วิตามินอี 400 IU กินตอนไหน

85 ครั้งเข้าชม
เพื่อให้ร่างกายดูดซึมวิตามินอี 400 IU ได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด ควรรับประทานพร้อมมื้ออาหาร หรือทันทีหลังจากรับประทานอาหารเสร็จ เนื่องจากวิตามินอีเป็นสารอินทรีย์ที่ละลายในไขมัน การรับประทานร่วมกับอาหารจะช่วยให้ร่างกายดูดซึมและนำไปใช้ประโยชน์ได้ดียิ่งขึ้น รวมถึงการเสริมสร้างการทำงานร่วมกับสารอาหารและแร่ธาตุอื่นๆ ที่ได้รับจากมื้ออาหารนั้นๆ.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

วิตามินอี 400 IU กินตอนไหนดีที่สุด ให้ร่างกายดูดซึมได้ดี?

วิตามินอี 400 IU เหรอ...ส่วนตัวเรากินหลังอาหารเย็นตลอดเลยนะ เพราะมื้อเย็นมักจะเป็นมื้อที่จัดเต็มสุด มีไขมันดีๆ จากกับข้าว อย่างพวกแกงกะทิ หรือปลาทอดไรงี้ มันจะช่วยให้วิตามินอีดูดซึมได้ดีขึ้นเยอะเลย

คือมันเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันอ่ะ ถ้ากินตอนท้องว่างๆ เหมือนมันจะไม่มีตัวพาไปใช้งาน กินไปก็เสียของเปล่าๆ เคยลองกินตอนเช้ากับกาแฟดำ...ไม่รู้สึกอะไรเลยจริงๆ

เรากินของ Blackmores กระปุกสีม่วงๆ ซื้อตอนโปรที่ร้าน Boots สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว น่าจะช่วงเดือนตุลาปีก่อน มันช่วยเรื่องผิวแห้งได้ดีมากนะ โดยเฉพาะเราที่นั่งทำงานในห้องแอร์ทั้งวัน ผิวไม่ค่อยลอกเป็นขุยเหมือนเมื่อก่อนเลย

เอาเป็นว่า แค่กินพร้อมมื้ออาหารซักมื้อนึงพอ ไม่ต้องคิดมากเลยว่าจะเช้าหรือเย็น แค่ขอให้มีอะไรตกถึงท้องที่มีไขมันนิดๆหน่อยๆก็พอแล้ว

วิตามินอีกินเวลาไหนดีที่สุด

วิตามินอีอ่ะนะ กินตอนไหนดีสุด? ควรกินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมัน จ้ะ เพราะว่าร่างกายเรามันจะดูดซึมวิตามินอีได้ดี๊ดี ตอนที่เรากินอะไรที่มีไขมันหน่อยๆ เข้าไป

ลองกินคู่กับอะไรพวกนี้ดูนะ:

  • นม
  • โยเกิร์ต
  • อัลมอนด์ หรือ ถั่วต่างๆ
  • อะโวคาโด ก็เวิร์ค!

สรุปคือ กินวิตามินอีตอนมีไขมันในอาหาร จะช่วยให้ร่างกายดูดซึมได้ดีสุดๆ ไปเลย

เสริมอีกนิดนะ:

  • วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน (fat-soluble vitamin) นั่นแหละถึงได้ต้องการไขมันในการดูดซึม
  • ไขมันดีๆ ที่ว่าก็พวกจากแหล่งธรรมชาติที่บอกไป หรือจะน้ำมันมะกอก น้ำมันรำข้าวก็ได้นิดหน่อย
  • ถ้าวันนั้นไม่ได้กินอะไรที่มีไขมันเลย อาจจะกินวิตามินอีคู่กับอาหารเสริมที่มีน้ำมันปลา หรือน้ำมันเมล็ดแฟลกซ์ก็ได้นะ
  • แต่ที่สำคัญคือ อย่ากินตอนท้องว่าง อันนี้สำคัญมากจริงๆ เดี๋ยวจะดูดซึมไม่ค่อยได้เอา

วิตามิน E กินวันละกี่ IU

โดยทั่วไป ปริมาณที่แนะนำสำหรับผู้ใหญ่คือ 15 มิลลิกรัมต่อวัน ซึ่งถ้าแปลงเป็นหน่วย IU ก็จะอยู่ที่ 22.4 IU สำหรับวิตามินอีจากธรรมชาติ

หน้าที่หลักของวิตามินอีคือการเป็น Antioxidant ตัวสำคัญที่ช่วยปกป้องเซลล์จากอนุมูลอิสระ มันคือสมดุลที่ร่างกายต้องจัดการทุกวัน การกินมากไปก็ไม่ใช่คำตอบเสมอไป

บางคนเน้นกินเสริมในโดสสูงๆ หลัก 400 IU หรือ 1,000 IU เพื่อหวังผลด้านผิวพรรณ แต่ต้องระวัง เพราะมันเป็นวิตามินที่ละลายในไขมัน สะสมในร่างกายได้ และอาจรบกวนการแข็งตัวของเลือดได้เหมือนกัน

ถ้าคุณกินอาหารที่มีไขมันดีเป็นประจำ เช่น ถั่ว อะโวคาโด หรือใช้น้ำมันพืชในการทำอาหาร ร่างกายก็มักจะได้รับวิตามินอีในปริมาณที่เพียงพออยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องไปหาวิตามินเสริมมากินเพิ่มเติมเลย

  • ขีดจำกัดสูงสุดที่ร่างกายทนได้ (Upper Limit) อยู่ที่ 1,000 มิลลิกรัมต่อวัน หรือประมาณ 1,500 IU การกินเกินกว่านี้ต่อเนื่องเสี่ยงต่อภาวะเลือดออกง่าย
  • วิตามินอีธรรมชาติ (d-alpha-tocopherol) ร่างกายจะดูดซึมได้ดีกว่า รูปแบบสังเคราะห์ (dl-alpha-tocopherol) อันนี้เป็นจุดที่หลายคนมองข้ามไป
  • แหล่งวิตามินอีที่ดีที่สุดคืออาหาร เช่น อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน น้ำมันรำข้าว อะโวคาโด และผักโขม การกินจากอาหารมักจะปลอดภัยที่สุด
  • การดูดซึมวิตามินอีต้องอาศัยไขมัน ควรกินพร้อมมื้ออาหารที่มีไขมันดี เพื่อให้ร่างกายนำไปใช้ได้เต็มที่

Vitamin E 400 IU ช่วยอะไร

วิตามินอี 400 IU ช่วยอะไร

  • ต้านอนุมูลอิสระ คือมันช่วยเรื่องพวกออกซิเดชันในร่างกาย ที่มันทำให้เซลล์เราเสื่อมอะ มันก็เหมือนเป็นสารต้านที่ช่วยปกป้องเซลล์เราไว้ ป้องกันความเสียหายของเซลล์ จากอนุมูลอิสระที่มาจากการเผาผลาญปกติในร่างกาย หรือจากสิ่งแวดล้อม เช่น มลพิษ แสงแดด อะไรพวกนี้
  • ลดความเสี่ยงโรคหัวใจ อันนี้ก็เกี่ยวกับเรื่องไขมันในเลือด มันช่วยลดไขมันเลว (LDL) ไม่ให้มันไปเกาะตามผนังหลอดเลือดมากเกินไป ก็อาจจะทำให้หัวใจเราแข็งแรงขึ้น ลดโอกาสการเป็นโรคเกี่ยวกับหัวใจนะ
  • โรคไขมันพอกตับ (NAFLD) วิตามินอีเนี่ย ช่วยลดการอักเสบในตับ ที่เกิดจากไขมันสะสมได้ เป็นการรักษาแบบเสริม ไม่ใช่ยาหลักนะ แต่ก็เห็นผลดีในบางราย
  • ปวดท้องประจำเดือน อันนี้ก็ช่วยได้นะ ทำให้ ลดอาการปวดบีบ ของมดลูกเวลามีประจำเดือนได้ด้วย

ประโยชน์อื่นๆ ที่เจอมา:

  • สุขภาพผิว อันนี้เห็นชัดเลย บำรุงผิว ให้ชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ทำให้ผิวดูดีขึ้นด้วยนะ มันเหมือนช่วยสมานผิว ทำให้ผิวแข็งแรง
  • สายตา มีงานวิจัยบอกว่าช่วย ป้องกันจอประสาทตาเสื่อม ได้เหมือนกันนะ

เพิ่มเติมนิดหน่อย:

  • วิตามินอีเป็นวิตามินที่ละลายในไขมันนะ ดังนั้นควรกินพร้อมอาหารที่มีไขมันนิดหน่อยถึงจะดูดซึมได้ดี
  • ปริมาณ 400 IU นี่ก็ถือว่าค่อนข้างสูง ควรปรึกษาหมอหรือเภสัชก่อนกินนะ ไม่ใช่ว่ากินเยอะแล้วจะดีเสมอไป
  • มีหลายรูปแบบนะ เช่น d-alpha-tocopherol, dl-alpha-tocopherol อันนี้ก็มีผลต่อการดูดซึมด้วย
  • แหล่งของวิตามินอีธรรมชาติก็มีเยอะนะ เช่น อัลมอนด์ เมล็ดทานตะวัน น้ำมันพืชต่างๆ พวกนี้ก็ช่วยเสริมได้เหมือนกัน
  • การขาดวิตามินอีจริงๆ ก็หายากนะ ส่วนใหญ่จะได้จากอาหารอยู่แล้ว แต่ถ้าใครมีปัญหาการดูดซึมไขมัน หรือกินอาหารไม่ครบหมู่ อาจจะต้องเสริม

ประโยชน์ของวิตามินอีมีอะไรบ้าง

ประโยชน์ของวิตามินอีเนี่ยนะ? ก็เหมือนกับเป็น หน่วยซีลพิทักษ์เซลล์ ของเราเลยล่ะ!

  • ป้องกันเม็ดเลือดแดงไม่ให้แตกง่าย: นึกภาพเม็ดเลือดแดงเหมือนลูกโป่งบางๆ วิตามินอีเป็นเหมือนกาวตราช้างคอยเสริมความแข็งแรง ไม่ให้มันปริแตกง่ายๆ ไปซะก่อนวัยอันควร!
  • ป้องกันลิ่มเลือดอุดตัน: อันนี้สำคัญนะ! เหมือนมีคนคอยเป็นยามเฝ้าทางเดินเลือด ไม่ให้มีอะไรมาอุดไปซะดื้อๆ จะได้ไหลลื่นปรื๊ดๆ ไม่ต้องมานั่งลุ้นว่าเส้นเลือดจะแตกที่ไหน
  • ต้านอนุมูลอิสระ: นี่คือพระเอกตัวจริง! อนุมูลอิสระนี่มันเหมือนพวกตัวป่วนที่มาทำลายเซลล์เรา วิตามินอีก็เหมือนซูเปอร์ฮีโร่ที่ไปจับพวกตัวป่วนพวกนี้มาขังคุกไว้ ไม่ให้มาทำร้ายเรา!
  • ป้องกันการอักเสบ: เวลาอักเสบนี่มันเหมือนไฟลามทุ่งในร่างกาย วิตามินอีก็จะคอยดับไฟเล็กๆ น้อยๆ พวกนี้ ไม่ให้มันลุกลามบานปลายกลายเป็นเรื่องใหญ่!

ข้อมูลเสริมแบบบ้านๆ:

  • วิตามินอีเนี่ย มันละลายในไขมันนะจ๊ะ หมายความว่ากินกับของมันๆ หน่อยจะดูดซึมได้ดีกว่ากินกับน้ำเปล่าเฉยๆ เหมือนกุ้งแห้งต้องไปแช่น้ำถึงจะนิ่มไง!
  • ร่างกายเราขาดวิตามินอีไม่ได้เลยนะ มันจำเป็นต่อการทำงานของเซลล์แทบทุกส่วน ไม่งั้นก็เหมือนรถที่ขาดน้ำมันนั่นแหละ วิ่งได้ที่ไหน!

วิตามิน E เหมาะกับใคร

วิตามินอี. สำหรับคนที่มีริ้วรอย.

ฟื้นฟูผิว. ลดจุดด่างดำ. ปรับสีผิว.

  • เหมาะกับ: ผู้ที่กังวลเรื่องริ้วรอย.

  • ประโยชน์: ชะลอวัย. ลดแผลเป็น.

  • ส่วนผสม: พบในผลิตภัณฑ์บำรุงผิว.

  • ความจริง: ผิวต้องการ. ยิ่งแก่ยิ่งรู้.

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • วิตามินอีเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ.
  • ช่วยปกป้องเซลล์ผิวจากความเสียหาย.
  • มีทั้งแบบรับประทานและทา.
  • ควรปรึกษาแพทย์ก่อนใช้.