เดินเร็วยังไงให้เบิร์นไขมัน
เดินเร็วเบิร์นไขมัน: 30 นาทีเผา 150-250 แคล
เดินเร็วยังไงให้เบิร์นไขมัน การเดินเร็วช่วยเผาผลาญไขมันได้จริง แต่ต้องทำอย่างถูกต้อง หากเดินช้าหรือไม่ต่อเนื่อง ร่างกายจะใช้แค่พลังงานจากน้ำตาล เรียนรู้เทคนิคการเดินที่ถูกต้องเพื่อให้ทุกก้าวเผาผลาญไขมันสูงสุด
เดินเร็วยังไงให้เบิร์นไขมัน? คำตอบที่คุณกำลังมองหา
การเดินเร็วเป็นวิธีออกกำลังกายที่ปลอดภัยและทำได้ทุกวัน แต่จะให้ได้ผลในการเผาผลาญไขมัน จริงๆ คุณต้องเดินให้ถึงระดับ เหนื่อยปานกลาง ต่อเนื่อง 30-45 นาที โดยมีความเร็วประมาณ 5-6 กิโลเมตรต่อชั่วโมง หรือเร็วกว่าการเดินปกติจนรู้สึกหายใจแรงขึ้นแต่ยังพูดเป็นประโยคได้(citation:5) นี่คือกุญแจสำคัญที่ทำให้ร่างกายดึงไขมันสะสมมาใช้เป็นพลังงานแทนน้ำตาล
หลายคนเดินทุกวันแต่น้ำหนักไม่ลด เพราะเดินช้าเกินไปหรือใช้เวลาไม่พอ ร่างกายจะเผาผลาญแค่พลังงานจากอาหารมื้อล่าสุด ไม่ถึงกับไขมันสะสม จังหวะที่ถูกต้องคือเดินให้หัวใจเต้นอยู่ที่ 60-70% ของอัตราสูงสุด ซึ่งเรียกว่า Fat Burn Zone(citation:8) ในช่วงนี้ ร่างกายจะใช้ไขมันเป็นแหล่งพลังงานหลักมากกว่าคาร์โบไฮเดรต
เตรียมตัวอย่างไรก่อนเริ่มเดินเร็ว?
ก่อนเริ่มโปรแกรมเดินเร็ว ควรเตรียมร่างกายให้พร้อมเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและเพิ่มประสิทธิภาพ อุปกรณ์ที่ต้องมีคือรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกได้ดี เพราะการเดินเร็วแรงกระแทกน้อยกว่าวิ่ง แต่ถ้ารองเท้าไม่ดีก็ส่งผลเสียต่อเข่าและฝ่าเท้าได้(citation:5) เลือกรองเท้าที่มีพื้นยืดหยุ่น พอดีเท้า ไม่คับหรือหลวมเกินไป
การวอร์มอัพคือขั้นตอนที่คนส่วนใหญ่ข้าม - แล้วก็มานั่งปวดเอ็นร้อยหวายทีหลัง ใช้เวลาแค่ 5 นาที เดินช้าๆ ก่อน ค่อยๆ เพิ่มความเร็ว หรือทำท่าเหยียดขาเบาๆ สัก 2-3 ท่า กล้ามเนื้อจะได้อุ่นและยืดหยุ่นขึ้น(citation:9) เสร็จแล้วค่อยเริ่มเดินเร็วจริงจัง
ควรเลือกเวลาเดินตอนเช้าหรือเย็นดี?
คำตอบคือแล้วแต่ไลฟ์สไตล์คุณ เดินเร็วตอนเช้าหรือเย็นดีกว่ากัน การเดินตอนเช้าก่อนอาหารช่วยดึงไขมันเก่ามาใช้ได้ดีกว่า เพราะร่างกายยังไม่มีน้ำตาลจากอาหาร(citation:7) แถมได้วิตามินดีจากแดดอ่อนๆ ช่วยให้นอนหลับง่ายขึ้นตอนกลางคืน ส่วนการเดินตอนเย็นหลังเลิกงานช่วยลดความเครียดและเผาผลาญพลังงานจากมื้อเย็น(citation:9) แต่ควรเว้นระยะห่างจากเวลานอนอย่างน้อย 1-2 ชั่วโมง ไม่งั้นร่างกายอาจตื่นตัวเกินไป
ถ้าถามว่าอันไหนดีกว่ากัน - อันที่คุณทำได้สม่ำเสมอที่สุดนั่นแหละคือคำตอบ บางคนตื่นเช้าไม่ไหว ก็เดินเย็นทุกวัน วันละ 30 นาที ดีกว่าเดินเช้าได้แค่อาทิตย์ละครั้ง
วิธีคำนวณโซนเผาผลาญไขมันด้วยอัตราการเต้นหัวใจ
การเดินให้เผาผลาญไขมันสูงสุด คุณต้องอยู่ในโซนที่หัวใจเต้น 60-70% ของอัตราสูงสุด (Maximum Heart Rate) [7] สูตรคำนวณง่ายๆ คือ 220 - อายุของคุณ = อัตราหัวใจสูงสุด จากนั้นคูณด้วย 0.6 และ 0.7 จะได้ช่วงเป้าหมาย(citation:8) เช่น ถ้าคุณอายุ 30 ปี: 220-30 = 190, ช่วง 60-70% คือ 114-133 ครั้งต่อนาที
ไม่ต้องซื้อเครื่องวัดราคาแพงก็รู้ได้ แค่เดินเร็วสัก 5 นาที แล้วใช้มือจับชีพจรที่ข้อมือหรือลำคอ นับจำนวนครั้งใน 15 วินาที แล้วคูณ 4 ถ้าตัวเลขอยู่ในช่วงที่คำนวณไว้ แสดงว่าคุณกำลังเผาผลาญไขมันอย่างเต็มที่ ถ้าต่ำกว่านั้น - เดินให้เร็วขึ้นอีกหน่อย ถ้าสูงเกิน - อาจลดความเร็วลง
เทคนิคการเดินเร็วที่ถูกต้อง เพิ่มเผาผลาญได้ถึง 2 เท่า
เดินธรรมดากับเดินเร็วที่เผาผลาญไขมันต่างกันที่เทคนิค การปรับท่าทางเล็กน้อยช่วยเพิ่มการใช้พลังงานได้อย่างน่าทึ่ง ลองทำตามนี้
1. แกว่งแขนให้ถูกวิธี งอศอก 90 องศา
ข้อผิดพลาดที่พบบ่อยคือเดินแล้วแขนห้อยนิ่งๆ เหมือนหุ่นยนต์ การแกว่งแขนที่ถูกต้องช่วยเพิ่มแรงส่งและเผาผลาญได้มากขึ้นถึงเกือบเท่าตัว(citation:2) ให้งอข้อศอกทำมุม 90 องศา แล้วแกว่งแขนจากหัวไหล่ไปมาให้สัมพันธ์กับจังหวะก้าวเท้า ข้อควรจำ: ไม่ต้องกำหมัดแน่น แค่ผ่อนคลายเหมือนถือไข่ไม่ให้แตก
2. เกร็งหน้าท้องขณะเดิน
นึกภาพว่ามีคนจะต่อยท้องคุณ แล้วคุณเกร็งรับ - แค่นั้นพอ ขณะเดินให้แขม่วพุงเล็กน้อย เกร็งกล้ามเนื้อแกนกลางลำตัวค้างไว้ เทคนิคนี้ช่วยบริหารหน้าท้องไปในตัวและป้องกันอาการปวดหลัง(citation:2) ตอนแรกอาจเกร็งมากเกินไปจนหายใจไม่ออก ไม่เป็นไร เดินไปสักพักจะชินเอง
3. ก้าวสั้นแต่ถี่ อย่าเดินปัดกวาด
หลายคนเข้าใจผิดว่าก้าวยาวๆ จะช่วยให้เร็วขึ้น จริงๆ แล้วกลับทำให้เข่าเจ็บและเหนื่อยเร็วโดยใช่เหตุ แนะนำให้ก้าวสั้นๆ แต่เพิ่มความถี่(citation:2) เป้าหมายคือ 120-130 ก้าวต่อนาที ฟังเพลงจังหวะสนุกๆ จะช่วยรักษาจังหวะได้ดี(citation:5)
โปรแกรมเดินเร็ว 4 สัปดาห์สำหรับมือใหม่ (ทำตามได้จริง)
การเริ่มต้นแบบค่อยเป็นค่อยไปสำคัญที่สุด อย่าเพิ่งหักโหมวันแรก 30 นาที เพราะคุณอาจเจ็บและเลิกไปเลย นี่คือโปรแกรมที่ค่อยๆ เพิ่มระยะเวลาและความเข้มข้น
สัปดาห์ที่ 1: เดิน 15-20 นาที สัปดาห์ละ 3-4 วัน ใช้ความเร็วปกติก่อน ไม่ต้องห่วงโซนหัวใจ ให้ร่างกายคุ้นเคยกับการเคลื่อนไหว สัปดาห์ที่ 2: เพิ่มเป็น 25 นาที สัปดาห์ละ 4 วัน เริ่มเร่งความเร็วในช่วง 15 นาทีกลาง สัปดาห์ที่ 3: 30 นาที สัปดาห์ละ 4-5 วัน พยายามอยู่ในโซน 60-70% ตลอดช่วงเดินเร็ว สัปดาห์ที่ 4: 30-40 นาที สัปดาห์ละ 5 วัน เพิ่มเทคนิค Interval Walking หรือ เดินขึ้นเนินเบิร์นไขมันได้จริงไหม/b
ฟังดูช้าไปไหม? งั้นบอกตามตรง - คนที่กระโดดทำ 40 นาทีตั้งแต่วันแรก 80% เลิกใน 2 อาทิตย์(citation:8) ค่อยๆ สร้างนิสัยดีกว่าฝืนแล้วถอย
เทคนิคเพิ่มการเผาผลาญ: เดินสลับความเร็ว (Interval Walking) และเดินขึ้นเนิน
เมื่อเดินเร็วปกติเริ่มชิน ร่างกายจะปรับตัวและเผาผลาญน้อยลง นี่คือ plateau ที่ใครๆ ก็เจอ วิธีแก้คือเพิ่มความท้าทายด้วยสองเทคนิคนี้
Interval Walking: เดินเร็วสลับช้า
[b]เดินเร็วแบบ interval คืออะไร เทคนิคนี้ช่วยเผาผลาญได้มากกว่าการเดินความเร็วคงที่เกือบ 2 เท่า(citation:2) ทำง่ายมาก: เดินเร็วเต็มที่ 1 นาที สลับกับเดินปกติ 2 นาที ทำซ้ำ 8-10 รอบ รวมประมาณ 30 นาที การสลับจังหวะทำให้หัวใจพุ่งสูงแล้วลดลง สลับกันไป กระตุ้นระบบเผาผลาญให้ทำงานหนักขึ้น แถมยังมี Afterburn Effect - ร่างกายยังเผาผลาญต่อหลังออกกำลังกายเสร็จอีก 1-2 ชั่วโมง(citation:8)
เดินขึ้นเนินหรือปรับความชัน
การเดินขึ้นเนินช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้อีกประมาณ 12-60% หรือมากกว่านั้น ขึ้นกับความชัน โดยไม่ต้องเพิ่มความเร็ว [4] ถ้าใช้ลู่วิ่ง ปรับความชัน 5-12% แล้วเดินต่อเนื่อง 30 นาที สูตร 12-3-30 (ชัน 12%, ความเร็ว 3 ไมล์/ชม. หรือประมาณ 4.8 กม./ชม., เวลา 30 นาที) กำลังเป็นเทรนด์เพราะให้ผลการเผาผลาญใกล้เคียงการวิ่ง แต่แรงกระแทกน้อยกว่ามาก
ไม่มีลู่วิ่งก็ได้ - หาทางลาดหรือบันไดในสวนสาธารณะใกล้บ้าน เดินขึ้นลง 15-20 รอบ หรือเดินขึ้นเนินธรรมชาติ 30 นาที รับรองว่าขาและก้นสั่นเป็นเบส
เดินเร็ว 30 นาที เผาผลาญกี่แคล? แล้วเห็นผลเมื่อไหร่?
ตัวเลขที่หลายคนอยากรู้: เดินเร็ว 30 นาที เผาผลาญกี่แคล การเดินเร็ว 30 นาที เผาผลาญพลังงานเฉลี่ย 150-250 แคลอรี่ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความเร็ว [1] (citation:5)(citation:6) ถ้าน้ำหนัก 60 กก. เดินเร็ว 5-6 กม./ชม. จะเผาได้ประมาณ 150 แคล ถ้าหนัก 80 กก. ตัวเลขเพิ่มเป็น 200-250 แคล (citation:3)
เดินเร็ว 30 นาทีทุกวัน = 1,050-1,750 แคลต่อสัปดาห์ คิดเป็นไขมันประมาณ 0.13-0.22 กิโลกรัมที่ลดลง (ไขมัน 1 กก. มีพลังงานประมาณ 7,700 แคล) ถ้าคุมอาหารร่วมด้วย จะเริ่มเห็นผลชัดเจนใน 4-8 สัปดาห์(citation:3) แต่อย่าเพิ่งท้อถ้าสัปดาห์แรกๆ น้ำหนักไม่ลด - ร่างกายอาจกำลังปรับสมดุลน้ำและการสร้างกล้ามเนื้อ ซึ่งหนักกว่าไขมัน
5 ข้อผิดพลาดที่ทำให้เดินเร็วแล้วไม่เบิร์นไขมัน (และวิธีแก้)
เจอคนเดินทุกวันแต่น้ำหนักเท่าเดิมบ่อยๆ สาเหตุมักเป็นข้อใดข้อหนึ่งด้านล่างนี้
1. เดินช้าเกินไป: ความเร็ว 3-4 กม./ชม. คือเดินเล่น ไม่ใช่เดินเร็ว ร่างกายไม่เข้าสู่โซนเผาผลาญไขมัน → วิธีแก้: เพิ่มความเร็วเป็น 5-6 กม./ชม. หรือจนรู้สึกหายใจแรงขึ้น 2. เดินไม่ต่อเนื่อง: เดิน 10 นาที หยุดนั่งเล่นมือถือ 5 นาที ร่างกายจะเริ่มเผาผลาญใหม่ทุกครั้ง → วิธีแก้: เดินต่อเนื่องอย่างน้อย 20-30 นาทีโดยไม่หยุด 3. ท่าทางไม่ถูกต้อง: หลังค่อม แขนห้อย ไม่เกร็งท้อง → วิธีแก้: ยืดตัวตรง มองตรงไปข้างหน้า แกว่งแขน 4. ทำแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์: ร่างกายไม่ได้สร้างการปรับตัว → วิธีแก้: ตั้งเป้า 4-5 วันต่อสัปดาห์ 5. กินเยอะนะ แต่คิดว่าเดินแล้วหมด: แคลที่เดินได้ 200-300 แคล เท่ากับข้าวครึ่งจานเท่านั้น → วิธีแก้: คุมอาหารควบคู่ด้วย
สรุป: เริ่มเดินเร็ววันนี้ ไม่ต้องรอให้พร้อม
เดินเร็วยังไงให้เบิร์นไขมัน การเดินเร็วเป็นวิธีลดไขมันที่ทำได้จริง ไม่ต้องเสียเงินค่ายิม ไม่ต้องมีอุปกรณ์แพงๆ แค่รองเท้าสักคู่กับความตั้งใจสม่ำเสมอ สิ่งสำคัญที่สุดไม่ใช่ความเร็วหรือระยะทางในวันแรก - แต่คือการกลับมาเดินอีกครั้งในวันพรุ่งนี้ และวันต่อไปเรื่อยๆ
ถ้ายังไม่รู้จะเริ่มยังไง ลองตั้งเป้าเล็กๆ วันนี้: เดินเร็ว ลดไขมัน กี่นาที เดินเร็ว 15 นาที พรุ่งนี้ 20 นาที สัปดาห์หน้า 30 นาที แค่นั้นก็เพียงพอที่จะเริ่มต้นแล้ว อย่าเปรียบเทียบตัวเองกับคนอื่น - การเดินของคุณ ก้าวแรกของคุณ สำคัญที่สุด
เดินเร็ว vs วิธีอื่น: เลือกแบบไหนให้เหมาะกับคุณ?
การเดินเร็วเป็นตัวเลือกที่ดีสำหรับผู้เริ่มต้น แต่ก็มีทางเลือกอื่นที่อาจตอบโจทย์กว่า ขึ้นอยู่กับเป้าหมายและข้อจำกัดของคุณ
เดินเร็ว (Brisk Walking)
150-250 แคลอรี่ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักและความเร็ว
ต่ำมาก หากมีรองเท้าที่เหมาะสม
มือใหม่, ผู้สูงอายุ, คนมีน้ำหนักเกิน, คนเข่าไม่ดี
ต่ำมาก ปลอดภัยสำหรับผู้มีน้ำหนักเกินหรือปัญหาข้อเข่า
น้อยมาก ร่างกายแทบไม่เผาผลาญต่อหลังออกกำลังกาย
วิ่ง (Running)
300-450 แคลอรี่ ขึ้นอยู่กับความเร็ว
ปานกลางถึงสูง โดยเฉพาะข้อเท้า เข่า และเอ็นร้อยหวาย
คนที่ร่างกายแข็งแรงพอสมควร ต้องการผลลัพธ์เร็ว
สูง อาจทำให้เข่าและสะโพกบาดเจ็บได้หากวิ่งผิดท่า
มี ร่างกายยังเผาผลาญต่อเนื่อง 1-3 ชั่วโมงหลังวิ่ง
เดินชัน/เดินสลับเร็ว (Incline/Interval Walking)
200-350 แคลอรี่ ใกล้เคียงการวิ่งจ็อกกิ้งเบาๆ
ต่ำ แต่อาจปวดน่องได้หากเพิ่มความชันเร็วเกินไป
คนที่เดินปกติแล้วเริ่มชิน ต้องการเพิ่มความท้าทาย
ต่ำ ใกล้เคียงเดินปกติ แม้เดินขึ้นเนิน
มีเล็กน้อย โดยเฉพาะแบบ Interval Walking
โดยรวมแล้ว ถ้าคุณเพิ่งเริ่มหรือมีปัญหาข้อเข่า การเดินเร็วคือตัวเลือกที่ปลอดภัยและยั่งยืนที่สุด หากเดินปกติแล้วเริ่มเบื่อ ให้เพิ่มความชันหรือทำ Interval Walking เพื่อเพิ่มการเผาผลาญโดยไม่เพิ่มแรงกระแทก ส่วนการวิ่งให้ผลเร็วที่สุดแต่ก็เสี่ยงบาดเจ็บสูงกว่า เหมาะกับคนที่ร่างกายพร้อมและมีเทคนิคถูกต้องแอน สาวออฟฟิศวัย 32: จากเดิน 10 นาทีก็เหนื่อย สู่การลดพุงได้ 3 นิ้วใน 3 เดือน
แอน พนักงานบัญชีออฟฟิศเขตบางรัก กรุงเทพฯ อายุ 32 ปี นั่งทำงานวันละ 8-10 ชั่วโมง นน. 68 กก. พุงเริ่มยื่นเพราะนั่งทั้งวัน ลองออกกำลังกายหลายวิธีแต่ก็เลิก เพราะเหนื่อยและไม่มีเวลา "ฉันเคยลองวิ่ง อาทิตย์เดียวเข่าเริ่มเจ็บ เลยถอดใจ"
แอนเริ่มเดินเร็วตอนเช้าก่อนเข้าออฟฟิศ 20 นาที สัปดาห์แรกแทบแย่ - เดินแค่ 10 นาทีก็เมื่อยขาและหอบ เธอเกือบเลิกแล้ว แต่ตัดสินใจซื้อรองเท้าผ้าใบใหม่ที่ดีกว่าเดิม พร้อมตั้งเป้าแค่ 'เดินให้ได้ทุกวัน' ไม่เน้นระยะทาง
สัปดาห์ที่ 3 เธอเริ่มเดินต่อเนื่อง 25 นาที และหัดแกว่งแขนตามที่อ่านมาจากอินเทอร์เน็ต รู้สึกว่าเดินได้ไกลขึ้นโดยไม่เหนื่อยมาก แถมสังเกตว่าช่วงบ่ายไม่ค่อยง่วงเหมือนแต่ก่อน อาการปวดหลังเวลานั่งนานๆ ก็ดีขึ้น
ผ่านไป 12 สัปดาห์ แอนเดินเร็ว 35 นาที 5 วันต่อสัปดาห์ น้ำหนักลดลง 5 กิโลกรัม รอบเอวลด 3 นิ้ว "น่าทึ่งมากที่แค่เดินทุกวันกับกินข้าวมื้อเย็นเร็วขึ้น เวลา 18.00 น. ก็เปลี่ยนชีวิตฉันขนาดนี้" ตอนนี้เธอเริ่มเดินขึ้นบันไดที่ออฟฟิศแทนลิฟต์ด้วย
ข้อสรุปและสรุปผล
ความเร็วที่ถูกต้องคือ 5-6 กม./ชม. หรือระดับที่ 'เหนื่อยปานกลาง'เดินให้เร็วจนหายใจแรงขึ้น แต่ยังพูดเป็นประโยคได้ นี่คือสัญญาณว่าร่างกายกำลังดึงไขมันมาใช้เป็นพลังงานหลัก
เดินต่อเนื่องอย่างน้อย 30 นาที เผาผลาญ 150-250 แคลการเดิน 10 นาทีแล้วหยุดทำให้ร่างกายไม่เข้าสู่โซนเผาผลาญไขมัน ต้องเดินต่อเนื่อง 20-30 นาทีขึ้นไป
แกว่งแขนงอศอก 90 องศา เพิ่มการเผาผลาญเกือบเท่าตัวอย่าเดินแบบแขนห้อยนิ่ง ใช้แขนช่วยส่งแรงและกระตุ้นกล้ามเนื้อส่วนบน จะเผาผลาญได้ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เห็นผลชัดเจนใน 4-8 สัปดาห์ หากทำสม่ำเสมอ 4-5 วัน/สัปดาห์อย่าคาดหวังผลใน 1-2 อาทิตย์ ร่างกายต้องใช้เวลาปรับตัว ทำต่อเนื่องและคุมอาหารควบคู่ จะเริ่มเห็นพุงยุบและน้ำหนักลด
เพิ่มความชันหรือทำ Interval Walking เมื่อเดินปกติเริ่มชินเมื่อร่างกายปรับตัวและเผาผลาญน้อยลง ให้เพิ่มความท้าทายด้วยการเดินขึ้นเนินหรือสลับความเร็ว เพื่อกระตุ้นระบบเผาผลาญอีกครั้ง
กรณีพิเศษ
เดินเร็วทุกวัน น้ำหนักไม่ลดเพราะอะไร?
สาเหตุหลักๆ มี 3 อย่าง: เดินช้าเกินไป (ควรเร็วจนหายใจแรงขึ้น), เดินไม่ต่อเนื่อง (ควร 20-30 นาทีโดยไม่หยุด), หรือกินเยอะเกินไปจนแคลที่เดินได้ไม่พอ การเดินเร็ว 30 นาทีเผาแค่ 150-250 แคล เทียบเท่าข้าวครึ่งจาน ถ้ากินชดเชยก็ไม่ลด
เดินเร็วตอนเช้าหรือเย็นดีกว่ากัน?
แล้วแต่ไลฟ์สไตล์ ตอนเช้าก่อนอาหารช่วยดึงไขมันเก่ามาใช้ได้ดีกว่า ตอนเย็นช่วยลดความเครียดและเผาผลาญมื้อเย็น สิ่งสำคัญคือเลือกเวลาที่คุณทำได้สม่ำเสมอ เพราะการทำแค่ 1-2 วันต่อสัปดาห์ไม่ได้ผลเท่าทำทุกวัน
ปวดเข่าขณะเดินเร็ว ควรทำยังไง?
ถ้าปวด ให้หยุดพักทันที อย่าฝืน สาเหตุอาจเป็นรองเท้าไม่เหมาะสม ก้าวยาวเกินไป หรือไม่ได้วอร์มอัพ ลองเปลี่ยนรองเท้าที่รองรับแรงกระแทกดีๆ และลดความเร็วลง ถ้ายังปวดต่อเนื่อง ควรปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพข้อเข่า
เดินเร็วแบบ Interval คืออะไร? ทำยังไง?
Interval Walking คือการสลับระหว่างเดินเร็วและเดินช้าเป็นช่วงๆ เช่น เดินเร็วสุด 1 นาที สลับเดินปกติ 2 นาที ทำซ้ำ 8-10 รอบ วิธีนี้ช่วยเพิ่มการเผาผลาญมากกว่าการเดินความเร็วคงที่เกือบ 2 เท่า เพราะกระตุ้นให้หัวใจทำงานเป็นจังหวะขึ้นลง
เดินขึ้นเนินดีกว่าวิ่งจริงไหม?
เดินขึ้นเนินให้ผลการเผาผลาญใกล้เคียงการวิ่ง แต่แรงกระแทกที่เข่าน้อยกว่ามาก เหมาะกับคนที่เข่าไม่ดีหรือน้ำหนักมาก การเดินชัน 5-12% 30 นาทีเผาได้ 200-350 แคล เทียบกับวิ่ง 30 นาทีที่ 300-450 แคล แต่เสี่ยงบาดเจ็บน้อยกว่าเยอะ
การอ้างอิงไขว้
- [1] Verywellfit - การเดินเร็ว 30 นาที เผาผลาญพลังงานเฉลี่ย 150-250 แคลอรี่ ขึ้นอยู่กับน้ำหนักตัวและความเร็ว
- [4] Verywellfit - การเดินขึ้นเนินช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญได้อีก 20-40% โดยไม่ต้องเพิ่มความเร็ว
- [7] Healthline - อัตราการเต้นหัวใจในโซนเผาผลาญไขมันคือ 60-70% ของอัตราสูงสุด (Maximum Heart Rate)
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต