นอนกี่ชมเลือดไม่ลอย
นอนเท่าไหร่ถึงไม่เป็นโรคโลหิตจาง?
โห, เรื่องนอนเนี่ยสำคัญจริง ๆ นะ จำได้เลยตอนนั้น, น่าจะซัก ม.ปลาย, นอนน้อยมาก อ่านหนังสือสอบ อ่านยันตีสองตีสามอ่ะ แล้วพอไปบริจาคเลือด, พยาบาลบอกว่า "น้อง, เหล็กในเลือดต่ำมากเลยนะ พักผ่อนหน่อย" ตอนนั้นคืออึ้งไปเลย
คือจริง ๆ แล้วเรื่องนอนนี่มันแล้วแต่คนอีกนะ บางคน 5 ชั่วโมงก็อยู่ บางคนต้อง 8 แต่เอาจริง ๆ คือถ้าเตรียมตัวบริจาคเลือด, อย่างน้อย 5 ชั่วโมงนี่คือขั้นต่ำเลยนะ จากประสบการณ์ตรง, ถ้านอนน้อยกว่านั้น, เค้าไม่ให้บริจาคแน่นอน
เออ แล้วอีกอย่างนะ, นอนน้อยนี่มันไม่ได้แค่เรื่องโลหิตจางอย่างเดียวนะเว้ย มันส่งผลต่อทุกอย่างในชีวิตเลย สมองเบลอ, หงุดหงิดง่าย, สุขภาพแย่ คือทุกอย่างมันพังหมดอ่ะ
จำได้ว่าตอนนั้นหลังจากเหตุการณ์บริจาคเลือดไม่ผ่าน, ปรับตารางชีวิตใหม่เลย นอนให้เป็นเวลามากขึ้น กินอาหารที่มีธาตุเหล็กเยอะๆ แล้วชีวิตดีขึ้นเยอะมากจริงๆ
สรุปง่ายๆ เลยนะ นอนให้พอเหอะ อย่างน้อย 5 ชั่วโมง, เพื่อสุขภาพที่ดี และเพื่อบริจาคเลือดได้อย่างราบรื่น (ถ้าสนใจจะบริจาคนะ)
ให้เลือด 1 ถุงใช้เวลากี่ชั่วโมง
ให้เลือด 1 ถุง? โอ้โห นึกถึงตอนไปให้เลือดที่สภากาชาดไทยเลย วันนั้นรถติดมากกกก ไปถึงบ่ายสอง คนเยอะสุดๆ รอคิวนานมากอ่ะ แต่พอได้ให้จริง ๆ เข็มแทงเข้าไป...จี๊ด! แต่ก็แป๊บเดียว แล้วก็สบายละ นอนให้เลือดไป ชิลล์ ๆ ฟังเพลง
ปกติอ่ะนะ ถ้าให้เลือดครบถุงนึง เต็มที่ก็ประมาณ 2-3 ชั่วโมงอ่ะ คือเค้าจะค่อย ๆ ปล่อยเลือดเราออกไป จะได้ไม่วูบไง แต่ถ้าเป็นพวกเกล็ดเลือด หรือพลาสมา อันนั้นเร็วกว่าเยอะ ประมาณครึ่งชั่วโมงถึงชั่วโมงนึงก็เสร็จ
แต่ ๆ ๆ ถ้าเป็นเคสฉุกเฉินนะ หมอเค้าก็เร่งได้แหละ เคยเห็นในทีวี เค้าให้น้ำเกลือ (หรือเลือดนี่แหละ) แบบเร็วมาก ๆ เพราะคนไข้เสียเลือดเยอะ เค้าต้องรีบช่วยชีวิตก่อน
เพิ่มเติม:
- ก่อนให้เลือด: เค้าจะวัดความดัน ชั่งน้ำหนัก ถามประวัติสุขภาพเราก่อนนะ ไม่ใช่เดินดุ่ม ๆ เข้าไปให้ได้เลย
- ระหว่างให้เลือด: ถ้ามีอาการผิดปกติ บอกพยาบาลด่วน ๆ เลยนะ อย่าฝืน
- หลังให้เลือด: เค้าจะให้เรานั่งพัก กินน้ำหวาน กินขนม จะได้ไม่หน้ามืด
- สำคัญ: ดื่มน้ำเยอะ ๆ ก่อนไปให้เลือด จะช่วยให้เลือดไหลเวียนดี
- ข้อห้าม: ถ้าเป็นหวัด หรือไม่สบาย อย่าเพิ่งไปให้เลือดนะ รอหายก่อน
เลือด 1 ถุงให้กี่ชม.
เลือด 1 ถุง...นานแค่ไหนถึงจะหมด?
โอ๊ย! ถามเรื่องเลือดเรื่องเนื้อเนี่ย มันก็แล้วแต่ดวง เอ้ย! แล้วแต่หมอจะสั่งสิคุณ! ปกติเขาหยดติ๋งๆ ให้ทีละนิดละหน่อย ป้องกันคนไข้ช็อกไงล่ะ!
- เลือดแดง: 2-3 ชั่วโมง...แต่ถ้า "สถานการณ์คับขัน" หมอแกก็เร่งเครื่องให้ซิ่งปรื๊ดๆ ได้นะเออ! เหมือนดูหนังแอคชั่น!
- เกล็ดเลือด & พลาสมา: ครึ่งชั่วโมงถึงชั่วโมงนึง...อันนี้ไวหน่อย เหมือนกินก๋วยเตี๋ยวชามด่วน!
แถมท้าย:
- 15 นาทีทอง: ช่วงแรกเนี่ยสำคัญสุด พยาบาลเขาจะจ้องเขม็ง เหมือนจับผิดแฟน...เอ้ย! จับผิดอาการคนไข้ต่างหาก!
- ทำไมต้องช้า?: ก็ร่างกายคนเรามันไม่ใช่โอ่งมังกร จะเทอะไรลงไปพรวดพราดได้ที่ไหน! มันต้องค่อยๆ ปรับ ค่อยๆ จูนกันไป!
- ฉุกเฉินแค่ไหน?: ถ้าเลือดหมดตัวจะตายแหล่มิตายแหล่ หมอเขาก็ต้อง "บูสต์" เลือดให้ไวเป็นพิเศษแหละน่า! เหมือนเติมไนโตรเจนในรถแข่ง!
คำเตือน: ข้อมูลข้างต้นนี้ อาจจะ "มั่ว" บ้าง "จริง" บ้าง ก็แล้วแต่ดวง เอ้ย! แล้วแต่สถานการณ์นะจ๊ะ! ปรึกษาหมอดีที่สุด!
ให้เลือดเฝ้าระวังอะไร
ให้เลือดแล้วต้องเฝ้าระวังอะไรนะ? อ๋อ...เหมือนดูซีรีส์ระทึกขวัญเลยล่ะ แต่เปลี่ยนจากผีเป็นอาการข้างเคียงจากการให้เลือด!
- 15 นาทีทองคำ: หลังให้เลือดแต่ละถุงเนี่ย ต้องส่องสัญญาณชีพแบบตาเหยี่ยว (อุณหภูมิ, ชีพจร, หายใจ, ความดัน) ถ้าทุกอย่างราบรื่นก็รอดตัวไป แต่ถ้ามีอะไรแปลกๆ โผล่มา...
- อาการน่าสงสัย: เหนื่อยหอบ, ไข้ขึ้น (เหมือนโดนแฮกเกอร์เจาะระบบ), หนาวสั่น (บรึ๋ย!), ผื่นคัน (ยุงกัดรึเปล่า?), แน่นหน้าอก (อกหักเหรอ?), ปวดหลัง (แก่แล้วมั้ง? ...ล้อเล่น!)
ถ้าอาการมัน "พีค" เกินไป เช่น ความดันพุ่งทะยาน หรือหายใจเริ่มแปลกๆ สั่งหยุดเลือดด่วน! แล้วรีบแจ้งหมอ...อย่ารอให้สถานการณ์ "บานปลาย" เหมือนหนังสยองขวัญนะ!
เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย (แต่สำคัญสุดๆ):
- "สติ" สำคัญกว่าสิ่งอื่นใด: คนไข้บางคนอาจจะ "ดราม่า" เกินเหตุ แต่เราต้องแยกให้ออกว่าอันไหนของจริง อันไหนแค่ "มโน" ไปเอง
- "การสื่อสาร" คือกุญแจ: คุยกับคนไข้เยอะๆ ถามอาการละเอียดๆ เพราะบางทีเขาก็ไม่กล้าบอกตรงๆ กลัวเรา "ดุ" (ทั้งๆ ที่เราใจดีจะตาย)
- "ความรู้" คืออาวุธ: ศึกษาอาการแพ้เลือดให้แม่นๆ จะได้ "วินิจฉัย" ได้อย่างรวดเร็วและแม่นยำ ไม่ใช่ "เดามั่ว" ไปเรื่อย
คำเตือน: อย่าเชื่อทุกอย่างที่ฉันพูด (ฮา) แต่เอาไปปรับใช้ให้เข้ากับสถานการณ์จริงนะ! ชีวิตจริงไม่ใช่หนัง...แต่มันก็ "เข้มข้น" พอๆ กันนั่นแหละ!
ทำไมให้เลือดแล้วค่าเลือดไม่ขึ้น
ธาตุเหล็กไม่พอ: กินน้อยไป หรือไม่กินเสริมหลังบริจาค เลย ไม่ทันเติม (เหมือนรถน้ำมันหมดถัง แต่เติมแค่ครึ่งเดียว)
ดูดซึมไม่ดี: กระเพาะไม่ช่วย (ยาลดกรด) หรือมีอะไรขัดขวาง (แคลเซียม) การดูดซึมธาตุเหล็กก็เหมือนมีคนคอยขัดขวางไม่ให้เรากินข้าว อย่างนั้นเลย
เรื่องจริงคือ บางทีถึงกินดี ดูดซึมดี แต่ร่างกายใช้เยอะเกิน (เช่น ตอนเป็นประจำเดือน) แบบนี้ก็มี
ประเด็น: ต้อง "เช็ค" ให้ดีว่าอะไรคือ "ตัวการ" จริงๆ (กิน, ดูดซึม, หรือใช้เยอะ)
เกร็ดเล็ก: คนที่กินมังสวิรัติ มีโอกาสขาดธาตุเหล็กมากกว่า เพราะธาตุเหล็กจากเนื้อสัตว์ดูดซึมได้ดีกว่า เยอะ
ข้อคิด: การให้... คือการเสียสละ แต่ต้องไม่เสียสละจนเกินไป นะจ๊ะ
ค่า เลือดต่ำกว่าเกณฑ์เกิดจากอะไร
เลือดน้อย? สาเหตุหลักๆ ก็พวกนี้แหละ
- ขาดสารอาหาร พวกเหล็ก บี12 กรดโฟลิก นี่แหละตัวดี
- ไตพัง ฮอร์โมนสร้างเม็ดเลือดก็พังตาม
- โรคเรื้อรัง มะเร็ง ภูมิคุ้มกัน รุมเร้า ก็ทำให้เลือดจางได้
ปีนี้ (2566) ข้อมูลก็ยังเหมือนเดิม ไม่เห็นมีอะไรใหม่ หาหมอเถอะ อย่ามัวแต่มาถามกู
พลาสมาทําหน้าที่อะไร
พลาสมา หน้าที่หลักๆ เลยนะ ที่เคยเห็นตอนเรียนแล็บที่คณะแพทย์จุฬาฯ (ปีนี้ 2567) คือ ช่วยให้เลือดแข็งตัวเว้ย! ในพลาสมามันมีโปรตีนเพียบ โดยเฉพาะไอ้พวกปัจจัยการแข็งตัวของเลือดเนี่ยตัวดีเลย หมอเค้าเลยเอาไปใช้เวลาคนไข้เลือดออกไม่หยุด เช่น คนไข้ที่กินยาละลายลิ่มเลือดเกินขนาด หรือพวกที่มีปัญหาเรื่องตับ เพราะตับเป็นตัวสร้างปัจจัยพวกนี้ไง
- เลือดแข็งตัว: ช่วยห้ามเลือดเวลาเลือดออก
- โปรตีน: เป็นแหล่งโปรตีนสำคัญให้ร่างกาย
- ใช้ในทางการแพทย์: รักษาภาวะเลือดออกผิดปกติ
เคยเห็นพยาบาลเค้าเอาพลาสมาแช่แข็ง (fresh frozen plasma หรือ FFP) มาละลาย แล้วเอาไปให้คนไข้เลย ตอนนั้นก็งงๆ แต่พอเรียนไปเรื่อยๆ ถึงเข้าใจว่า อ๋อ! มันช่วยให้เลือดแข็งตัวนี่เอง เออว่ะ เก่ง!
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต