น้ำมูกไหลเป็นน้ำใสๆเกิดจากอะไร

68 ครั้งเข้าชม
น้ำมูกใสไหล เกิดจาก: หวัด/ติดเชื้อทางเดินหายใจ: ไวรัสกระตุ้นเยื่อบุจมูกอักเสบ ภูมิแพ้: จมูกอักเสบจากสารก่อภูมิแพ้ น้ำมูกใสส่วนใหญ่มีน้ำ, แอนติบอดี, เกลือ, โปรตีน ไหลลงคอ กลืนลงกระเพาะ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

น้ำมูกไหลเป็นน้ำใสๆ เกิดจากอะไร? สาเหตุ อาการ และวิธีดูแลเบื้องต้นที่ควรรู้?

น้ำมูกใสๆนี่นะ เคยเป็นตอนช่วงปลายปีที่แล้วเลย จำได้แม่นเลย เดือนพฤศจิกา หนาวจัด อยู่เชียงใหม่ อากาศเปลี่ยนแปลงบ่อยมาก พอดีไปวิ่งออกกำลังกายตอนเช้า ลมแรงด้วย กลับมาบ้านนี่น้ำมูกไหลเป็นน้ำใสๆเลย ไม่ใช่แบบข้นๆเหลืองๆนะ ใสปิ๊งเลย เหมือนน้ำเปล่าเลยอ่ะ คิดว่าน่าจะเป็นเพราะอากาศเปลี่ยนแปลง แล้วก็แพ้อากาศเย็นด้วยมั้ง เพราะหลังจากนั้นอาการก็หายไปเอง ไม่ต้องไปหาหมอเลย แค่พักผ่อนเยอะๆ ดื่มน้ำอุ่นเยอะๆก็หายแล้ว

อีกทีก็ตอนที่หลานเป็นหวัด ตอนนั้นประมาณเดือนมีนาคม ปีที่แล้วเหมือนกัน น้ำมูกของหลานก็ใสๆเหมือนกัน ตอนนั้นแม่ของหลานบอกว่าเป็นเพราะไวรัส เพราะหลานเริ่มมีอาการไอ จาม แล้วก็มีไข้เล็กน้อยด้วย แม่หลานเลยพาไปหาหมอที่รพ.ลานนา หมอบอกว่าเป็นหวัดธรรมดา ให้ยาแก้หวัดมา ไม่กี่วันก็หายเป็นปกติ แต่ที่แน่ๆ ทั้งสองกรณี น้ำมูกใสๆ มันไม่ใช่โรคร้ายแรงอะไร แต่ถ้าเป็นนานๆ หรือมีอาการอื่นๆร่วมด้วย ก็ควรไปพบแพทย์นะ อย่าชะล่าใจ อันตรายกว่าที่คิด

ปล. ค่ารักษาพยาบาลของหลานครั้งนั้น ประมาณ 500 กว่าบาท ไม่รวมค่าตรวจเลือดนะ ลืมจดไว้ ขอโทษที ????

ยาแก้แพ้ ลดน้ํามูก ตัวไหนดี

อืม... นอนไม่หลับอีกแล้วเนี่ย ไอ้จมูกนี่มันก็ยังไม่หาย วันนี้ลองใช้ยาแก้แพ้ตัวใหม่ แต่ก็ยังไม่ค่อยดีขึ้นเท่าไหร่ เหนื่อยจัง

คิดไปคิดมา จริงๆ แล้ว ยาลดน้ำมูกที่เคยใช้แล้วได้ผลดีสำหรับฉัน คือ อะไรนะ... อืม.. จำได้ลางๆ ว่าเคยใช้ Cetirizine (ซีทิริซีน) แต่ก็ต้องดูส่วนผสมด้วยนะ บางทีแพ้บางตัว แต่ที่แน่ๆ คือต้องเป็นแบบไม่ง่วงนอน เพราะถ้าง่วงนี่ งานการพังหมดแน่ๆ

ปีนี้ลองใช้ Fexofenadine (เฟกโซเฟนาดีน) ดูบ้าง ก็โอเคนะ ลดน้ำมูกได้ระดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ใช่ว่าหายสนิท ก็ยังต้องพึ่งน้ำเกลือล้างจมูกช่วยอยู่ดี แบบว่า ต้องดูแลตัวเองหลายๆ อย่าง ถึงจะหายเป็นปกติ

  • Cetirizine (ต้องดูส่วนผสม) - แก้แพ้ ลดน้ำมูก
  • Fexofenadine (เฟกโซเฟนาดีน) - ลดน้ำมูก ไม่ง่วงนอน
  • น้ำเกลือล้างจมูก - ช่วยล้างน้ำมูก

เหนื่อยจังเลย อยากนอน แต่ก็ยังไม่หลับซะที... พรุ่งนี้ต้องไปหาหมออีกแล้วมั้ง...

ทำไมน้ำมูกไหลออกมาเป็นน้ำ

เฮ้ย! น้ำมูกไหลเป็นน้ำนี่มันเรื่องใหญ่กว่าที่คิดนะ! ไม่ใช่แค่จามๆ แล้วจบนะจ๊ะ มันมีสาเหตุซ่อนเร้นลึกซึ้งกว่านั้นเยอะ! เหมือนกับการเปิดกล่องสมบัติ แต่เจอแต่เศษขยะอ่ะ!

  • สาเหตุหลักคือ ไอ้เจ้าไวรัสเจ้ากรรมนั่นแหละ ปีนี้เจอไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่บ่อยมาก ร่างกายมันสู้ไม่ไหว เลยปล่อยน้ำมูกใสๆ เหมือนน้ำประปาไหลไม่หยุด นี่ฉันเองก็เคยเป็นนะ ตอนนั้นน้ำมูกไหลท่วมบ้าน เหมือนน้ำท่วมเลยอ่ะ ต้องใช้ผ้าเช็ดหน้าเป็นลังๆ!

  • อีกสาเหตุ คือภูมิแพ้ นี่แหละตัวแสบ ฝุ่นละออง เกสรดอกไม้ ขนแมว อะไรก็ได้ที่ทำให้จมูกเราบวมเป่ง น้ำมูกก็ไหลไม่หยุดเหมือนน้ำตกเลย แบบว่า ฉันเคยแพ้ฝุ่นละอองจนน้ำมูกไหลเป็นสายน้ำ เหมือนฉีดน้ำที่จมูกเลย

  • สาเหตุที่สาม คือการระคายเคือง อากาศเย็น อากาศแห้ง ควันบุหรี่ สารเคมี อะไรก็ได้ที่ไปทำร้ายเยื่อบุในจมูกเรา น้ำมูกที่ไหลออกมาอาจจะขุ่นๆ หน่อย เหมือนโคลนเลย ตอนนั้นฉันเคยเจออากาศแห้งมากๆในห้องแอร์ น้ำมูกเหนียวหนึบติดจมูกเลย

สรุปง่ายๆ คือ น้ำมูกใสๆ เหมือนน้ำ มักมาจากไวรัส ส่วนน้ำมูกขุ่นเหนียว มักมาจากภูมิแพ้หรือการระคายเคือง ไปหาหมอดีกว่า อย่ามัวแต่ทน ไม่งั้นจะกลายเป็นน้ำตกไนแองการ่าในจมูกนะ! ระวังด้วยนะ ปีนี้โรคระบาดเยอะ สุขภาพสำคัญกว่าอะไรทั้งนั้น!

ทำยังไงให้น้ำมูกใสๆหยุดไหล

เมื่อวานนี้เอง ไอหนักมาก น้ำมูกไหลไม่หยุด แบบใสๆเลยนะ แสบคอสุดๆ ตอนเย็นๆประมาณหกโมงเย็น รู้สึกเหมือนจะไม่ไหวแล้ว เลยลองทำแบบนี้ดู

  • ดื่มน้ำอุ่นๆเยอะๆ: ประมาณสองแก้วใหญ่ๆ น้ำอุ่นๆช่วยให้คอโล่งขึ้น รู้สึกดีขึ้นนิดหน่อย แต่ก็ยังไหลอยู่ รู้สึกโล่งจมูกขึ้นเล็กน้อย

  • ชาร้อนๆ: ชงชาคาโมมายล์ร้อนๆ ดื่มไปประมาณครึ่งแก้ว กลิ่นหอมๆช่วยผ่อนคลาย แต่ไม่ค่อยช่วยเรื่องน้ำมูกเท่าไหร่ รู้สึกดีขึ้นเรื่องไอมากกว่า

  • อบไอน้ำ: ไม่ได้ไปหาหม้อมาต้มน้ำ แต่เปิดน้ำอุ่นอาบ ปล่อยให้น้ำไหลแรงๆ เอาหน้าเข้าไปใกล้ๆ ความร้อนช่วยให้จมูกโล่งขึ้น รู้สึกดีกว่าตอนแรกเยอะเลย น้ำมูกยังไหลอยู่ แต่ไหลน้อยลง

  • อาบน้ำอุ่น: อาบน้ำอุ่นนานๆ สักเกือบครึ่งชั่วโมงเลยมั้ง รู้สึกตัวร้อนขึ้น เหงื่อออกเยอะมาก หลังอาบเสร็จ น้ำมูกไหลน้อยลงชัดเจน รู้สึกตัวเบาขึ้น สบายขึ้นเยอะ แบบหายเหนื่อย

  • ล้างจมูก: อันนี้ไม่ได้ทำนะ เพราะที่บ้านไม่มีกาเนติ แต่เคยเห็นเพื่อนใช้ มันดูน่ากลัว กลัวทำไม่เป็น เลยไม่ได้ลอง

ตื่นเช้ามาวันนี้ น้ำมูกยังมีบ้าง แต่ดีขึ้นเยอะมากแล้ว แค่จามบ้าง ไอเบาๆ ไม่เหมือนเมื่อวานเลย เหนื่อยมากจริงๆ วันนี้คงต้องพักผ่อนเยอะๆ พรุ่งนี้คงจะหายเป็นปรกติ

กินอะไรช่วยให้จมูกโล่ง

โอยตาย! จมูกตันนี่มันทรมานใจจริงๆเนาะ เหมือนมีช้างมาอุดอยู่เลย! แต่ไม่ต้องห่วง! ป้ารู้วิธีแก้ง่ายๆ ไปดูกันเลย!

  • ของเผ็ดๆนี่เด็ด! พริกขี้หนูสวน ขิงแก่ๆ กระเทียมลุกโชน! เอาให้เหงื่อแตก! ไอ้เสมหะนั่นมันจะได้วิ่งหนีเอาตัวรอดไปเลย! รับรองจมูกโล่ง! แต่ระวัง! อาจเผ็ดจนน้ำตาไหล เหมือนเจอผีในบ้านตอนกลางคืน!

  • วิตามินซีช่วยได้! ส้มนี่ต้องจัด! กีวี่ก็ดี! พริกหวานก็ได้! เอาให้จุใจ! นี่ไม่ใช่แค่ช่วยจมูกโล่งนะ เสริมภูมิคุ้มกันด้วย! ปีนี้ป้าเป็นหวัดแค่ครั้งเดียวเอง! เพราะกินวิตามินซีเยอะมาก! (ปีที่แล้วเป็นถึง 5 ครั้ง!)

  • ซุปร้อนๆ อุ่นๆ น้ำซุปไก่ร้อนๆสักถ้วย! เหมือนได้นั่งอาบแดดกลางฤดูหนาวเลยนะ ความอบอุ่นเยียวยาทุกสิ่ง! แถมยังมีสารต้านการอักเสบ! บอกเลยว่า จมูกโล่ง ตัวก็อบอุ่น! เหมือนได้นอนกอดหมอนนุ่มๆเลย!

เพิ่มเติมเล็กน้อย (เผื่อใครอยากรู้ลึก): อย่าลืมดื่มน้ำเยอะๆนะ! ยิ่งน้ำอุ่นๆยิ่งดี! ช่วยให้ร่างกายชุ่มชื้น ขับเสมหะได้ดีขึ้นอีก! แล้วก็พักผ่อนให้เพียงพอด้วย! อย่าหักโหมทำงานมาก เดี๋ยวเป็นหนักกว่าเดิมนะ! นี่คือประสบการณ์ตรงของป้าเองเลย!

ยาลดน้ำมูกกับยาแก้แพ้เหมือนกันไหม

ยาลดน้ำมูกกับยาแก้แพ้ไม่เหมือนกัน ยาลดน้ำมูกมุ่งแก้ปัญหาเฉพาะอาการคัดจมูก ส่วนยาแก้แพ้จะจัดการกับสาเหตุและอาการแพ้ที่ก่อให้เกิดน้ำมูก คิดง่ายๆ เหมือนกับการรักษาอาการไข้ เราอาจกินยาพาราเซตามอลลดไข้(เหมือนยาลดน้ำมูก) แต่ถ้าไข้มาจากการติดเชื้อ ก็ต้องรักษาเชื้อนั้น(เหมือนยาแก้แพ้) การใช้ยาจึงต้องพิจารณาต้นเหตุ

  • ยาลดน้ำมูก มี 2 ประเภทหลัก คือ ยาที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท (เช่น pseudoephedrine) และยาที่ออกฤทธิ์เฉพาะที่ (เช่น ipratropium) ประเภทยาจะส่งผลต่อกลไกการลดน้ำมูกที่แตกต่างกัน ควรศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากแพทย์หรือเภสัชกร

  • น้ำมูกสีใส อาจบ่งบอกถึงอาการแพ้ ใช้ยาลดน้ำมูกได้ แต่ถ้าน้ำมูกสีเขียวหรือเหลือง แสดงถึงการติดเชื้อ ควรปรึกษาแพทย์ อย่าพึ่งซื้อยามากินเอง อันตรายกว่าที่คิด

  • ลอราทาดีน (Loratadine) เป็นยาแก้แพ้รุ่นที่ 2 ช่วยลดการหลั่งฮิสตามีน ซึ่งเป็นสาเหตุสำคัญของอาการแพ้ จึงลดน้ำมูกได้โดยอ้อม ข้อดีคือ ส่วนใหญ่ไม่ทำให้ง่วงนอน แต่ก็อาจมีผลข้างเคียงเล็กน้อยในบางคน (เช่น ปวดศีรษะ คลื่นไส้) ควรอ่านฉลากยาอย่างละเอียดก่อนใช้ หรือปรึกษาเภสัชกรเพื่อความปลอดภัย

ปีนี้(2566) ข้อมูลเกี่ยวกับยาและการรักษาอาจมีการปรับปรุง ควรตรวจสอบข้อมูลล่าสุดจากแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ เช่นเว็บไซต์ของกระทรวงสาธารณสุข หรือสอบถามแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่าลืมว่าสุขภาพเป็นเรื่องสำคัญ การดูแลตนเองที่ดีเริ่มต้นจากการรู้เท่าทันยาและอาการของโรค ผมเองก็พยายามศึกษาข้อมูลด้านสุขภาพอยู่เสมอ เพราะเราต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด นี่คือความรับผิดชอบของเราต่อตนเองและคนรอบข้าง