1มื้อควรกินกี่แคล
กินกี่แคลอรี่ต่อมื้อดีต่อสุขภาพ?
โอเค มาดูกันเรื่องแคลอรี่ต่อมื้อนะ คือจริงๆ แล้วมันแล้วแต่คนเลยเว้ยแก!
ฉันจำได้ว่าตอนลดน้ำหนักเมื่อก่อน (น่าจะช่วงปี 2018-2019) เคยคำนวณแคลอรี่แบบเป๊ะๆ เลยนะ กินวันละ 1,500 แคลอรี่ แบ่งเป็น 3 มื้อ ก็ตกมื้อละ 500 แคลอรี่ แต่มันเครียดมาก! แล้วก็ไม่ยั่งยืนด้วย สุดท้ายก็กลับไปกินเยอะเหมือนเดิม 555
เอาจริงๆ นะ ถ้าไม่ได้เป็นนักกีฬา หรือมีเป้าหมายเฉพาะเจาะจงอะไรขนาดนั้น ไม่ต้องไปซีเรียสเรื่องตัวเลขมากก็ได้มั้ง ฟังร่างกายตัวเองดีกว่า
สมมติว่าวันนึงกิน 2,000 แคลอรี่ (อันนี้คือค่าเฉลี่ยที่เขาบอกกัน) ก็อาจจะกินมื้อเช้า 400, กลางวัน 600, เย็น 500 แล้วที่เหลืออีก 500 ก็เป็นของว่างเล็กๆ น้อยๆ อะไรแบบนี้ก็ได้
แต่ที่สำคัญคือเลือกกินของที่มีประโยชน์นะ ไม่ใช่กินแต่ขนมหวานหรือของทอด คือเคยมีช่วงนึงที่กินแต่บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทุกวัน ผลคือผอมนะ แต่มันผอมแบบโทรมๆ อ่ะ หน้าตอบ ไม่มีแรง จะทำอะไรก็เหนื่อยง่าย
ดังนั้นสรุปง่ายๆ คือ กินให้พอดีกับความต้องการของตัวเอง เลือกกินอาหารที่มีประโยชน์หลากหลาย และอย่าเครียดกับตัวเลขมากเกินไป แค่นี้ก็น่าจะดีต่อสุขภาพแล้วนะว่าไหม?
1 มื้อ ควรกินกี่แคลอรี่
โดยทั่วไปแล้ว คนที่ใช้ชีวิตแบบ active นิดหน่อย ต้องการพลังงานประมาณ 2,000 kcal ต่อวัน แต่เรื่องนี้มันยืดหยุ่นนะ เหมือนดนตรีแจ๊สอะ คือมีคอร์ดหลัก แต่เล่นยังไงก็ได้
- Active level: คนที่ "active" มาก (นักกีฬา, กรรมกร) ต้องการพลังงานเยอะกว่าคนทำงานออฟฟิศ อันนี้ make sense ใช่ไหม
- มื้อ: ถ้า 2,000 kcal คือเป้าหมาย มื้อนึงก็ไม่ควรเกิน 600 kcal หรอก แต่ถ้าวันไหนออกกำลังกายหนักหน่อย ก็จัดหนักได้บ้าง ไม่มีปัญหา
เรื่องแบบนี้มันไม่มีสูตรสำเร็จตายตัวหรอก ฟังร่างกายตัวเองบ้าง บางทีตัวเลขก็แค่ไกด์ไลน์ ถ้าวันไหนอยากกินเยอะหน่อย ก็กินไปเถอะ ชีวิตมันสั้นเกินกว่าจะมานั่งเคร่งครัดกับตัวเลขมากเกินไป
เกร็ดเล็กน้อย:
- BMR: เคยได้ยินคำว่า Basal Metabolic Rate (BMR) ไหม? มันคือปริมาณพลังงานขั้นต่ำที่ร่างกายเราใช้ในแต่ละวัน แม้แต่นอนเฉยๆ ก็ยังต้องใช้ BMR ของแต่ละคนไม่เท่ากันนะ ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย
- TEF: Thermic Effect of Food (TEF) คือพลังงานที่ร่างกายใช้ในการย่อยอาหาร โปรตีนย่อยยากกว่าคาร์โบไฮเดรต ดังนั้นการกินโปรตีนทำให้เราใช้พลังงานมากขึ้นนิดหน่อย (แต่ไม่ได้เยอะขนาดนั้นหรอก)
- NEAT: Non-Exercise Activity Thermogenesis (NEAT) คือพลังงานที่เราใช้ไปกับกิจกรรมต่างๆ ที่ไม่ใช่การออกกำลังกาย เช่น การเดินไปมา การยืน หรือการ fidgeting (อยู่ไม่สุข) คนที่ NEAT สูงๆ ก็จะเผาผลาญพลังงานได้มากกว่า
สุดท้ายแล้ว เรื่องอาหารการกินมันคือ balance ที่เราต้องหาให้เจอเอง ไม่มีใครบอกได้ดีเท่าตัวเราหรอก
ข้าว 1 มื้อกี่แคลอรี่
ข้าวสวย 1 ทัพพี พลังงาน 80 แคลอรี่! โอ้วมายก้อด ข้าวผัดกระเพราหมูสับ (พิเศษไข่ดาว) นี่คือแบบ 600-700 แคลอรี่ไปเลยไหม? บ้าไปแล้ว
- ข้าวมันไก่ จานนึงก็ 500+ แคลอรี่เข้าไปดิ กินอะไรดีเนี่ยวันนี้?
- ส้มตำปูปลาร้า? แคลอรี่ต่ำแต่โซเดียมสูงปรี๊ดดดดดด
- ก๋วยเตี๋ยวเรือ ชามเล็กๆก็ 300 แคลอรี่ แต่ใครกินชามเดียววะ จริงป่ะ?
ทำไมต้องมานั่งนับแคลอรี่ด้วยเนี่ยชีวิต เบื่อมาก! แต่ต้องผอม!
เพิ่มข้อมูล ข้าวกล้องแคลอรี่จะน้อยกว่าข้าวขาวนิดหน่อยนะ แต่กินแล้วอิ่มนานกว่าไง!
300 แคลอรี่ เยอะไหม
300 แคลอรี่เยอะมั้ย? เอาจริงๆ นะ แล้วแต่คนเลย! คือเราเคยปั่นจักรยานในฟิตเนสที่ Terminal 21 แบบว่าเหงื่อท่วมตัว 2 ชั่วโมงเต็ม เผาผลาญไปได้แค่ 280 แคลอรี่! ตอนนั้นคือเฟลมาก คิดในใจ "นี่ชั้นทำอะไรลงไปเนี่ย!" แต่ถ้าวันไหนกินส้มตำแซ่บๆ แล้วไปเดินเล่นที่สวนลุมพินีสักชั่วโมงนึง 300 แคลอรี่ก็อาจจะโอเคอยู่
สรุปแบบสั้นๆ:
- HIIT: 300 kcal อาจจะกำลังดี
- คาร์ดิโอเพื่อสุขภาพ: 300 kcal โอเค
- อยากผอม: อาจต้อง 500-600 kcal
- ออกกำลัง 2 ชั่วโมง: อาจจะนานไป ลองปรับดู!
ประสบการณ์ส่วนตัว:
- ปั่นจักรยาน 2 ชม. (Terminal 21): เผาผลาญ 280 kcal (ผิดหวัง!)
- กินส้มตำ + เดินสวนลุมฯ 1 ชม.: 300 kcal อาจจะพอดี
สิ่งที่เราคิด:
- "เยอะ" หรือ "ไม่เยอะ" ขึ้นอยู่กับกิจกรรมและเป้าหมายของแต่ละคนจริงๆ
- อย่าไปยึดติดกับตัวเลขมากเกินไป ฟังร่างกายตัวเองสำคัญที่สุด!
- ลองปรึกษาเทรนเนอร์ หรือนักโภชนาการดูก็ได้นะ เค้าอาจจะให้คำแนะนำที่เหมาะกับเราได้ดีกว่า
เอ้อ! แล้วก็อย่าลืมพักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำเยอะๆ ด้วยนะ! เป็นห่วง ????
คนเราควรเดินวันละกี่กิโล
โดยทั่วไป: ผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพมักแนะนำให้เดินวันละ 10,000 ก้าว ซึ่งถ้าแปลงเป็นระยะทางก็จะตกประมาณ 8 กิโลเมตร หรือ 5 ไมล์ แต่เอาจริงๆ นะ ตัวเลขนี้มันค่อนข้าง "กลมๆ" มากเลยนะ
มุมมองใหม่: มีงานวิจัยหลังๆ มาบอกว่า ไม่จำเป็นต้อง 10,000 ก้าวเป๊ะๆ ก็ได้ แค่ 7,000 - 8,000 ก้าวต่อวันก็ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพแบบเห็นผลแล้ว เช่น ช่วยให้หัวใจแข็งแรงขึ้น อารมณ์ดีขึ้น และยังช่วยลดความเสี่ยงของโรคต่างๆ ได้อีกด้วย ชีวิตมันก็ไม่ได้ต้องการอะไรมากมายขนาดนั้นหรอก
เรื่องลดน้ำหนัก: ถ้าเป้าหมายหลักคือลดน้ำหนัก อาจจะต้องเดินเยอะกว่านั้นนิดหน่อย หรือเพิ่มความเข้มข้นในการเดิน เช่น เดินเร็วขึ้น หรือเดินขึ้นเนิน เพื่อให้ร่างกายเผาผลาญพลังงานมากขึ้น
ปัจจัยอื่นๆ: อย่าลืมว่าปัจจัยอื่นๆ ก็มีผลนะ เช่น อายุ สภาพร่างกาย น้ำหนักตัว หรือแม้แต่กิจกรรมอื่นๆ ที่เราทำในแต่ละวัน
ข้อคิด: การเดินมันเป็นเรื่องของความสม่ำเสมอมากกว่าปริมาณนะ วันไหนเดินน้อยหน่อยก็ไม่เป็นไร ขอแค่ทำต่อเนื่องก็พอแล้ว
รู้ไหมว่าการเดินเร็วแค่ 30 นาทีต่อวัน สามารถช่วยลดความเสี่ยงของโรคเบาหวานประเภท 2 ได้ถึง 30% เลยนะ เจ๋งใช่ไหมล่ะ
การเดินในสวนสาธารณะ หรือในที่ที่มีต้นไม้เยอะๆ จะช่วยลดความเครียดได้ดีกว่าการเดินในเมืองที่วุ่นวายนะ ลองดูสิ
ถ้าเบื่อการเดินแบบเดิมๆ ลองหาเพื่อนเดินด้วยกัน หรือฟังเพลงไปด้วย มันจะช่วยให้การเดินสนุกขึ้นเยอะเลย
ข้อมูลเพิ่มเติมที่น่าสนใจ (นอกเหนือจากคำถาม):
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต