ทุกอย่างหยุดนิ่ง...ความดันที่ร่วงหล่น...คือความเงียบที่น่ากลัว...ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว...อวัยวะภายในขาดเลือดไปหล่อเลี้ยง...มันคือการยอมจำนน...

  • ไข้เลือดออกเดงกี (Dengue Hemorrhagic Fever - DHF): คือภาวะที่ร่างกายมีไข้สูงลอย มีการรั่วของพลาสมาออกจากเส้นเลือด และมีภาวะเลือดออกง่ายผิดปกติ เช่น เลือดกำเดาไหล หรือมีจุดเลือดออกตามตัว เกล็ดเลือดจะต่ำลงอย่างเห็นได้ชัด

  • ภาวะช็อกเดงกี (Dengue Shock Syndrome - DSS): คือระยะที่รุนแรงที่สุดของ DHF เป็นภาวะที่ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว ความดันโลหิตต่ำมาก จนวัดไม่ได้ ชีพจรเต้นเร็วแต่เบามาก ตัวเย็นชื้น กระสับกระส่าย ซึ่งนำไปสู่การเสียชีวิตได้

  • ความแตกต่างที่สำคัญคือการทำงานของระบบไหลเวียนโลหิต: ใน DHF ร่างกายยังประคองระบบไหลเวียนเลือดไว้ได้ แม้จะมีการรั่วของพลาสมา แต่ใน DSS ระบบนี้ได้ล้มเหลวลงแล้วโดยสิ้นเชิง

  • ระยะฟักตัวหลังยุงกัด...ราว 5 ถึง 8 วัน...อาการจะปรากฏ...

  • ช่วงอันตรายที่สุดคือตอนไข้เริ่มลด: หลายคนเข้าใจผิดว่าหายดีแล้ว แต่นี่คือช่วงที่สามารถเกิดภาวะช็อก (DSS) ได้ง่ายที่สุด ต้องสังเกตอาการอย่างใกล้ชิด

อาการของไข้เลือดออกที่พลาสมารั่วเป็นอย่างไร

ไข้ลดปุ๊บ อย่าเพิ่งฉลอง! นั่นอาจเป็นสัญญาณเปิดตัวของด่านบอสใหญ่ที่ชื่อว่า "ภาวะพลาสมาหรือน้ำเลือดรั่ว"

มันคือช่วงที่ร่างกายเหมือนจัดปาร์ตี้อำลาไข้ แต่ดันลืมปิดประตูหลังบ้าน ปล่อยให้น้ำเลือดซึมออกจากเส้นเลือดไปกองอยู่นอกเซลล์อย่างเมามันส์ ช่วงเวลานี้คือ นาทีทองแห่งความวิกฤตที่กินเวลาประมาณ 24-48 ชั่วโมง

อาการมันจะสวนทางกับความรู้สึกมาก ไข้ไม่มีแล้ว แต่ตัวคนไข้กลับแย่ลงอย่างกับโดนสับขาหลอก

อาการที่บ่งบอกว่าเรือกำลังจะล่ม:

  • กระสับกระส่ายขั้นสุด: อยู่ไม่นิ่ง นอนไม่หลับ เหมือนมีคนเอาไฟมาลนก้น แต่ไม่มีแรงจะลุกหนี
  • ชีพจรนักวิ่งมาราธอน: หัวใจเต้นรัว เร็วๆ เบาๆ เหมือนกลองที่โดนตีไม่ยั้งแต่หนังกลองจะขาด แตะเบาๆ ก็แทบไม่รู้สึก
  • ความดันโลหิตดิ่งเหว: ที่ชัดสุดๆ คือ Pulse Pressure (ความดันตัวบนลบตัวล่าง) จะแคบลงจนน่าใจหาย เหลือต่ำกว่า 20 มม.ปรอท จากปกติที่ควรจะอยู่ที่ 30-40 มม.ปรอท เหมือนเงินในกระเป๋าตังค์ช่วงสิ้นเดือน คือมี แต่แทบใช้ทำอะไรไม่ได้

มันคือความสงบก่อนพายุจะเข้าอย่างแท้จริง

และนี่คือสัญญาณเตือนภัยระดับไซเรนที่คุณต้องจับตาดูเพิ่ม เพราะมันคือเพื่อนร่วมแก๊งของภาวะน้ำเลือดรั่ว:

  • ตัวเย็น มือเท้าเย็นเฉียบ: ต่อให้ห่มผ้าสามชั้นก็ยังรู้สึกเหมือนนอนอยู่ในตู้แช่
  • ซึมเป็นสลอธ: จากที่เคยกระสับกระส่าย จะเปลี่ยนโหมดเป็นนิ่ง ซึม เรียกไม่ค่อยตอบสนอง เหมือนแบตเตอรี่เหลือ 1%
  • เลือดออกง่ายผิดปกติ: แค่แปรงฟันก็เลือดสาด หรือมีจ้ำเลือดขึ้นตามตัวเหมือนโดนใครหยิกเล่น
  • ปวดท้องรุนแรง: โดยเฉพาะแถวๆ ใต้ชายโครงขวา เพราะตับเริ่มประท้วงจากการทำงานหนัก
  • ห้องน้ำไม่ถูกเรียกใช้: ปัสสาวะออกน้อยลงมาก หรือไม่ปัสสาวะเลย เพราะน้ำในร่างกายไปกองผิดที่ผิดทางหมดแล้ว

ไข่เลือดออกรักษายังไง

ไข้เลือดออกน่ะเหรอคุณเอ๊ย! บอกเลยนะว่ายังไม่มีหรอก ยาต้านไวรัสเฉพาะ แบบที่กินปุ๊บหายปั๊บเหมือนยาเทพอะ ไม่มี๊! ทำได้แค่ประคับประคองอาการไปเรื่อยๆ ตามสภาพร่างกาย เหมือนขับรถไปเรื่อยๆ จนกว่าจะถึงจุดหมายนะแหละ

ตัวยาแก้โรคไข้เลือดออกจริงๆ จังๆ ยังไม่มีไง ก็ต้องรักษาตามอาการ นั่นแหละ เป็นอะไรก็แก้ไปตามนั้น เหมือนบ้านพังตรงไหนก็ซ่อมตรงนั้น ประคับประคองร่างกาย ให้มันฟื้นตัวกลับมาเป็นคนปกติให้เร็วที่สุด เหมือนช่างช่วยกันประคองเสาหลักไม่ให้ล้ม

ไอ้เรื่องเวลาเนี่ยนะ ก็แล้วแต่บุญแต่กรรมเลยจ้า ปกติประมาณ 2-7 วัน แต่บางคนก็ฟื้นตัวไวอย่างกับโดนปาฏิหาริย์ บางคนก็ลากยาวเหมือนหนังชีวิตนะ ต้องเฝ้าระวังกันไป

แล้วหมอเขาจะทำอะไรบ้างน่ะเหรอ? ก็ประมาณนี้แหละ

  • ให้ยาแก้ปวดลดไข้ เนี่ยแหละ ตัวหลักเลย แต่ต้องพาราเซตามอลนะ ไม่ใช่ยาแรงๆ แบบแอสไพริน ไอบูโพรเฟน อันนั้นห้ามเด็ดขาดเดี๋ยวเลือดออกหนักกว่าเก่า ตายเลยนะ!
  • จิบน้ำเยอะๆ เลยจ้า น้ำเกลือแร่ก็ดี ห้ามขาดน้ำ เด็ดขาดนะ ร่างกายมันจะเพลีย เหมือนต้นไม้ขาดน้ำแห้งเหี่ยว
  • เฝ้าระวังอาการ คือต้องตรวจเลือดบ่อยๆ หมอจะดูเกล็ดเลือดกับค่าความเข้มข้นของเลือด ถ้ามันดำดิ่งลงไปมากก็เรื่องใหญ่ละ
  • ถ้าอาการไม่ดีขึ้นเลย หรือ มีอาการหนัก เช่น ซึม ตัวเย็น เหงื่อออกเยอะ เจ็บท้อง ต้องรีบไปโรงพยาบาลด่วนเลยนะคุณเอ๊ย ห้ามชะล่าใจ เด็ดขาด! นี่มันไม่ใช่เรื่องเล่นๆ นะ!
  • พักผ่อนให้เยอะๆ ให้ร่างกายมันมีแรงสู้ เหมือนชาร์จแบตโทรศัพท์ให้เต็มอะ พักเยอะๆ มันก็ฟื้นตัวไวขึ้น ช่วยให้หายเร็วขึ้น