ปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ คืออะไร
ปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ คืออะไร: สาเหตุจากเส้นประสาทอักเสบ
การทำความเข้าใจว่า ปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ คืออะไร ช่วยลดความตื่นตระหนกจากความเจ็บปวดที่เกิดขึ้นกะทันหันได้. แม้อาการจะสร้างความกังวลใจแต่ส่วนใหญ่มักไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรงในสมอง. การศึกษาที่มาของความผิดปกติช่วยให้รับมือกับความรู้สึกเหมือนไฟช็อตได้อย่างถูกต้องและป้องกันความเสี่ยงในอนาคต.
ปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ คืออะไร และควรรับมืออย่างไร
อาการปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ มักมีสาเหตุที่ซับซ้อนและแตกต่างกันไปในแต่ละบุคคล ลักษณะความเจ็บปวดที่เหมือนเข็มทิ่มหรือไฟฟ้าช็อตนั้นมีความเป็นไปได้หลากหลาย ตั้งแต่ความผิดปกติของกล้ามเนื้อไปจนถึงระบบประสาทส่วนปลาย ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยการวินิจฉัยเพื่อระบุสาเหตุที่แน่ชัด
สถิติระบุว่าร้อยละ 90 ของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะมักเป็นกลุ่มอาการปวดศีรษะปฐมภูมิ[1] ซึ่งหมายถึงอาการปวดที่ไม่ได้เกิดจากโรคร้ายแรงในสมอง แต่เกิดจากความผิดปกติของโครงสร้างที่ไวต่อความรู้สึก เช่น กล้ามเนื้อ เส้นเลือด หรือเส้นประสาทที่อยู่นอกกะโหลกศีรษะ อาการปวดจี๊ดๆ แบบนี้มักสร้างความกังวลใจอย่างมาก - แม้ส่วนใหญ่จะไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตก็ตาม - แต่การเข้าใจกลไกของมันจะช่วยให้เราไม่ต้องตื่นตระหนกจนเกินไป
บอกตามตรงนะครับ ผมเคยเจอหลายคนที่มีอาการนี้แล้วรีบไปทำ MRI เพราะกลัวจะเป็นเนื้องอกในสมอง แต่ความจริงที่น่าสนใจคือ มีปัจจัยหนึ่งที่คนส่วนใหญ่มักมองข้ามไป ซึ่งเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดอาการปวดแปล๊บเหมือนเข็มทิ่มได้อย่างไม่น่าเชื่อ ผมจะเฉลยเรื่องนี้ในส่วนของพฤติกรรมการใช้ชีวิตด้านล่างครับ
สาเหตุหลักของอาการปวดแปล๊บเหมือนเข็มทิ่มหรือไฟฟ้าช็อต
ลักษณะการปวดที่มาไวไปไวเหมือนมีใครเอาไฟฟ้ามาช็อตที่หัว มักมีต้นตอมาจากเส้นประสาทถูกกระตุ้นหรือถูกกดทับ ซึ่งต่างจากการปวดหัวแบบตื้อๆ จากความเครียดทั่วไป
เส้นประสาทไตรเจมินัลอักเสบ (Trigeminal Neuralgia)
นี่คือหนึ่งใน สาเหตุปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ ที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดรุนแรงที่สุดรูปแบบหนึ่ง ภาวะเส้นประสาทไตรเจมินัลอักเสบเกิดขึ้นได้กับประชากรประมาณ 4 ถึง 13 คนต่อ 100,000 คน [2] โดยอาการมักจะเป็นการปวดแปล๊บที่ใบหน้าหรือศีรษะเพียงซีกเดียวเพียงไม่กี่วินาทีแต่เจ็บเจียนตาย
เจ็บจนน้ำตาไหล นี่คือคำนิยามที่คนไข้หลายคนบอกผมเมื่อต้องเผชิญกับอาการนี้ เส้นประสาทเส้นที่ 5 นี้ทำหน้าที่รับความรู้สึกบนใบหน้า เมื่อมันทำงานผิดปกติเพียงแค่ลมพัดผ่านหน้าหรือการล้างหน้าเบาๆ ก็อาจกระตุ้นให้เกิดอาการปวดจี๊ดขึ้นมาได้ทันที
โรคปวดศีรษะแบบคลัสเตอร์ (Cluster Headache)
หากคุณปวดจี๊ดที่กระบอกตาเพียงข้างเดียวร่วมกับมีน้ำตาไหลหรือตาแดง นี่อาจไม่ใช่ไมเกรนทั่วไป แต่เป็นอาการ ปวดหัวแปล๊บๆ ข้างเดียว ซึ่งมักเกิดเป็นช่วงๆ (bout) และหายไปนานหลายเดือนก่อนจะกลับมาใหม่
น้อยครั้งนักที่เราจะเห็นอาการนี้ในผู้หญิงเพราะสถิติมักพบในผู้ชายมากกว่า การปวดแบบนี้จะรุนแรงมากในช่วง 15 ถึง 180 นาที และมักเกิดขึ้นเวลาเดิมของทุกวัน เช่น กลางดึก จนได้ฉายาว่าอาการปวดหัวนาฬิกาปลุก
ความเครียดและไมเกรน: ตัวการที่ซ่อนอยู่หลังอาการปวดจี๊ด
หลายคนเข้าใจว่าไมเกรนต้องปวดตุบๆ ตามจังหวะชีพจรเท่านั้น แต่ในความเป็นจริงไมเกรนสามารถแสดงอาการปวดจี๊ดๆ ร้าวไปทั่วศีรษะได้เช่นกัน โดยเฉพาะเมื่อมีสิ่งเร้าที่รุนแรง
ปัจจุบันร้อยละ 12-15 ของประชากรโลกต้องเผชิญกับโรคไมเกรน [3] ซึ่งเป็นสาเหตุอันดับต้นๆ ของความทุพพลภาพในคนวัยทำงาน อาการปวดจี๊ดมักเป็นสัญญาณเตือน (Aura) หรือเป็นลักษณะการปวดในช่วงที่อาการรุนแรงสูงสุดได้เช่นกัน
ในขณะที่ผู้ที่ปวดศีรษะจากความเครียด (Tension Headache) ประมาณร้อยละ 70 ยอมรับว่าสาเหตุหลักมาจากสภาวะจิตใจและการเกร็งตัวของกล้ามเนื้อบ่าคออย่างต่อเนื่อง - ซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากท่านั่งทำงานที่ไม่เหมาะสม - อาการนี้อาจไม่เจ็บเท่าเส้นประสาทอักเสบ แต่มันบั่นทอนสมาธิได้อย่างน่าหงุดหงิด
เชื่อไหมครับ? ผมเคยพยายามฝืนทำงานในขณะที่ ปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ คืออะไร อยู่สองชั่วโมง ผลคือต้องมานั่งแก้พอยต์งานใหม่ทั้งหมดเพราะสมองมันโฟกัสไม่ได้เลย ความพยายามฝืนไม่ใช่ทางออกเสมอไปในเรื่องของความเจ็บปวด
ตัวกระตุ้นที่คาดไม่ถึง: ภาวะขาดน้ำและสิ่งแวดล้อม
จำที่ผมบอกเรื่องตัวกระตุ้นที่คนส่วนใหญ่งองข้ามได้ไหมครับ? เฉลยคือภาวะขาดน้ำ (Dehydration) และการเปลี่ยนแปลงของอุณหภูมิที่กะทันหันครับ
น้ำหนักตัวที่ลดลงจากภาวะขาดน้ำเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะได้ ซึ่งเมื่อร่างกายขาดน้ำ ปริมาณเลือดที่ไปเลี้ยงสมองจะลดลงชั่วคราว ทำให้เนื้อเยื่อสมองหดตัวและดึงรั้งเส้นประสาทรอบๆ จนเกิดอาการ ปวดหัวเหมือนเข็มทิ่ม จุดเดียว ขึ้นมาได้ [5]
รวมถึงการอยู่ในห้องแอร์เย็นจัดแล้วเดินออกไปเจอแดดเมืองไทยที่ร้อนระอุ (อุณหภูมิสะสมอาจต่างกันมากกว่า 10-15 องศาเซลเซียส) เส้นเลือดจะขยายตัวและหดตัวอย่างรวดเร็วเกินไปจนทำให้เกิดอาการปวดจี๊ดที่ขมับได้ทันที
อย่าปล่อยให้ตัวเองหิวน้ำ การจิบน้ำบ่อยๆ ตลอดทั้งวันสามารถลดความถี่ของอาการปวดจี๊ดๆ ได้มากกว่าการพึ่งพายาแก้ปวดเพียงอย่างเดียวเสียอีก
วิธีบรรเทาและดูแลตัวเองเมื่อเริ่มมีอาการปวดจี๊ดๆ
เมื่ออาการเริ่มมา อย่าเพิ่งตื่นตระหนกจนความดันสูงขึ้นซึ่งจะยิ่งทำให้ปวดหนักกว่าเดิม ให้ลองทำตาม วิธีแก้ปวดหัวจี๊ดๆ เบื้องต้น ก่อนครับ: 1. หาที่นั่งพักในที่เงียบและมีแสงสว่างน้อย 2. ประคบเย็นบริเวณท้ายทอยหรือหน้าผากเพื่อช่วยให้เส้นเลือดหดตัว 3. จิบน้ำเปล่าอุณหภูมิห้องช้าๆ ประมาณ 1-2 แก้ว 4. ฝึกหายใจเข้าออกลึกๆ เพื่อคลายความตึงเครียดของกล้ามเนื้อ
การนวดคลึงเบาๆ บริเวณฐานกะโหลกศีรษะก็ช่วยได้มาก - แต่อย่ากดแรงจนเกินไป - เพราะอาจไปกระตุ้นเส้นประสาทให้ประท้วงหนักกว่าเดิม การทำแบบพอดีๆ คือกุญแจสำคัญ
เปรียบเทียบลักษณะอาการปวดศีรษะจี๊ดๆ แต่ละประเภท
การแยกแยะลักษณะความปวดจะช่วยให้คุณสื่อสารกับแพทย์ได้แม่นยำและเลือกวิธีดูแลตัวเองได้ถูกต้องยิ่งขึ้นเส้นประสาทไตรเจมินัลอักเสบ
การสัมผัสใบหน้า ลมพัด การเคี้ยวอาหาร หรือล้างหน้า
ปวดแปล๊บเหมือนโดนไฟช็อตหรือฟ้าผ่าที่ใบหน้า
สั้นมาก เพียงไม่กี่วินาทีถึง 2 นาที
โรคไมเกรน (ช่วงอาการหนัก)
แสงจ้า เสียงดัง กลิ่นฉุน หรือการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน
ปวดจี๊ดรุนแรงสลับกับปวดตุบๆ มักเป็นข้างเดียว
นาน 4 ถึง 72 ชั่วโมงหากไม่ได้รับยา
ปวดหัวจากความเครียด
ความเครียดจากการทำงาน การนั่งจ้องหน้าจอนานๆ
ปวดจี๊ดเป็นจุดๆ หรือปวดบีบรัดเหมือนมีผ้าพันหัว
ปวดต่อเนื่องได้หลายชั่วโมงถึงหลายวัน
จุดสังเกตสำคัญคือระยะเวลา หากปวดสั้นมากแต่รุนแรงมักเป็นเรื่องเส้นประสาท แต่หากปวดต่อเนื่องนานหลายชั่วโมงมักสัมพันธ์กับไมเกรนหรือความเครียดเคสคุณมนตรี: เมื่อการปวดหัวจี๊ดไม่ใช่เรื่องแค่พักผ่อนน้อย
คุณมนตรี พนักงานบัญชีวัย 34 ปี ในกรุงเทพฯ เริ่มมีอาการปวดหัวจี๊ดๆ ที่ขมับข้างขวาทุกครั้งที่จ้องหน้าจอนานเกิน 2 ชั่วโมง เขาคิดว่าแค่พักสายตาก็หายจึงเลือกกินยาแก้ปวดแล้วฝืนทำงานต่อเพราะช่วงนั้นเป็นฤดูกาลปิดงบพอดี
หลังจากผ่านไปสองสัปดาห์ อาการเริ่มรุนแรงขึ้นจนกลายเป็นปวดแปล๊บเหมือนมีเข็มมาแทงลึกๆ เข้าไปในหัว เขาพยายามใช้น้ำแข็งประคบแต่กลับรู้สึกเสียวแปล๊บหนักกว่าเดิมจนเกือบทำเอกสารหลุดมือ ความกังวลทำให้เขาเริ่มนอนไม่หลับและกลัวว่าจะเป็นเส้นเลือดสมองแตก
เขาตัดสินใจไปพบแพทย์เฉพาะทางด้านระบบประสาทและพบว่าสาเหตุไม่ได้มาจากสมอง แต่มาจากกล้ามเนื้อต้นคอที่ตึงจนไปกดเบียดเส้นประสาทส่วนปลาย (Occipital Neuralgia) เนื่องจากการก้มมองหน้าจอคอมพิวเตอร์ในระดับที่ต่ำเกินไปตลอดทั้งวัน
หลังจากปรับความสูงหน้าจอและทำกายภาพบำบัดต่อเนื่อง 4 สัปดาห์ อาการปวดจี๊ดลดลงถึงร้อยละ 80 คุณมนตรีเรียนรู้ว่าการปรับสภาพแวดล้อมในการทำงานสำคัญกว่าการอัดยาแก้ปวด และตอนนี้เขาสามารถทำงานได้โดยไม่ต้องกังวลกับอาการปวดหัวจี๊ดๆ อีกต่อไป
คำแนะนำที่เป็นประโยชน์
แยกแยะความปวดให้ชัดเจนความเจ็บที่สั้นและแหลมคมมักสัมพันธ์กับเส้นประสาท ในขณะที่ความเจ็บที่ตื้อและต่อเนื่องสัมพันธ์กับกล้ามเนื้อและความเครียด
ดื่มน้ำช่วยได้มากกว่าที่คิดภาวะขาดน้ำเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะถึง 1 ใน 10 เคส การจิบน้ำตลอดวันสามารถลดความถี่ของอาการปวดจี๊ดได้จริง
สังเกตสัญญาณอันตราย (Red Flags)หากปวดหัวจี๊ดรุนแรงที่สุดในชีวิตแบบทันที ปากเบี้ยว หรือแขนขาอ่อนแรง นี่คือภาวะฉุกเฉินที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลภายใน 4-6 ชั่วโมง
คำแนะนำอื่นๆ
ปวดหัวจี๊ดๆ เป็นพักๆ อันตรายไหม?
ส่วนใหญ่มักไม่เป็นอันตรายถึงชีวิตและเกิดจากปัจจัยภายนอก เช่น กล้ามเนื้อหรือเส้นประสาทส่วนปลาย อย่างไรก็ตาม หากมีอาการปวดรุนแรงทันทีแบบ 'ฟ้าผ่า' หรือมีอาการแขนขาอ่อนแรงร่วมด้วย ควรรีบไปพบแพทย์ทันทีเพื่อตรวจเช็กระบบหลอดเลือดสมอง
ทำไมปวดหัวจี๊ดๆ แล้วมักจะมีอาการปวดเบ้าตาร่วมด้วย?
เนื่องจากเส้นประสาทที่ควบคุมความรู้สึกบริเวณศีรษะและใบหน้ามีการเชื่อมต่อกัน โดยเฉพาะเส้นประสาทไตรเจมินัล อาการปวดจากบริเวณขมับหรือท้ายทอยจึงสามารถร้าวมาที่กระบอกตาได้ ซึ่งพบบ่อยในโรคไมเกรนและปวดหัวแบบคลัสเตอร์
กินยาพาราเซตามอลแล้วไม่หายปวดจี๊ดๆ ควรทำอย่างไร?
ยาพาราเซตามอลมักใช้ได้ดีกับอาการปวดกล้ามเนื้อทั่วไป แต่หากสาเหตุมาจากเส้นประสาทอักเสบหรือไมเกรนรุนแรง อาจต้องใช้ยาเฉพาะกลุ่มภายใต้การดูแลของแพทย์ การกินยาแก้ปวดต่อเนื่องเกิน 15 วันต่อเดือนอาจทำให้อาการปวดแย่ลงได้ (Medication Overuse Headache)
ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาเท่านั้นและไม่สามารถแทนที่คำแนะนำทางการแพทย์จากผู้เชี่ยวชาญได้ อาการปวดศีรษะของแต่ละบุคคลมีสาเหตุที่แตกต่างกัน หากคุณมีอาการปวดรุนแรง ปวดเรื้อรัง หรือมีอาการผิดปกติทางระบบประสาทร่วมด้วย โปรดปรึกษาแพทย์ทันทีเพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง
ข้อมูลสำหรับอ้างอิง
- [1] Huachiewtcm - สถิติระบุว่าร้อยละ 90 ของผู้ที่มีอาการปวดศีรษะมักเป็นกลุ่มอาการปวดศีรษะปฐมภูมิ
- [2] Ncbi - ภาวะเส้นประสาทไตรเจมินัลอักเสบเกิดขึ้นได้กับประชากรประมาณ 4 ถึง 13 คนต่อ 100,000 คน
- [3] Who - ปัจจุบันร้อยละ 12 ของประชากรโลกต้องเผชิญกับโรคไมเกรน
- [5] Pmc - น้ำหนักตัวที่ลดลงจากภาวะขาดน้ำเป็นสาเหตุของอาการปวดศีรษะได้ถึง 1 ใน 10 รายของเคสปวดหัวทั่วไป
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต