กินกะทิสดอ้วนไหม
คำถาม?
กะทิทำให้อ้วนเหรอ? อืม... ฉันเองก็เคยคิดนะ เวลาเห็นขนมหวานไทยๆ ที่ราดกะทิฉ่ำๆ มันอดสงสัยไม่ได้จริงๆ ว่าถ้ากินเยอะๆ จะเป็นไงบ้าง
แต่เอาเข้าจริงอะ ฉันว่ามันไม่ได้อยู่ที่กะทิเพียวๆ หรอก แต่มันอยู่ที่น้ำตาลที่ใส่ไปต่างหากล่ะ อย่างวันศุกร์ที่แล้ว ฉันไปตลาดน้ำอัมพวา ซื้อขนมครกเจ้านึง ราคา 30 บาทเองนะ แต่หวานเจี๊ยบเลย กะทิเค็มๆ มันๆ เจอกับน้ำตาลนี่แหละตัวดีเลย
คือรู้เลยว่าถ้ากินบ่อยๆ แบบเมื่อก่อนที่ติดของหวานหนักๆ ตอนเรียนมหาลัยช่วงปี 2558-2559 สิวขึ้น หน้ามัน ตัวบวมชัดเจนมากเลยนะ ถึงตอนนั้นจะไม่คิดถึงเบาหวานอะไรพวกนั้นหรอก แต่ตอนนี้มองกลับไป เออ มันก็ไม่แปลกใจถ้าจะเสี่ยงเยอะ
จะว่าไป กะทิเองก็มีประโยชน์นะ เคยอ่านเจอแวบๆ แต่เรื่องพวกนี้นะ ฉันว่ากินให้พอดีนั่นแหละดีที่สุดจริงๆ เพราะถึงจะอร่อยแค่ไหน ถ้ากินเยอะไป สุขภาพพัง ไม่มีใครมาช่วยเราได้หรอกนะ
โรคอะไรห้ามกินกะทิ
ห้ามกินกะทิเนี่ยนะ? เอ้า! ไม่ใช่ว่าใครก็ได้นะจ๊ะที่โดนห้าม!
คนที่เป็น "โรคที่แพ้น้ำตาลที่หมักง่ายในลำไส้" หรือที่ศัพท์แสงเรียกยาวเฟื้อยว่า "FODMAP" เนี่ย ต้องเบรก! คือไม่ใช่กินกะทิแล้วจะตาย แต่ถ้าซัดไปเกินครึ่งถ้วย (ประมาณ 120 มล.) ต่อครั้ง ลำไส้จะปั่นป่วนเหมือนเจอพายุหมุน เจอแก๊สจนพุงป่องเป็นลูกโป่ง สบายพุงไปเลยจ้า
แล้วมันเกี่ยวอะไรกับมะพร้าว?
ก็เพราะกะทิมันทำมาจากมะพร้าวนั่นแหละ! ถึงแม้จะหายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แต่ถ้าคุณเป็นพวก "แพ้มะพร้าว" แบบขั้นสุดยอด ก็เลี่ยงซะเถอะ ไม่งั้นปากบวม หน้าบวม ลมพิษขึ้นมานี่จะหาว่าไม่เตือนนะ!
ส่วนใครที่สบายดี กะทิกินได้สบายๆ แต่ขอเตือนนิดนึง...
- คนเป็น "เบาหวาน": ถึงกะทิจะมีไขมันดี แต่น้ำตาลแฝงก็มีนะจ๊ะ ระวังระดับน้ำตาลในเลือดพุ่งปรี๊ด!
- คน "ไขมันในเลือดสูง": กะทิก็คือไขมัน ถ้ากินเยอะไปหน่อย ระวังคราบไขมันจะมาเกาะผนังหลอดเลือดเหมือนรอยเปื้อนบนกระจก
- คน "โรคอ้วน": กะทิแคลอรี่สูงนะจ๊ะ กินเพลินๆ ระวังจะกลายเป็น "มนุษย์กะทิ" ไม่รู้ตัว!
- คน "ท้องเสียบ่อยๆ": บางคนกินกะทิแล้วรู้สึกไม่สบายท้อง อาจจะแพ้ หรือย่อยยากไปหน่อย ลองลดปริมาณดูนะ
สรุปง่ายๆ: ถ้าไม่ใช่พวกแพ้สุดกู่ กะทิกินได้ แต่อย่าตะบะแตก! กินแต่พอดีๆ ก็เหมือนได้กินน้ำอมฤตจากสวรรค์แหละ
ผู้สูงอายุกินกะทิได้ไหม
กินได้สิ! จะให้อดๆ อยากๆ ปากแห้งเหมือนดินหน้าแล้งไปทำไมกันเล่าคุณเอ๊ยยย แต่เดี๋ยวก่อน! ไม่ใช่ว่าเห็นแกงเขียวหวานแล้วจะซดโฮกๆ หมดหม้อเหมือนสมัยหนุ่มกระทงที่วิ่งไล่ควายได้ทั้งวันนะ
แกงกะทิน่ะมันอร่อย มันนัว มันคือสุดยอดนวัตกรรมของคนโบราณ แต่พอสังขารมันร่วงโรย ไขมันในเลือดมันก็พร้อมจะตั้งวงเต้นระบำอยู่ในเส้นเลือดเราได้ทุกเมื่อ กินได้แต่พองาม พอให้หายอยาก ให้ลิ้นมันได้สัมผัสรสชาติแห่งความสุขบ้าง
ส่วนของทอดของผัดน่ะ ลดได้ก็ลดเถอะ น้ำมันท่วมๆ น่ะ เก็บไว้ใช้กับเครื่องจักรดีกว่า อย่าเอามาใส่ในร่างกายเราเลย มันไม่ใช่ยาอายุวัฒนะนะจ๊ะ พ่อใหญ่แม่ใหญ่ ลองหันไปญาติดีกับของต้ม ของนึ่ง ของยำดูบ้างสิ กินแล้วตัวเบาหวิวเหมือนจะลอยได้เลยแหละ
แล้วไอ้ตัวแสบสุดๆ เลยนะ คือ รสหวานจัดกับเค็มจัด สองเกลอนี่แหละตัวการทำลายล้างเลย กินหวานมากไปเดี๋ยวเบาหวานจะมาเคาะประตูบ้าน แถมตับไตไส้พุงจะถูกฉาบไปด้วยน้ำตาล ส่วนเค็มจัดน่ะเหรอ โอ๊ยยย ความดันจะพุ่งปรี๊ดดดดดด ยิ่งกว่าบั้งไฟพญานาคอีกเด้อ เดี๋ยวโรคไตจะถามหาเอา
สรุปง่ายๆ ให้จำขึ้นใจแบบชาวบ้านๆ:
- กะทิคือแขกรับเชิญ: ให้มาเยี่ยมเยียนในมื้ออาหารได้เป็นครั้งคราว อย่าให้มาอยู่ประจำ กินอาทิตย์ละครั้งสองครั้งพอให้หัวใจพองโตก็พอแล้ว
- ของทอดคือแฟนเก่า: นึกถึงได้แต่อย่ากลับไปคลุกคลีบ่อย มันไม่ดีต่อใจและไม่ดีต่อไขมันในเลือด
- ของหวานคือยาพิษเคลือบน้ำตาล: ชิมได้คำสองคำพอเป็นพิธี ไม่ใช่ซัดเรียบหมดถาดเหมือนกลัวของจะบูด
- ของเค็มและของดองคือเจ้าหนี้: ยิ่งกินมาก ยิ่งทวงหนี้สุขภาพเราคืนไว โดยเฉพาะไตที่จะทำงานหนักเหมือนวัวเหมือนควาย
- เมนูเทวดา (ต้ม, นึ่ง, ย่าง, ยำ): กินให้เป็นเมนูหลักในชีวิต แล้วจะแข็งแรงไปอีกนานจนได้เห็นเหลนบวชเลยล่ะพ่อคุณ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต