ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ขึ้นเครื่องบินได้ไหม

85 ครั้งเข้าชม
ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ขึ้นเครื่องบินได้ไหม ขึ้นได้แต่มีความเสี่ยงสูงเนื่องจากแพร่เชื้อได้นาน 5-7 วันหลังเริ่มป่วย. สถิติระบุว่าผู้ที่นั่งรัศมี 2 แถวรอบตัวผู้ป่วยเสี่ยงติดเชื้อสูงสุดในพื้นที่แคบ. ไวรัสมีชีวิตบนพื้นผิวแข็งได้นานถึง 24-48 ชั่วโมง.
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ขึ้นเครื่องบินได้ไหม? เช็กความเสี่ยงแพร่เชื้อ

การทราบว่า ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ขึ้นเครื่องบินได้ไหม ช่วยป้องกันการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่นในพื้นที่ปิดและลดความเสี่ยงต่อสุขภาพส่วนรวม. ผู้โดยสารควรตระหนักถึงความรับผิดชอบในการเดินทางเพื่อหลีกเลี่ยงการถูกปฏิเสธขึ้นเครื่องจากเจ้าหน้าที่. ศึกษาเงื่อนไขความปลอดภัยเพื่อวางแผนการเดินทางที่เหมาะสมและรักษาสิทธิในการเดินทางของคุณ.

ติดไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ขึ้นเครื่องบินได้ไหม: คำตอบที่ชัดเจนที่สุด

คำตอบเบื้องต้นคือ ไม่แนะนำ และในหลายกรณีอาจถูกปฏิเสธการขึ้นเครื่อง การตัดสินใจนี้ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ทั้งระยะเวลาการแพร่เชื้อ กฎระเบียบของสายการบิน และความปลอดภัยของผู้โดยสารคนอื่น โดยทั่วไปคุณควรหลีกเลี่ยงการเดินทางหากยังอยู่ใน ระยะแพร่เชื้อไข้หวัดใหญ่ A กี่วัน ซึ่งมักจะเป็นช่วง 3 - 7 วันแรกหลังจากเริ่มมีอาการ

เอาเข้าจริงๆ การพยายามฝืนขึ้นเครื่องบินตอนป่วยหนักไม่ใช่แค่เรื่องของวินัยส่วนตัว แต่มันคือความเสี่ยงต่อระบบทางเดินหายใจของคุณเองด้วย ความดันอากาศที่เปลี่ยนแปลงในห้องโดยสารสามารถทำให้อาการคัดจมูกหรือปวดหูรุนแรงขึ้นจนทนไม่ไหว ผมเคยเห็นผู้โดยสารบางคนไอจนหน้าดำหน้าแดงตลอดเที่ยวบิน 6 ชั่วโมง - มันเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีใครอยากเจอ ทั้งตัวผู้ป่วยเองและคนรอบข้างที่ต้องนั่งระแวงไปตลอดทาง

ทำไมเครื่องบินถึงเป็นสถานที่อันตรายสำหรับโรคติดต่อ?

เครื่องบินเป็นพื้นที่ปิดที่มีการหมุนเวียนอากาศในวงจำกัด แม้ว่าเครื่องบินรุ่นใหม่จะใช้ระบบกรองอากาศ HEPA ที่ดักจับอนุภาคขนาดเล็กได้ถึง 99.97% แต่ระบบนี้จะทำงานได้ดีกับอากาศที่หมุนเวียนผ่านตัวกรองเท่านั้น หากคนข้างๆ คุณจามออกมาโดยไม่ปิดปาก เชื้อไวรัสจะพุ่งตรงเข้าหาคุณก่อนที่ระบบกรองจะทำงานเสียอีก

สถิติระบุว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนเริ่มมีอาการ ไปจนถึง 5 - 7 วันหลังจากล้มป่วย [2] ในพื้นที่แคบๆ อย่างชั้นประหยัด ความเสี่ยงในการติดเชื้อจะสูงขึ้นอย่างมากสำหรับผู้ที่นั่งอยู่ในรัศมี 2 แถวรอบตัวผู้ป่วย - นี่คือเหตุผลที่ลูกเรือมีอำนาจสั่งให้คุณลงจากเครื่องหากพบว่าคุณมีอาการป่วยที่ชัดเจนและอาจเป็นอันตรายต่อส่วนรวม

เชื่อไหมว่า ไข้หวัดใหญ่แพร่กระจายบนเครื่องบิน สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวแข็งๆ อย่างโต๊ะพับหน้าบัลลังก์หรือที่วางแขนได้นานถึง 24 - 48 ชั่วโมง [3] ดังนั้นแม้คุณจะไม่ได้นั่งข้างคนป่วยโดยตรง แต่การสัมผัสพื้นผิวที่ปนเปื้อนแล้วเอามาแตะจมูกหรือตา ก็เพียงพอที่จะทำให้คุณป่วยตามไปได้ในเวลาไม่กี่วัน

นโยบายสายการบินและแบบฟอร์ม MEDIF ที่คุณต้องรู้จัก

หากคุณมีอาการป่วยและจำเป็นต้องเดินทางจริงๆ สายการบินส่วนใหญ่จะขอ ใบรับรองแพทย์ขึ้นเครื่องบิน ไข้หวัดใหญ่ ที่ระบุว่า Fit to Fly หรือมีความพร้อมในการบิน โดยเฉพาะใบรับรองที่ยืนยันว่าคุณพ้นระยะแพร่เชื้อแล้ว หากคุณไม่มีเอกสารนี้ พนักงานภาคพื้นดินมีสิทธิ์ปฏิเสธไม่ให้คุณเช็คอินเพื่อความปลอดภัยของเที่ยวบิน

สำหรับกรณีที่ป่วยหนักหรือต้องการการดูแลเป็นพิเศษ คุณอาจต้องกรอกแบบฟอร์มข้อมูลทางการแพทย์ที่เรียกว่า แบบฟอร์ม MEDIF คืออะไร ซึ่งต้องให้แพทย์ผู้รักษาเป็นคนเซ็นยืนยัน เอกสารนี้จะถูกส่งไปยังแผนกการแพทย์ของสายการบินเพื่อพิจารณาล่วงหน้าอย่างน้อย 48 - 72 ชั่วโมงก่อนการเดินทาง อย่าคิดว่าไปลุ้นเอาหน้าเคาน์เตอร์แล้วจะผ่าน - ปกติแล้วมักจบด้วยการเสียเงินค่าตั๋วฟรีๆ

ลองคิดดูสิครับ การเตรียมเอกสารพวกนี้มันยุ่งยากและน่ารำคาญใจมาก แต่อย่างที่บอกไป การมีหลักฐานยืนยันว่าเราไม่ได้จะไปแพร่เชื้อให้ใคร มันช่วยลดความขัดแย้งที่อาจเกิดขึ้นที่สนามบินได้เยอะเลย ผมเคยเจอเคสหนึ่งที่ผู้โดยสารพยายามปกปิดอาการไข้ด้วยการกินยาลดไข้ก่อนตรวจวัดอุณหภูมิ แต่พอขึ้นไปบนเครื่องแล้วอาการกำเริบจนเครื่องต้องลงจอดฉุกเฉิน ค่าใช้จ่ายที่ตามมานั้นมหาศาลกว่าค่าตั๋วหลายเท่าตัวนัก

ความดันอากาศ: ศัตรูตัวร้ายของคนป่วยบนฟ้า

หนึ่งในสิ่งที่คนมักมองข้ามคือผลกระทบของความดันอากาศ (Air Pressure) เมื่อเครื่องบินไต่ระดับสูงขึ้น อากาศในช่องว่างต่างๆ ของร่างกายจะขยายตัว หากคุณ เป็นไข้หวัดใหญ่ขึ้นเครื่องบินได้ไหม และมีอาการคัดจมูกหรือท่อเอสเตเชียนในหูอุดตัน อากาศที่ขยายตัวจะไม่มีทางระบายออก ผลที่ตามมาคือความเจ็บปวดอย่างรุนแรงในหูชั้นกลาง หรือที่เรียกว่า Airplane Ear ซึ่งในกรณีเลวร้ายอาจทำให้แก้วหูทะลุได้

นอกจากเรื่องหูแล้ว ความชื้นบนเครื่องบินที่ต่ำกว่า 20% จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณแห้งและระคายเคืองมากขึ้น[4] ส่งผลให้คุณไอหนักกว่าเดิมและขับเสมหะได้ยากขึ้น การเดินทางในสภาพร่างกายที่อ่อนแอจะทำให้กระบวนการฟื้นตัวช้าลงกว่าการนอนพักนิ่งๆ ที่บ้านอย่างน้อย 2 - 3 เท่า

หยุดคิดสักนิด. สภาพร่างกายคุณพร้อมจะสู้กับแรงกดอากาศจริงหรือ? บางครั้งการฝืนเดินทางเพียงเพื่อไม่ให้เสียแผนเที่ยว อาจกลายเป็นการทำลายสุขภาพระยะยาวไปเลยก็ได้

เปรียบเทียบทางเลือก: เมื่อรู้ตัวว่าติดไข้หวัดใหญ่ก่อนบิน

การตัดสินใจว่าจะจัดการกับแผนการเดินทางอย่างไรเมื่อป่วยเป็นเรื่องที่ต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความคุ้มค่าทางการเงินและความรับผิดชอบต่อสังคม

เลื่อนการเดินทาง (แนะนำ)

  • อาจมีค่าธรรมเนียมการเปลี่ยนแปลง แต่หลายสายการบินอนุโลมหากมีใบรับรองแพทย์
  • ปลอดภัยที่สุดต่อตนเองและสังคม ลดความเสี่ยงอาการแทรกซ้อน
  • ใบรับรองแพทย์ระบุวันที่ตรวจพบและระยะเวลาที่ควรพักฟื้น

ยกเลิกเที่ยวบิน

  • ขึ้นอยู่กับประเภทตั๋ว ตั๋วราคาประหยัดส่วนใหญ่อาจไม่ได้เงินคืนยกเว้นภาษีสนามบิน
  • ปลอดภัยต่อผู้อื่น 100% แต่เสียโอกาสในการเดินทาง
  • เอกสารขอคืนภาษีหรือเอกสารยืนยันจากสถานพยาบาลสำหรับเคลมประกันเดินทาง

เดินทางต่อ (มีความเสี่ยงสูง)

  • ไม่ต้องจ่ายเพิ่มหน้างาน แต่อาจเสียเงินฟรีถ้าถูกไล่ลงจากเครื่อง
  • เสี่ยงต่อการถูกปฏิเสธขึ้นเครื่อง และเสี่ยงอาการทรุดหนักระหว่างบิน
  • ใบรับรองแพทย์ Fit to Fly (จำเป็นมาก) และหน้ากากอนามัย N95
การเลื่อนการเดินทางเป็นทางเลือกที่ประนีประนอมที่สุด โดยเฉพาะในยุคปัจจุบันที่สายการบินมีความยืดหยุ่นมากขึ้นสำหรับเหตุสุดวิสัยด้านสุขภาพ การเลือกเดินทางต่อควรเป็นทางเลือกสุดท้ายจริงๆ และต้องมั่นใจว่าพ้นระยะแพร่เชื้อแล้วเท่านั้น

บทเรียนราคาแพงของสมชาย: เมื่อไข้หวัดใหญ่ทำแผนเที่ยวญี่ปุ่นพัง

สมชาย พนักงานบริษัทวัย 34 ปีจากกรุงเทพฯ วางแผนเที่ยวโอซาก้ามานานกว่า 6 เดือน แต่ดันมาตรวจเจอไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ก่อนวันบินเพียง 2 วัน เขามีไข้สูง 39 องศาและไอหนักมาก แต่ไม่อยากทิ้งตั๋วราคา 25,000 บาท

เขาตัดสินใจกินยาลดไข้และใส่หน้ากากอนามัย 2 ชั้นไปเช็คอินที่สุวรรณภูมิ แต่ระหว่างรอขึ้นเครื่อง อาการหนาวสั่นเริ่มคุมไม่อยู่และเขาไอจนตัวโยนจนเจ้าหน้าที่หน้าเกทสังเกตเห็นผิดปกติ

เจ้าหน้าที่เชิญเขาไปคุยและขอดูใบรับรองแพทย์ เมื่อสมชายยอมรับว่าป่วย เขาถูกปฏิเสธการขึ้นเครื่องทันที วินาทีนั้นเขาเพิ่งรู้ว่าการพยายามปกปิดมีแต่จะทำให้ทุกอย่างแย่ลง

สุดท้ายสมชายต้องเสียค่าธรรมเนียมเปลี่ยนตั๋ว 5,000 บาทและพักรักษาตัวต่ออีก 5 วัน แม้จะเสียเงินเพิ่มแต่เขาก็ยอมรับว่าการนอนบนเตียงนุ่มๆ ที่บ้าน ดีกว่าไปทรมานอยู่บนเครื่องบินและเสี่ยงทำคนอื่นป่วยตาม

การเตรียมตัวของเมย์: เดินทางอย่างรับผิดชอบหลังหายป่วย

เมย์ นักศึกษาฝึกงานที่เชียงใหม่ ติดไข้หวัดใหญ่ก่อนวันเดินทางกลับบ้าน 7 วัน เธอรีบพบแพทย์และรับยาต้านไวรัสทันทีเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวเร็วที่สุด

เธอมีความกังวลเรื่องการแพร่เชื้อ จึงติดต่อสายการบินล่วงหน้าและขอใบรับรองแพทย์ที่ระบุชัดเจนว่า พ้นระยะแพร่เชื้อแล้ว (Non-infectious stage) เพื่อความสบายใจ

เมย์ยังเตรียมชุดทำความสะอาดส่วนตัว ทั้งแผ่นแอลกอฮอล์เช็ดโต๊ะและเจลล้างมือ เธอเลือกที่นั่งริมหน้าต่างเพื่อลดการสัมผัสกับผู้คนในทางเดิน

การเดินทางผ่านพ้นไปได้ด้วยดี เมย์ไม่ถูกกักตัวและไม่มีอาการแทรกซ้อน การเตรียมเอกสารให้พร้อมช่วยลดความกังวลไปได้เกือบ 100% เลยทีเดียว

เพื่อความปลอดภัยในการเดินทาง คุณควรทราบว่า โรคอะไรห้ามขึ้นเครื่องบิน บ้างก่อนทำการจองตั๋วครับ

คำถามเสริม

ถ้ากินยาจนไม่มีไข้แล้ว จะสามารถขึ้นเครื่องบินได้ทันทีเลยไหม?

การไม่มีไข้ไม่ได้หมายความว่าหยุดแพร่เชื้อ ไวรัสยังคงอยู่ในร่างกายและแพร่กระจายได้ผ่านการไอหรือจาม คุณควรพักผ่อนจนกว่าอาการไอจะทุเลาลง และรอให้ผ่านไปอย่างน้อย 24 - 48 ชั่วโมงหลังจากไข้ลดลงโดยไม่ต้องใช้ยา

ใส่หน้ากาก N95 จะช่วยให้ขึ้นเครื่องได้ปลอดภัยขึ้นไหม?

หน้ากาก N95 ช่วยลดการแพร่กระจายเชื้อได้ดีกว่าหน้ากากทั่วไปถึง 95% แต่ไม่ได้เปลี่ยนสถานะการป่วยของคุณ หากสายการบินตรวจพบว่าคุณยังมีอาการรุนแรง แม้จะใส่หน้ากากเขาก็มีสิทธิ์ปฏิเสธการขึ้นเครื่องอยู่ดี

ต้องใช้ใบรับรองแพทย์แบบไหนถึงจะผ่านด่านตรวจ?

ควรเป็นใบรับรองแพทย์ภาษาอังกฤษ (สำหรับไปต่างประเทศ) ที่ระบุว่าคุณ Fit to Fly และไม่มีอาการของโรคติดต่อในระยะแพร่เชื้อ โดยควรขอเอกสารไม่เกิน 48 - 72 ชั่วโมงก่อนเวลาบิน

ถ้าถูกปฏิเสธไม่ให้ขึ้นเครื่อง จะได้เงินคืนไหม?

ขึ้นอยู่กับเงื่อนไขของตั๋วและประกันการเดินทางที่คุณซื้อไว้ ส่วนใหญ่สายการบินจะให้เลือกเลื่อนวันเดินทางโดยจ่ายส่วนต่างราคาตั๋ว แต่การคืนเงินเต็มจำนวนมักทำได้ยากเว้นแต่จะเป็นตั๋วประเภท Flexible

การประเมินสุดท้าย

ระยะเวลาคือหัวใจสำคัญ

ควรเลื่อนการเดินทางหากยังป่วยไม่ครบ 7 วัน หรือยังมีอาการไอและไข้สูง เพราะเป็นช่วงที่มีความเสี่ยงต่อผู้อื่นและตนเองสูงสุด

เตรียมเอกสารให้พร้อมเสมอ

ใบรับรองแพทย์ Fit to Fly คือเกราะป้องกันการถูกปฏิเสธขึ้นเครื่อง อย่าลืมเช็คกฎระเบียบของสายการบินล่วงหน้าอย่างน้อย 2 วัน

ฟังเสียงร่างกายตนเอง

หากรู้สึกว่าหายใจไม่สะดวกหรือปวดหูรุนแรงขณะอยู่บนบก การขึ้นไปบนความสูง 30,000 ฟุตจะทำให้อาการเหล่านั้นทวีคูณเป็น 10 เท่า

รับผิดชอบต่อส่วนรวม

การบินหนึ่งครั้งคุณต้องแชร์อากาศกับคนอีกหลายร้อยคน การรับผิดชอบสังคมด้วยการพักผ่อนอยู่บ้านเป็นทางเลือกที่น่ายกย่องที่สุด

ข้อมูลนี้จัดทำขึ้นเพื่อการศึกษาและให้ข้อมูลทั่วไปเท่านั้น ไม่สามารถทดแทนคำแนะนำจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญได้ อาการของไข้หวัดใหญ่ในแต่ละบุคคลมีความรุนแรงต่างกัน หากคุณมีอาการป่วยรุนแรง หายใจลำบาก หรือมีโรคประจำตัว ควรปรึกษาแพทย์โดยตรงก่อนตัดสินใจเดินทางด้วยเครื่องบิน

เอกสารอ้างอิง

  • [2] Cdc - สถิติระบุว่าผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A สามารถแพร่เชื้อได้ตั้งแต่ 1 วันก่อนเริ่มมีอาการ ไปจนถึง 5 - 7 วันหลังจากล้มป่วย
  • [3] Pubmed - ไวรัสไข้หวัดใหญ่สามารถมีชีวิตอยู่บนพื้นผิวแข็งๆ อย่างโต๊ะพับหน้าบัลลังก์หรือที่วางแขนได้นานถึง 24 - 48 ชั่วโมง
  • [4] Sciencedirect - ความชื้นบนเครื่องบินที่ต่ำกว่า 20% จะทำให้ทางเดินหายใจของคุณแห้งและระคายเคืองมากขึ้น