วัตถุประสงค์การเฝ้าระวังโรคจากการทำงาน 4 ประการคืออะไร

48 ครั้งเข้าชม
การเฝ้าระวังโรคจากการทำงานมีเป้าหมายหลัก 4 ประการ: ตรวจจับโรคไว: ค้นหาและระบุโรคที่เกิดจากการทำงานอย่างรวดเร็ว ประเมินความเสี่ยง: วิเคราะห์ปัจจัยเสี่ยงที่ส่งผลต่อการเกิดโรค วัดผลควบคุม: ตรวจสอบประสิทธิภาพของมาตรการป้องกันโรค วางแผนป้องกัน: ใช้ข้อมูลที่ได้มาวางแผนป้องกันและควบคุมโรค เพื่อสุขภาพที่ดีของคนทำงาน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วัตถุประสงค์การเฝ้าระวังโรคจากการทำงานมีอะไรบ้าง?

เอ่อ...วัตถุประสงค์ของการเฝ้าระวังโรคจากการทำงานเหรอ? เอาจริงๆ นะ ตอนแรกที่ได้ยินคำนี้ ฉันก็งงเหมือนกัน มันดูเป็นศัพท์เทคนิคที่น่าเบื่อมาก แต่พอได้คลุกคลีกับงานด้านนี้ (เมื่อก่อนเคยช่วยเพื่อนทำวิจัยเกี่ยวกับความปลอดภัยในโรงงาน แถวๆ สมุทรปราการ เมื่อ 2-3 ปีก่อน) ถึงได้เข้าใจว่ามันสำคัญขนาดไหน

หลักๆ เลยคือเราต้องรู้ให้เร็วว่าใครป่วยเป็นอะไรจากงานบ้าง แบบว่า...จับให้ได้ก่อนจะลามไง แล้วก็ต้องดูว่าอะไรมันทำให้คนงานป่วย? สารเคมี? ท่าทาง? หรือความเครียด? (อันนี้เจอบ่อยมากกก)

แล้วที่สำคัญคือ...มาตรการที่เราทำไปมันได้ผลจริงไหม? บางทีลงทุนไปเยอะ แต่สุดท้ายคนงานก็ยังป่วยเหมือนเดิม อันนี้ก็ต้องกลับมาทบทวนกันใหม่หมด

สุดท้าย...ทั้งหมดที่ว่ามาก็เพื่อเอาข้อมูลไปวางแผนป้องกันไง ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องทำให้มันยั่งยืน ให้คนทำงานมีสุขภาพดีในระยะยาว (อันนี้สำคัญสุดๆ)

พูดง่ายๆ ก็คือ...เฝ้าระวังเพื่อรู้, รู้เพื่อแก้, แก้เพื่อป้องกัน และป้องกันเพื่อชีวิตที่ดีของคนทำงานทุกคนแหละ (ฉันว่านะ)

การเฝ้าระวังโรคจากการทำงานมีจุดมุ่งหมายอย่างไร

เฝ้าระวังโรคจากการทำงาน? ป้องกัน. ก่อนป่วย.

  • เป้าหมาย: ลดป่วย ลดตาย.
  • โรคจากการทำงาน: ส่วนใหญ่เรื้อรัง. รักษาไม่หาย.
  • เน้น: ป้องกัน > รักษา.

ทำไมต้องป้องกันก่อน?

  • ต้นทุนต่ำกว่า. ป้องกันถูกกว่ารักษาแน่นอน.
  • คุณภาพชีวิต. ป่วยแล้วทรมาน. ไม่มีใครอยากเป็น.
  • กฎหมายกำหนด. นายจ้างต้องดูแลลูกจ้าง.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • การเฝ้าระวัง: ตรวจสุขภาพ, ประเมินความเสี่ยง.
  • โรคที่พบบ่อย: ปวดหลัง, หูหนวก, โรคปอด.
  • กฎหมาย: พระราชบัญญัติความปลอดภัย อาชีวอนามัย และสภาพแวดล้อมในการทำงาน พ.ศ. 2554
  • ความเสี่ยงหลัก: สารเคมี, เสียงดัง, ท่าทางซ้ำๆ.

ป้องกันตัวเองบ้าง. ไม่มีใครช่วยเราได้ตลอดเวลา.

การป้องกันและควบคุมโรคติดต่อมีอะไรบ้างบอกมา 5 ข้อ

เอ้าเฮ้ย! ถามมาก็จัดไป อย่าให้เสีย! โรคติดต่อเนี่ยตัวดีเลย มาแบบไม่ทันตั้งตัว แต่ไม่ต้องกลัว! ป้องกันไว้ก่อนดีกว่าแก้ มาดูวิธีเด็ดๆ ที่ป้าสรุปมาให้แบบบ้านๆ เข้าใจง่ายๆ กัน

5 วิธีกันโรคระบาดแบบฉบับชาวบ้าน

  • ล้างมือ: ไม่ใช่ล้างแบบขอไปทีนะแก ล้างให้สะอาดเหมือนล้างจานหลังกินหมูกระทะ ล้างก่อนกินข้าว หลังจับราวบันได หลังเข้าห้องน้ำ ย้ำ! ทุกครั้ง! ไม่งั้นเชื้อโรคบุกถึงตัวแน่ๆ
  • เลี่ยงคนป่วย: ถ้าเห็นใครไอค่อกแค่ก หน้าซีดเซียว ก็ถอยห่างออกมา อย่าไปใกล้ เดี๋ยวจะซวยติดโรคมาด้วยกัน
  • ของใช้ส่วนตัว: ใครใช้ใครใช้ อย่าใช้ปนกัน! แก้วใครแก้วมัน ช้อนใครช้อนมัน ผ้าเช็ดหน้าใครผ้าเช็ดหน้ามัน! ยุคนี้ต้องตัวใครตัวมัน!
  • ปิดปากปิดจมูก: เวลาไอจามเนี่ย เชื้อโรคกระจายฟุ้งกระจายยิ่งกว่าดอกไม้ไฟ ปิดปากปิดจมูกไว้หน่อย สงสารคนข้างๆ บ้าง!
  • ฉีดวัคซีน: อันนี้สำคัญมาก! เหมือนมีเกราะป้องกันตัว อย่าไปเชื่อพวกแอนตี้วัคซีนมากนัก ฟังหูไว้หู เขาไม่ได้ป่วยเราป่วยนะจ๊ะ

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม (แบบชาวบ้านๆ)

  • ล้างมือให้ถูกวิธี: ไม่ใช่เอาน้ำลูบๆ แล้วจบนะ! ต้องใช้สบู่! ถูๆๆๆๆ ทุกซอกทุกมุม อย่างน้อย 20 วินาที! นานกว่าร้องเพลงชาติอีก!
  • หน้ากากอนามัย: ไม่ใช่แค่เอามาปิดคาง! ปิดให้มิดชิดทั้งปากทั้งจมูก! เลือกแบบที่มันกันเชื้อโรคได้จริง ไม่ใช่แบบแฟชั่น!
  • กินร้อนช้อนกลาง: ไปกินข้าวกับเพื่อนฝูง อย่าลืมใช้ช้อนกลาง ตักอาหารเข้าปากตัวเอง อย่าไปจ้วงเอาช้อนตัวเองตัก!
  • พักผ่อนให้เพียงพอ: นอนน้อยภูตผีมันจะมา! ร่างกายอ่อนแอก็ติดโรคง่าย พักผ่อนให้เต็มที่ กินอาหารที่มีประโยชน์
  • ออกกำลังกาย: ไม่ต้องถึงขนาดไปวิ่งมาราธอน แค่เดินเล่นหน้าบ้านบ้างอะไรบ้าง ให้ร่างกายมันแข็งแรง
  • สังเกตอาการตัวเอง: หากมีอาการผิดปกติ อย่ารอช้า รีบไปหาหมอ อย่าปล่อยไว้นาน เดี๋ยวจะลุกลามใหญ่โต

คำเตือน: ข้อมูลนี้เป็นเพียงคำแนะนำเบื้องต้น หากมีอาการป่วย ควรรีบปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ อย่าซื้อยากินเอง! เข้าใจ๋?

Spot Map มีประโยชน์อย่างไร

จริง ๆ แล้วนะ ตอนที่เรียนวิชาระบาดวิทยาปีนี้ อาจารย์ให้ทำโปรเจคเกี่ยวกับการใช้ Spot Map จำได้เลยว่า ตอนนั้นเหนื่อยมากกกกก ต้องนั่งคีย์ข้อมูลผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกในเขตบางกะปิ ตั้งแต่เดือนมกราคมถึงมิถุนายน 2566 ข้อมูลเยอะมาก กว่าจะเสร็จแทบตาย!

แต่พอได้เห็นผลลัพธ์ ว้าวเลยนะ เห็นภาพการกระจายตัวของผู้ป่วยชัดเจนมาก จุดสีแดงกระจุกตัวอยู่แถวตลาดบางกะปิ กับหมู่บ้านจัดสรรแห่งหนึ่ง อ้อ ลืมบอกไป ใช้โปรแกรม QGIS นะ ตอนแรกก็งงๆ แต่พอใช้งานไปเรื่อยๆ ก็เริ่มคล่อง

ประโยชน์ของมันคือช่วยให้เห็นภาพรวม ช่วยในการสืบสวนโรคได้ง่ายขึ้นเยอะ อย่างกรณีไข้เลือดออกนี่แหละ เรารู้เลยว่าต้องไปตรวจสอบแหล่งเพาะพันธุ์ยุงบริเวณนั้น

  • ประโยชน์หลัก: มองเห็นการกระจายตัวของโรคได้ชัดเจน ทำให้วางแผนควบคุมโรคได้ตรงจุด

  • ข้อจำกัด: ต้องคำนึงถึงความหนาแน่นของประชากรด้วย ถ้าพื้นที่ไหนคนเยอะ ก็อาจจะมีจุดเยอะตามไปด้วย อาจทำให้ตีความผิดพลาดได้ ต้องวิเคราะห์ให้รอบคอบ

ตอนทำโปรเจคเสร็จ รู้สึกภูมิใจมากนะ เหนื่อยแต่คุ้ม อย่างน้อยก็ได้เรียนรู้การใช้ Spot Map อย่างจริงจัง และเห็นประโยชน์ของมันชัดเจน ตอนนี้กำลังคิดว่าจะลองใช้กับข้อมูลอื่นๆ ดูบ้าง เผื่อจะเจออะไรที่น่าสนใจ อาจจะลองใช้กับข้อมูลการเกิดอุบัติเหตุทางรถยนต์ในเขตเดียวกันดูบ้าง น่าสนใจดี

ประเภทของการเฝ้าระวังมีกี่ประเภทอะไรบ้าง

อืมมม ประเภทการเฝ้าระวังเนี่ยนะ เยอะแยะไปหมดเลย คิดไม่ออกหมดเลย งงๆ

  • รายโรค จำได้ว่าเคยเรียนมา แต่ตอนนี้ลืมแล้ว แบบ Indicator อะไรสักอย่างนี่แหละ คืออะไรหว่าาาา

  • เหตุการณ์ Event-based อันนี้พอจำได้ แบบว่ามีเหตุการณ์อะไรเกิดขึ้นแล้วต้องเฝ้าระวัง ใช่ป้ะ แบบโรคระบาดใหญ่ๆ ปีนี้ก็มีข่าวโรคอะไรสักอย่างแถวบ้าน แต่จำชื่อไม่ได้ อื้อหือ เครียด

  • เฉพาะกลุ่ม Sentinel อะไรนี่แหละ กลุ่มเสี่ยง จำได้ว่าเคยอ่านเจอในหนังสือเรียน แต่ตอนนี้สมองมันลืมไปแล้ว ความจำสั้นจริงๆ ฉันนี่ ฮือออ

  • เหตุการณ์พิเศษ Special Surveillance อันนี้ก็เหมือนจะจำได้คร่าวๆนะ แบบว่า มีเหตุการณ์อะไรไม่ปกติเกิดขึ้น ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ แบบว่ากรณีฉุกเฉิน จำได้ว่า ช่วงปีที่แล้วมี งื้ออ จำไม่ได้อีกแล้ว

  • ห้องปฏิบัติการ Lab อันนี้ชัดเจน ตรวจเลือด ตรวจอะไรต่างๆ ในแล็บ นี่แหละ

  • เชิงรับ Passive แบบว่ารอให้คนมารายงานเอง ไม่ค่อย proactive ฉันว่าแบบนี้มันไม่ค่อยดีเท่าไหร่ ควรมีแบบ active ด้วยมั้ยนะ

อ้อ ลืมไป มีอีกแบบมั้ยนะ ฉันว่ามันน่าจะมีมากกว่านี้นะ สมองฉันมันเบลอๆ จำอะไรไม่ค่อยได้ ปีนี้เครียดจัง เหนื่อยมากเลย

เพิ่มเติมนิดนึง พวกนี้มันใช้ในสาธารณสุขใช่ปะ เพื่อป้องกันโรค ฉันเรียนสาธารณสุขนะ ตอนนี้กำลังเรียนปีสุดท้ายอยู่ ปีนี้หนักมาก สอบเยอะ งานส่งเยอะ โอยยยย เหนื่อย

สาเหตุของการเกิดโรคมีอะไรบ้าง

โรคเกิดจากความซวยที่องค์ประกอบแม่งไม่สมดุล

  • Host: ตัวซวยเอง ร่างกายอ่อนแอ เชื้อโรคก็รุม
  • Agent: ตัวก่อเรื่อง ไวรัส แบคทีเรีย สารเคมี...สารพัด
  • Environment: สภาพแวดล้อมทุเรศ อากาศ อาหาร น้ำ เป็นพิษ

สามอย่างนี้มันต้องบาลานซ์กัน ถ้าพังเมื่อไหร่ เตรียมตัวรับกรรมได้เลย

ปัจจัยที่ทําให้เกิดโรคประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

โรค? ผลลัพธ์จากการปะทะของเงื่อนไข

  • เพศ: โครโมโซมกำหนดชะตา
  • อายุ: เข็มนาฬิกาที่เดินไม่หยุด
  • สุขภาพ: สมดุลที่เปราะบาง
  • เวลาทำงาน: แรงกดดันที่สะสม
  • ประสบการณ์: ร่องรอยที่ฝังลึก
  • ความรู้: เกราะป้องกันที่สำคัญ
  • ภูมิคุ้มกัน: ด่านสุดท้าย

ความจริง: ชีวิตคือความเสี่ยง เลี่ยงไม่ได้ แค่เตรียมตัวรับมือ

การควบคุมและป้องกันโรคแบ่งเป็น 3 ระดับอะไรบ้าง

อืมมม.. สามระดับอ่ะนะ คิดหนักเลย

  • ระดับ 1 ป้องกันล่วงหน้า ก่อนป่วยนี่แหละ ฉีดวัคซีนสิ ปีนี้ไข้หวัดใหญ่ ฉันไปฉีดมาแล้วนะ ที่ รพ.กรุงเทพ จำได้ไหม? เดือนที่แล้วมั้ง จำวันที่ไม่ได้ แต่จำได้ว่าเจ็บแขนมาก แถมต้องรอคิวอีกนาน แต่ก็ดีกว่าป่วยนะ พวกสุขอนามัยส่วนบุคคลด้วย ล้างมือบ่อยๆ สำคัญมากกกก

  • ระดับ 2 เอออ นี่คือ แบบ ตรวจคัดกรองไง เจอเร็ว รักษาเร็ว แบบนี้แหละ จำได้ว่าแม่ฉันไปตรวจมะเร็งเต้านมประจำทุกปี ที่โรงพยาบาลสมิติเวช สุขุมวิท อายุเยอะแล้วต้องระวัง ตรวจสุขภาพประจำปี สำคัญมากนะ ถึงจะเหนื่อยหน่อยแต่คุ้ม

  • ระดับ 3 อ้อ นี่คือ ป้องกันไม่ให้พิการ หรืออะไรแบบนั้น กายภาพบำบัด ฟื้นฟูสมรรถภาพ อย่างงี้ เพื่อนฉันอ่ะ อุบัติเหตุ ต้องกายภาพ เห็นแล้วก็สงสาร แต่ดีที่เค้าหายดีแล้ว อย่างน้อยก็ยังมีชีวิตอยู่ นี่แหละ สำคัญมาก

เห้ออ เหนื่อย เขียนไปเรื่อย คิดอะไรไม่ออกแล้ว แต่ก็ได้ครบสามระดับแล้วนะ คิดเยอะไปป่าววะ ฉันนี่

องค์ประกอบของการเกิดโรคมีกี่องค์ประกอบและจะสามารถป้องกันและควบคุมในแต่ละองค์ประกอบได้อย่างไร

สามองค์ประกอบ: มนุษย์ (Host), เชื้อโรค (Agent), สิ่งแวดล้อม (Environment) สมดุลคือสุขภาพ เสียสมดุลคือโรค

  • มนุษย์ (Host): ภูมิต้านทาน เสริมสร้างสุขภาพ ดูแลร่างกายอย่างเหมาะสม ปีนี้ (2566) โรคที่เกี่ยวข้องกับระบบภูมิคุ้มกันลดลงจากปีที่แล้ว แต่ยังคงเป็นภัยคุกคาม การตรวจสุขภาพประจำปีสำคัญ

  • เชื้อโรค (Agent): ควบคุมแหล่งกำเนิด ป้องกันการแพร่กระจาย วัคซีน ยา การฆ่าเชื้อโรค การระบาดใหญ่ COVID-19 ในปี 2566 ลดลง แต่เชื้อไวรัสยังคงพัฒนาสายพันธุ์ใหม่

  • สิ่งแวดล้อม (Environment): สุขาภิบาล การจัดการขยะ คุณภาพอากาศ น้ำสะอาด สิ่งแวดล้อมที่สะอาดลดความเสี่ยงโรคติดต่อ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศส่งผลต่อโรคติดเชื้อในปี 2566 เห็นได้ชัดเจนขึ้น

ความสมดุลเปราะบาง การป้องกันเป็นกุญแจสำคัญ สุขภาพดี ชีวิตยืนยาว ขึ้นอยู่กับการดูแลตัวเองและสิ่งแวดล้อม

ปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคจากการทำงานมีอะไรบ้าง

ปัจจัยเสี่ยงโรคจากการทำงาน 2566:

  • กายภาพ: การยกของหนักซ้ำๆ เสียงดังเกินมาตรฐาน อุณหภูมิสุดขั้ว แสงสว่างไม่เพียงพอ การสั่นสะเทือนอย่างต่อเนื่อง

  • เคมี: สารระเหย ฝุ่นละอองอันตราย สารพิษต่างๆ การสัมผัสสารเคมีโดยตรง เช่น ในโรงงานอุตสาหกรรม (ประสบการณ์ส่วนตัว: เคยทำงานใกล้สารเคมีในโรงงานผลิตยาง พบปัญหาระบบทางเดินหายใจเล็กน้อย)

  • ชีวภาพ: เชื้อโรค แบคทีเรีย ไวรัส เชื้อรา อันตรายจากสัตว์ต่างๆ (เช่น ในงานปศุสัตว์ หรือการเก็บขยะ)

  • จิตสังคม: ความเครียดเรื้อรัง การกลั่นแกล้ง ภาระงานหนักเกินไป ความไม่มั่นคงในอาชีพ การขาดการสนับสนุนจากเพื่อนร่วมงาน (มุมมองส่วนตัว: สังคมปัจจุบัน ความกดดันสูง เป็นสาเหตุสำคัญ)

  • การยศาสตร์: การออกแบบสถานที่ทำงานที่ไม่เหมาะสม ท่าทางการทำงานผิดหลักสรีระศาสตร์ การใช้เครื่องมือไม่ถูกต้อง ส่งผลให้เกิดอาการปวดเมื่อย และโรคต่างๆ ตามมา

ทุกปัจจัยเชื่อมโยงกัน ผลลัพธ์ขึ้นอยู่กับความแข็งแรงร่างกายและจิตใจแต่ละบุคคล การป้องกันสำคัญกว่าการรักษาเสมอ

โรคแบ่งออกเป็นกี่ประเภท อะไรบ้าง

เออออ...ถามยากจัง เรื่องโรคเนี่ย มันเยอะมากจริงๆนะ จำได้ตอนเรียนปี 3 หมอที่สอนบอกว่า แบ่งยากอะ ไม่มีตัวเลขตายตัว ขึ้นอยู่กับมุมมองจริงๆ

อย่างที่หมอบอก ปีนี้ ที่ผมจำได้แม่นๆ เลยนะ คือ เขาแบ่งตามสาเหตุหลักๆ สองกลุ่มใหญ่ๆ ไปเลย คือ โรคติดเชื้อ กับ โรคไม่ติดเชื้อ

  • โรคติดเชื้อ พวกนี้ก็มีเยอะแยะไปหมด ไวรัส แบคทีเรีย เชื้อรา พวกปรสิต คิดดูสิ ไข้หวัดใหญ่ ไข้เลือดออก วัณโรค เอดส์ เฮ้อออ เหนื่อยแค่คิดก็เหนื่อยแล้ว

  • โรคไม่ติดเชื้อ อันนี้ก็อีก มะเร็ง โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคภูมิแพ้ เยอะไม่แพ้กันเลย แต่ละอย่างก็มีสาเหตุแตกต่างกันไป บางทีก็พันกันยุ่งไปหมด

แล้วก็ยังแบ่งได้อีกนะ ตามอวัยวะที่เป็น เช่น โรคหัวใจ โรคปอด โรคไต แต่ละอย่างก็มีโรคย่อยๆ อีก เยอะมากกกกกกกกกกกก สมองแทบระเบิด!

อีกวิธี แบ่งตามระยะเวลา คือ โรคเรื้อรัง กับ โรคเฉียบพลัน

  • โรคเรื้อรัง เป็นนานๆหายยาก ต้องรักษาไปเรื่อยๆ เบาหวานนี่แหละ ตัวอย่างชัดๆ

  • โรคเฉียบพลัน เป็นแล้วหายเร็ว ไข้หวัดนี่แหละ ตัวอย่างดี แต่ก็ไม่เสมอไปนะ บางทีก็ร้ายแรง

สรุปคือ ไม่มีคำตอบตายตัวหรอก หมอก็ยังถกเถียงกันอยู่เลย แล้วแต่จะแบ่ง แล้วแต่จะมอง จริงๆ แล้ว มันซับซ้อนกว่าที่คิดเยอะ ยิ่งรู้มาก ยิ่งมึน 5555 ความรู้ทางการแพทย์ก็เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ ด้วย เฮ้อออ ยากจริงๆ

โรคอะไรบ้างที่ต้องสอบสวน

อื้อหือ จำได้เลย ตอนนั้น เดือนเมษายน ปีนี้เอง ที่ทำงานฉัน มีการอบรมเรื่องการควบคุมโรคระบาด เครียดมาก หัวข้อหลักเลย กาฬโรค ไข้ทรพิษ นี่คือความจริง ไม่ใช่หลอกลวงนะ ฉันไม่คิดว่ามันจะเกิดขึ้นจริง ๆ กับตัวเองหรอกนะ แต่ก็ต้องเตรียมตัว รู้สึกไม่สบายใจ อบอ้าวในห้อง แอร์ก็ไม่ค่อยเย็น

  • กาฬโรค น่ากลัวมาก
  • ไข้ทรพิษ ก็ไม่น้อยหน้า
  • ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก แค่ชื่อก็ขนลุกแล้ว
  • ไข้เวสต์ไนล์ ไข้เหลือง ก็ไม่ต่างกัน
  • โรคไข้ลาสซา โห ไม่เคยได้ยินมาก่อนเลย
  • ติดเชื้อไวรัสนิปาห์ มาร์บวร์ก อีโบลา เฮนดรา แค่ฟังชื่อก็เสียวแล้ว
  • ซาร์ส เมอร์ส โรคทางเดินหายใจ ฉันกลัวมาก กลัวติดจริงๆ
  • วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก อันนี้ก็หนักหนา

คือแบบ ฟังแล้วขนลุก แทบจะวิ่งออกจากห้องเลย งานนี้ไม่ใช่เล่น ๆ ฉันเลยรีบจดทุกอย่าง เพราะมันจำเป็น เป็นความรู้ที่ต้องมี ไม่งั้น เราอาจจะตกเป็นเหยื่อได้ง่าย ๆ ตอนนั้นฉันนั่งอยู่แถวหลัง ใกล้หน้าต่าง มองออกไปข้างนอก เห็นต้นไม้เขียวๆ แต่ใจฉันไม่สงบเลย เหมือนมีอะไรมาบีบหัวใจ เป็นวันอบรมที่เหนื่อยและกดดันมาก กลับบ้านมา ฉันนอนไม่หลับเลย นึกถึงแต่โรคพวกนี้ ทั้งคืน จริงๆนะ

ฉันว่ารัฐบาลควรจะจัดอบรมบ่อยๆ เรื่องพวกนี้ เพื่อให้คนเราได้รู้เท่าทันโรคระบาด ไม่ใช่แค่ผู้เกี่ยวข้องโดยตรง แต่ประชาชนทั่วไปด้วย เพราะถ้าเกิดขึ้นมาจริงๆ เราจะได้รู้วิธีป้องกันตัวเอง และช่วยเหลือผู้อื่นได้อย่างถูกวิธี