เส้นเอ็นอักเสบกินไข่ได้ไหม

52 ครั้งเข้าชม
เส้นเอ็นอักเสบกับไข่: ทานได้: ไข่ไม่ได้ห้ามโดยตรงสำหรับภาวะเส้นเอ็นอักเสบ ประโยชน์: โปรตีนในไข่ช่วยซ่อมแซมเนื้อเยื่อ ข้อควรระวัง: ทานพอดี หลีกเลี่ยงปริมาณมากเกินไป คำแนะนำ: พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารหลากหลายครบถ้วน ปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ: หากอาการรุนแรง ควรปรึกษาแพทย์หรือนักกำหนดอาหาร
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เป็นเส้นเอ็นอักเสบกินไข่ได้ไหม ทำให้อาการปวดกำเริบหรือเปล่า?

ปวดเส้นเอ็นนี่มันน่ารำคาญจริงๆ นะ ตอนเดือนมีนาคมปีที่แล้วที่ข้อมือฉันเริ่มเจ็บขึ้นมา แบบเจ็บลึกๆ ข้างในน่ะ กดแล้วก็จี๊ดเลย ตอนนั้นแหละที่เริ่มคิดเยอะเรื่องอาหารการกินไปหมด อะไรกินได้ อะไรกินไม่ได้ ยิ่งเป็นเรื่องไข่นะ เอ๊ะ มันจะกระตุ้นให้ปวดขึ้นหรือเปล่า ยิ่งคนชอบกินไข่อย่างฉันยิ่งกังวล

แต่เอาจริงๆ ตอนนั้นฉันก็ลองกินนะ ก็แบบ... ก็กินไปเลยไม่ได้คิดมากเท่าไหร่ ก็ไข่ต้มฟองนึงตอนเช้า ไม่ได้รู้สึกว่ามันไปเพิ่มอาการเจ็บปวดตรงข้อมือขึ้นมาเลยนะ กลับกัน ฉันว่ามันช่วยให้อิ่ม แล้วก็มีแรงทำงานต่อได้ นี่แหละ สิ่งที่ฉันรู้สึกจริงๆ

ตอนไปหาหมอที่คลินิกใกล้ๆ บ้านนะ หมอก็บอกมาเลยว่าเรื่องโปรตีนในไข่น่ะ มันจำเป็นนะสำหรับซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอ โดยเฉพาะเวลาเส้นเอ็นมันอักเสบ นี่แหละ ทำให้ฉันเข้าใจเลยว่าไม่ควรงดไปเลยแค่กลัว

แต่ใช่ว่าเราจะกินเยอะจนเกินไปได้ไง หมอย้ำหนักมากว่าทุกอย่างต้องพอดี กินวันละฟองสองฟองก็พอแล้วนะ กินพร้อมผักเยอะๆ พวกผลไม้ที่มีวิตามินซีก็สำคัญ พวกนั้นน่ะช่วยลดการอักเสบได้ดีจริงๆ ฉันก็พยายามกินให้ครบ แบบไม่ได้เน้นแค่ไข่อย่างเดียวพักผ่อนก็สำคัญ

สุดท้ายแล้วนะ เรื่องพวกนี้มันอยู่ที่ร่างกายแต่ละคนด้วยแหละ ฉันว่าเราต้องสังเกตตัวเองให้ดีที่สุด กินแล้วรู้สึกยังไง ปวดขึ้นไหม หรือดีขึ้น ถ้าไม่แน่ใจจริงๆ ก็กลับไปถามหมอ หรือนักโภชนาการจะดีกว่านะ ได้ความรู้ที่ตรงกับตัวเราที่สุด

เอ็นอักเสบ กินไข่ได้ไหม

ไข่ควรงด. อาการอักเสบมักกำเริบจากบางสิ่งที่เรากิน. ร่างกายตอบสนองต่างกัน. แต่สิ่งเหล่านี้มักเป็นตัวกระตุ้น.

  • นม และผลิตภัณฑ์นม. ทุกชนิด.
  • ธัญพืชบางชนิด: ข้าวสาลี, ข้าวโอ๊ต, ข้าวไรย์. ข้าวโพด ด้วย.
  • ไข่. งดไว้.
  • เนื้อสัตว์. ทุกประเภท.
  • พืชผักบางกลุ่ม: มะเขือเทศ, มันฝรั่ง.
  • ผลไม้ตระกูลส้ม. ลดลง.
  • ถั่ว. และเมล็ดพืช.
  • กาแฟ. ลดปริมาณ.

การอักเสบเป็นกลไก. เมื่อเกินพอดี ต้องจัดการ. ความรู้คืออำนาจ.

  • ร่างกายแต่ละคนไม่เหมือนกัน. สังเกต ปฏิกิริยาตนเอง.
  • อาหารบางชนิดมีสารประกอบที่ส่งผลโดยตรงต่อการอักเสบ.
  • ลองงด เพื่อดูผล. มักใช้เวลา 2-3 สัปดาห์.
  • พิจารณาอาหารที่ช่วยต้านอักเสบ: ปลาทะเลน้ำลึก, ขมิ้นชัน, ขิง, ผักใบเขียวเข้ม.
  • น้ำดื่มสำคัญ. ดื่มน้ำสะอาด เพียงพอในแต่ละวัน.
  • การปรับอาหารไม่ใช่เรื่องชั่วคราว. เป็นวิถีชีวิต.

กินอะไรช่วยลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ

อาหารลดการอักเสบของกล้ามเนื้อ และอาการออฟฟิศซินโดรม

อาหารบางชนิดมีคุณสมบัติช่วยลดการอักเสบและบรรเทาอาการปวดกล้ามเนื้อได้ โดยเฉพาะที่เกี่ยวข้องกับออฟฟิศซินโดรม ซึ่งมักเกิดจากการนั่งนานๆ กล้ามเนื้อเกร็งตัว

  • ถั่วต่างๆ (ถั่วลันเตา, อัลมอนด์, ถั่วดำ): อุดมไปด้วย แมกนีเซียม ซึ่งสำคัญต่อการทำงานของกล้ามเนื้อ ช่วยคลายความตึงเครียด นอกจากนี้ยังมี โอเมก้า 3 ที่ช่วยลดการอักเสบ เสริมการซ่อมแซมกล้ามเนื้อ
  • ผักโขม: เป็นแหล่งที่ดีของ แมกนีเซียม และสารต้านอนุมูลอิสระอื่นๆ ที่ช่วยต่อสู้กับการอักเสบ
  • น้ำมะพร้าว: มี อิเล็กโทรไลต์ ที่ช่วยให้ร่างกายสดชื่นและลดอาการกล้ามเนื้อกระตุก
  • ขิง: มีสาร จินเจอรอล ที่มีฤทธิ์ต้านการอักเสบและบรรเทาอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • สตรอว์เบอร์รี: อุดมด้วย วิตามินซี และ แอนติออกซิแดนต์ ซึ่งช่วยปกป้องเซลล์และลดการอักเสบ
  • แซลมอน: เป็นสุดยอดแหล่งของ โอเมก้า 3 (EPA และ DHA) ที่ช่วยลดการอักเสบทั่วร่างกาย และส่งเสริมการฟื้นฟูของเนื้อเยื่อกล้ามเนื้อ

การรับประทานอาหารเหล่านี้เป็นประจำ ควบคู่กับการปรับพฤติกรรม เช่น การลุกเดินบ่อยๆ หรือการยืดเส้นยืดสาย จะช่วยบรรเทาอาการออฟฟิศซินโดรมได้ดีทีเดียว

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • แมกนีเซียม ไม่ได้มีแค่ในถั่วเท่านั้น ผักใบเขียวเข้มอื่นๆ เช่น คะน้า บรอกโคลี ก็มีปริมาณสูงเช่นกัน การได้รับแมกนีเซียมเพียงพอช่วยป้องกันอาการกล้ามเนื้อกระตุกและตะคริวได้
  • โอเมก้า 3 นอกจากในแซลมอนแล้ว ยังพบในปลาทะเลน้ำลึกอื่นๆ เช่น ทูน่า แมคเคอเรล รวมถึงในเมล็ดแฟลกซ์และเมล็ดเจีย ซึ่งเป็นทางเลือกสำหรับผู้ที่ทานมังสวิรัติ
  • สารต้านอนุมูลอิสระ ที่พบในผักผลไม้หลากสี มีบทบาทสำคัญในการ ปกป้องเซลล์ จากความเสียหายที่เกิดจากอนุมูลอิสระ ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการอักเสบเรื้อรัง
  • การดื่มน้ำให้เพียงพอ ก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้อาหาร น้ำช่วยหล่อลื่นข้อต่อและกล้ามเนื้อ ทำให้การเคลื่อนไหวราบรื่น และช่วยขับของเสียออกจากร่างกาย

ยาคลายเส้น กับ ยาคลายกล้ามเนื้อ เหมือนกันไหม

ยาคลายเส้น กับ ยาคลายกล้ามเนื้อ ไม่เหมือนกันซะทีเดียว ต้องแยกประเภทกันให้ชัดเจน

  • ยาคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxants) ส่วนใหญ่ที่เราคุ้นเคยกัน จะเน้นไปที่ กล้ามเนื้อลาย หรือ กล้ามเนื้อโครงร่าง พวกนี้คือกล้ามเนื้อที่ใช้ในการเคลื่อนไหวร่างกายเรานี่แหละ เช่น กล้ามเนื้อแขน กล้ามเนื้อขา เวลาเราปวดเมื่อยจากการออกกำลังกาย หรือมีอาการเกร็ง กล้ามเนื้อพวกนี้จะทำงานผิดปกติ ยาคลายกล้ามเนื้อจะช่วยลดการหดเกร็งของกล้ามเนื้อพวกนี้ ทำให้เราขยับได้สบายขึ้น

  • ส่วนคำว่า ยาคลายเส้น อาจจะมีความหมายที่กว้างกว่า หรือบางทีก็หมายถึงยาคลายกล้ามเนื้อนี่แหละ แต่ถ้าจะให้เจาะจงลงไปจริงๆ โดยทั่วไปมักจะหมายถึงยาที่มีกลไกไป คลายอาการที่เกี่ยวกับเส้นเอ็น หรือกล้ามเนื้อที่เกิดจากการตึงเครียด มากกว่าจะเป็นการทำงานของกล้ามเนื้อโดยตรง

จริงๆ แล้ว กล้ามเนื้อของเรามีหลายแบบนะ กล้ามเนื้อเรียบ ซึ่งอยู่ตามอวัยวะภายใน เช่น ผนังหลอดเลือด ผนังกระเพาะอาหาร อันนี้ทำงานอัตโนมัติ ควบคุมโดยระบบประสาทอัตโนมัติ (พาราซิมพาเทติก, ซิมพาเทติก) ยาที่ออกฤทธิ์กับกล้ามเนื้อเรียบก็จะเป็นคนละกลุ่มกันเลย

สรุปง่ายๆ คือ "ยาคลายกล้ามเนื้อ" เป็นคำเรียกกว้างๆ แต่ถ้าจะให้เปรียบเทียบกับ "ยาคลายเส้น" ที่เราพูดถึงกันบ่อยๆ ยาคลายกล้ามเนื้อจะเน้นที่กล้ามเนื้อลายที่ใช้เคลื่อนไหว ส่วนยาคลายเส้นก็อาจจะหมายรวมถึงอาการที่เกี่ยวกับเส้นเอ็นหรือความตึงเครียดของกล้ามเนื้อโดยรวม

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • กล้ามเนื้อลาย (Skeletal Muscle): เป็นกล้ามเนื้อที่ยึดติดกับกระดูก ควบคุมโดยจิตใจ (Voluntary) เราสั่งให้มันหดหรือคลายได้ การทำงานผิดปกติอาจเกิดจาก การใช้งานหนัก, การบาดเจ็บ, ความเครียด. ยาที่ออกฤทธิ์กับกล้ามเนื้อกลุ่มนี้มักมีผลข้างเคียงทางระบบประสาท เช่น ง่วงซึม.

  • กล้ามเนื้อเรียบ (Smooth Muscle): พบในอวัยวะภายใน เช่น หลอดเลือด, ระบบทางเดินอาหาร, ระบบสืบพันธุ์. ทำงานอัตโนมัติ (Involuntary) ไม่สามารถควบคุมได้โดยตรง. ยาที่ออกฤทธิ์กับกล้ามเนื้อเรียบจะใช้รักษาอาการแตกต่างกันไป เช่น ลดความดันโลหิต (คลายหลอดเลือด), บรรเทาอาการปวดเกร็งในช่องท้อง.

  • คำว่า "คลายเส้น" ในภาษาไทย: อาจเป็นคำที่คนทั่วไปใช้เรียกแทนยาที่ช่วยบรรเทาอาการปวดเมื่อย เกร็ง หรือตึงของกล้ามเนื้อและเส้นเอ็น โดยอาจจะไม่ได้เจาะจงถึงกลไกการออกฤทธิ์ทางเภสัชวิทยาที่ชัดเจนเสมอไป. ในทางการแพทย์ "ยาคลายกล้ามเนื้อ" มีความหมายที่ชัดเจนกว่า.

  • ยาคลายกล้ามเนื้อที่ใช้บ่อย: เช่น Diazepam, Baclofen, Methocarbamol, Cyclobenzaprine. ยาเหล่านี้มักต้องให้แพทย์สั่งจ่าย.