ระดับการป้องกันโรคมีกี่ระดับและจะสามารถป้องกันและควบคุมในแต่ละองค์ประกอบได้อย่างไร
ระดับการป้องกันโรคมีกี่ขั้น? แต่ละขั้นป้องกันและควบคุมโรคอย่างไรให้มีประสิทธิภาพ?
อืมม์.. เรื่องระดับการป้องกันโรคนี่นะ ฉันจำได้ตอนเรียนแพทย์ อาจารย์สอนแบบง่ายๆ แค่สามระดับ จำได้ลางๆนะ คือระดับปฐมภูมิ ทุติยภูมิ แล้วก็ตติยภูมิ
ระดับแรกนี่ ปฐมภูมิ คือการป้องกันไม่ให้คนเป็นโรคตั้งแต่แรก นึกภาพง่ายๆ เหมือนเราล้างมือบ่อยๆ ฉีดวัคซีน กินอาหารดีๆ นี่แหละป้องกันไม่ให้ป่วย จำได้ตอนนั้นอาจารย์ยกตัวอย่าง โครงการฉีดวัคซีนป้องกันโรคโปลิโอ ตอนปี 2540 ที่โรงเรียนประถมบ้านฉันเลย โคตรประทับใจ จำราคาไม่ได้แล้วนะ แต่เห็นผลจริง ๆ
ระดับที่สอง ทุติยภูมิ ก็คือคนป่วยไปแล้ว ต้องรีบรักษาให้หาย ไม่ให้โรคร้ายแรงขึ้น อย่างเช่นตรวจสุขภาพประจำปี พบเร็วรักษาเร็ว เหมือนเพื่อนฉัน เจอเนื้องอกที่เต้านมตอนตรวจสุขภาพประจำปีที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ปี 2563 ตรวจเจอเร็วเลยรักษาหาย ไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ ก็คือป้องกันไม่ให้โรคแย่ลงไง
ส่วนระดับสุดท้าย ตติยภูมิ นี่ซับซ้อนหน่อย คือคนป่วยแล้ว มีภาวะแทรกซ้อนแล้ว ก็เลยต้องทำไงก็ได้ให้ชีวิตเขามีคุณภาพ ลดความพิการ ไม่ให้เสียชีวิต เช่น กายภาพบำบัด งานด้านสังคมสงเคราะห์ จำได้คร่าวๆ เหมือนตอนฝึกงานที่ รพ.ศิริราช ปี 2565 เจอเคสผู้ป่วยอัมพาต ต้องฟื้นฟูร่างกายอย่างต่อเนื่อง จำรายละเอียดไม่ได้เยอะ แต่เหนื่อยมาก
สรุปง่ายๆ ก็แบบนี้แหละ แต่ก็มีรายละเอียดปลีกย่อยเยอะมาก มันไม่ใช่แค่สามขั้นง่ายๆ แต่หลักการหลักๆ ก็ประมาณนี้แหละ
ระดับของสุขภาพ มีกี่ระดับ
อืม.. สุขภาพเนี่ยนะ มันก็.. ซับซ้อนดี
คิดไปคิดมา มันก็แบ่งได้ง่ายๆ แค่นั้นแหละ ไม่ต้องคิดมาก
ระดับปฐมภูมิ (ระดับ 1): คือการป้องกันไม่ให้ป่วยไง ง่ายๆเลย เหมือน .. ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่ปีนี้ที่คลินิกแถวบ้าน นั่นแหละ ป้องกันก่อนป่วย
ระดับทุติยภูมิ (ระดับ 2): นี่คือ.. ตอนที่ป่วยแล้วอ่ะ ต้องรีบรักษา ไม่ให้มันแย่ลง อย่างเช่น ปวดหัวมาก ไปหาหมอ ตรวจร่างกายประจำปี ที่โรงพยาบาลสมิติเวช ปีนี้ตรวจไปแล้ว ไม่ให้มันลุกลามเป็นอะไรที่หนักกว่านี้
ระดับตติยภูมิ (ระดับ 3): อันนี้ มันหนักแล้วอ่ะ คือ ป่วยไปแล้ว มีภาวะแทรกซ้อนแล้ว ต้องฟื้นฟู ให้มันดีขึ้น อย่างเช่น กายภาพบำบัดหลังจากอุบัติเหตุ เพื่อนเคยบอกว่า ต้องใช้เวลานานมาก กว่าจะกลับมาเดินได้ปกติ
มันก็ประมาณนี้นะ ง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไรมาก เหนื่อยแล้ว ง่วงแล้ว
แนวทางการสร้างควบคุมและป้องกันโรคมีอะไรบ้าง
เมื่อก่อนตอนโควิดระบาดหนักๆ จำได้เลยว่ากลัวมากกกก! คือตอนนั้นอยู่คอนโดแถวลาดพร้าว แทบจะไม่กล้าออกจากห้องเลยอ่ะ ข้าวก็สั่งเดลิเวอรี่ตลอด แล้วก็แบบ...ล้างมือบ่อยมากกกก บ่อยจนมือเปื่อยไปหมดแล้วมั้ง 555+
วิธีป้องกันโรคระบาด (แบบที่ทำจริงจังในปี 2567):
- ฉีดวัคซีน: ปีนี้ก็ยังไปฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่อยู่นะ (ไปที่คลินิกใกล้บ้านเลย สะดวกดี) เพราะกลัวเป็นหวัดแล้วร่างกายอ่อนแออ่ะ
- ล้างมือ: อันนี้คือติดเป็นนิสัยไปแล้ว ล้างมือทุกครั้งก่อนกินข้าว หลังเข้าห้องน้ำ หลังจับอะไรที่คนอื่นจับเยอะๆ (เช่น ราวบันได, ลูกบิดประตู)
- เลี่ยงคนป่วย: ถ้าเห็นใครไอ จาม ก็พยายามเดินหนีให้ห่างๆ เลย คือไม่ได้ใจร้ายนะ แต่เราก็ต้องดูแลตัวเองอ่ะ เข้าใจป่ะ?
- สังเกตอาการตัวเอง: อันนี้สำคัญมาก ถ้าเริ่มรู้สึกไม่สบาย (ปวดหัว, เจ็บคอ, มีน้ำมูก) ก็รีบกินยาแล้วพักผ่อนเลย ไม่อยากให้มันลุกลามใหญ่โต
- ใส่แมสก์: อันนี้อาจจะดูเว่อร์ แต่ถ้าไปในที่ที่คนเยอะๆ อากาศไม่ถ่ายเท (เช่น รถไฟฟ้าตอนเช้า) ก็ยังใส่แมสก์อยู่นะ กันไว้ดีกว่าแก้
ข้อมูลเพิ่มเติม (แบบที่อยากแชร์):
- จริงๆ แล้วเมื่อก่อนไม่เคยฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่เลยนะ เพิ่งมาเริ่มฉีดตอนโควิดนี่แหละ รู้สึกว่ามันช่วยเสริมภูมิคุ้มกันได้จริงๆ
- เมื่อก่อนเป็นคนไม่ค่อยล้างมือเท่าไหร่ (ยอมรับเลย!) แต่พอเจอกับสถานการณ์โควิด ทำให้รู้ว่ามันสำคัญมากจริงๆ
- ตอนนี้ก็พยายามกินอาหารที่มีประโยชน์ ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอด้วยนะ เพราะการมีสุขภาพดี คือเกราะป้องกันที่ดีที่สุด!
สุขภาพ 5 ด้าน มีอะไรบ้าง
ลมพัดเย็นยะเยือก... ปลายนิ้วสัมผัสแก้วกาแฟร้อนฉ่า ดวงตะวันลับขอบฟ้าไปแล้ว ท้องฟ้าสีครามเข้มลึก... เหมือนความลึกซึ้งของสุขภาพ 5 ด้าน ที่ฉันกำลังคิดถึง...
ร่างกาย: แข็งแรง... เหมือนต้นไม้ใหญ่ยืนหยัด ฉันออกกำลังกายเป็นประจำทุกเช้า ปีนี้เน้นวิ่งค่ะ วิ่ง 5 กิโลเมตร เหงื่อไหลโชก... แต่รู้สึกสดชื่น รู้สึกถึงพลังชีวิตที่ไหลเวียน หัวใจเต้นเป็นจังหวะ แข็งแรง... เหมือนเสียงกลอง ตึกตัก... ตึกตัก...
อารมณ์: สงบ... เหมือนสายน้ำไหลเอื่อยๆ ปีนี้พยายามฝึกโยคะและสมาธิทุกวัน ช่วยให้ใจสงบลงได้จริงๆ อารมณ์ที่ผ่อนคลาย เหมือนทะเลในวันที่อากาศดี... ไม่มีคลื่นลม สงบ... สงบ...
สติปัญญา: เฉียบคม... เหมือนมีดโกน ฉันอ่านหนังสืออย่างน้อยวันละ 30 นาที ปีนี้กำลังศึกษาเรื่องปรัชญาตะวันออก ความรู้ใหม่ๆ เหมือนแสงสว่างส่องประกาย... ทำให้ฉันฉลาดขึ้น เรียนรู้อย่างไม่หยุดยั้ง...
สังคม: อบอุ่น... เหมือนกองไฟในคืนหนาว ฉันมีเพื่อนสนิทเพียงไม่กี่คน แต่พวกเขามอบความรักและความอบอุ่นให้ฉันเสมอ ปีนี้ได้พบปะเพื่อนเก่าๆ ความทรงจำดีๆ ทำให้หัวใจอุ่นขึ้น... เหมือนดวงดาวบนท้องฟ้า... ส่องแสงสว่าง...
จิตวิญญาณ: ลึกซึ้ง... เหมือนมหาสมุทร ฉันหาเวลาอยู่คนเดียว เพื่อไตร่ตรองและทำสมาธิบ่อยขึ้น ปีนี้ฉันเริ่มฝึกการทำสมาธิ vipassanā เพื่อค้นหาความสงบภายใน ความรู้สึกนี้... เหมือนกับการได้กลับบ้าน... อบอุ่น... ปลอดภัย...
สุขภาพ ทั้ง 6 มิติ คืออะไร
โอเค เล่าเรื่องสุขภาพ 6 มิติแบบบ้านๆ เลยนะ
ตอนนั้นน่าจะช่วงต้นปี 66 ที่บ้านมีปัญหาเรื่องเงินๆ ทองๆ เครียดจัด! นอนไม่หลับ กินอะไรก็ไม่อร่อย รู้สึกเลยว่าสุขภาพแย่ลงทุกด้าน
- อารมณ์: หงุดหงิดง่าย โมโหร้าย ร้องไห้บ่อย...เหมือนคนบ้า
- ร่างกาย: ปวดหัว ไมเกรนขึ้น ท้องผูก ผิวก็แย่
- สติปัญญา: สมองตื้อ คิดอะไรไม่ออก ลืมง่ายมาก
- อาชีพ: ทำงานพลาดบ่อย สมาธิสั้น ไม่มีไฟ
- จิตวิญญาณ: ไม่มีความสุขกับอะไรเลย รู้สึกเคว้งๆ
- สังคม: ไม่อยากเจอใคร เบื่อหน่ายทุกสิ่ง
แต่พอเริ่มตั้งสติได้ เริ่มหันมาดูแลตัวเองจริงๆ จังๆ (ถึงจะยากก็เหอะ) เริ่มจาก
- อารมณ์: ฝึกหายใจ นั่งสมาธิ ฟังเพลง ทำสิ่งที่ชอบ (ถึงจะแค่แป๊บๆ ก็ยังดี)
- ร่างกาย: ออกกำลังกายเบาๆ โยคะบ้าง กินผักผลไม้เยอะๆ
- สติปัญญา: อ่านหนังสือ ดูหนังที่ทำให้ผ่อนคลาย เรียนรู้สิ่งใหม่ๆ (คอร์สออนไลน์ถูกๆ ก็ช่วยได้นะ)
- อาชีพ: จัดตารางงานใหม่ ทำงานทีละอย่าง พักบ้าง
- จิตวิญญาณ: ทำบุญ ทำทาน ช่วยเหลือคนอื่น (มันฮีลใจได้จริงๆ นะ)
- สังคม: ออกไปเจอเพื่อนบ้าง คุยกับครอบครัวบ้าง (ถึงจะไม่อยากเจอหน้าใครก็เถอะ)
สิ่งที่ได้เรียนรู้:
- สุขภาพมันเชื่อมโยงกันหมดจริงๆ นะ พอจิตใจแย่ ร่างกายก็ตามไปด้วย
- การดูแลตัวเอง ไม่ใช่เรื่องเห็นแก่ตัว แต่เป็นเรื่องที่ต้องทำ
- ไม่มีอะไรสายเกินไปที่จะเริ่มต้นใหม่
- ความยืดหยุ่นทางใจ สำคัญมาก! เพราะชีวิตมันไม่แน่นอนจริงๆ
ข้อมูลสำคัญ (อ้างอิงจาก NWI):
- NWI (National Wellness Institute) ส่งเสริมสุขภาพ 6 มิติ: อารมณ์, ร่างกาย, สติปัญญา, อาชีพ, จิตวิญญาณ, สังคม
- การดูแลสุขภาพแบบองค์รวม ช่วยให้เราเข้าใจตัวเองมากขึ้น
- การมีสติในการใช้ชีวิต ช่วยให้รับมือกับความท้าทายได้ดีขึ้น
หมายเหตุ: นี่คือประสบการณ์ส่วนตัว อาจจะไม่เหมือนคนอื่น แต่หวังว่าจะเป็นประโยชน์นะ สู้ๆ!
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต