กินแบบไหนเรียกว่าพอดี

60 ครั้งเข้าชม
กินพอดีคือกินให้เหมาะสมกับร่างกาย คำนึงถึงปริมาณอาหาร ควบคุมน้ำหนักตามค่า BMI ผู้ชายรอบเอวไม่เกิน 90 ซม. ผู้หญิงไม่เกิน 80 ซม. การเลือกกินเน้นอาหารครบ 5 หมู่ หลากหลาย ปริมาณพอเหมาะ ไม่กินจุบจิบ ควบคุมปริมาณน้ำตาล ไขมัน และโซเดียม ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อสุขภาพที่ดีและน้ำหนักที่เหมาะสม อย่าลืมปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการเพื่อวางแผนการกินที่เหมาะสมกับสุขภาพส่วนบุคคล
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

กินอย่างไรให้พอดีกับร่างกาย?

โอเค มาดูกันว่ากินยังไงให้พอดีกับร่างกายนะ คือเอาจริงๆ มันไม่มีสูตรตายตัวหรอก แต่ก่อนฉันเคยเชื่อพวกสูตรไดเอทเป๊ะๆ อ่ะ สุดท้ายคือโยโย่!

หมอปรียานุช แย้มวงษ์จากศิริราช เค้าแนะนำให้ดู BMI ใช่ป่ะ แล้วก็เรื่องรอบเอวเนี่ย ผู้ชายไม่เกิน 90 ซม. ผู้หญิง 80 ซม. อันนี้ก็เป็นไกด์ไลน์ที่ดีนะ แต่...

ส่วนตัวฉันว่ามันต้องฟังเสียงร่างกายตัวเองด้วยอ่ะ อย่างเมื่อก่อนฉันกินตามแอปคำนวนแคลอรี่เป๊ะๆ ปรากฏว่าหิวโหยตลอดเวลา กลายเป็นว่ากินเยอะกว่าเดิมอีก เพราะตบะแตกไง!

หลังๆ มาฉันเลยลองกินแบบสังเกตตัวเองว่ากินอะไรแล้วรู้สึกอิ่มนาน กินอะไรแล้วสบายท้อง ไม่ท้องอืดท้องเฟ้อ แล้วก็เน้นอาหารที่ไม่ได้แปรรูปมากนักอ่ะ พวกผักผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน อะไรแบบนี้

จำได้ว่าช่วงนึงติดกินอกไก่คลีนมากๆ กินทุกมื้อๆๆ ผลคือเบื่อสุดๆ แล้วก็พาลไม่อยากกินอะไรที่มีประโยชน์ไปเลย ตอนนั้นเลยรู้ว่าอะไรที่มัน "พอดี" อ่ะ ดีที่สุดจริงๆ

กินแบบไหนเรียกพอดี

กินยังไงให้พอดี? ถามหมอมาแล้วนะ! หมอปรียานุช (จำชื่อไม่ได้จริงๆ แต่จำได้ว่าชื่อยาวมากกก) บอกมาแบบนี้จ้าาาา

  • แบบพอดีคือแบบไหน? คือกินเท่าที่ร่างกายต้องการ ไม่ใช่กินเท่าที่ตาเห็น! ไม่ใช่เห็นโต๊ะบุฟเฟ่ต์แล้ววิ่งเข้าใส่เหมือนหมาหิวข้าว! คิดง่ายๆ ถ้าBMIอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน (เออออ จำตัวเลขไม่ได้อีกแล้ว ไปเสิร์ชเอาเองนะ!) หรือเอวไม่พุ่งเกิน 90 (ผู้ชาย) 80 (ผู้หญิง) เซนติเมตร นั่นแหละ พอดี!

  • ถ้าเกินมาล่ะ? อ้วน! โรคภัยมาเยือน! ชีวิตพัง! (เว่อร์ไปหน่อยมั้ย? แต่ก็จริงนะ!) คิดซะว่า กินเยอะเหมือนสร้างหอคอยแห่งความอ้วน วันนึงมันถล่มลงมา แย่แน่ๆ!

  • ถ้ากินน้อยเกินไปล่ะ? ผอมแห้งแรงน้อย เหมือนมดงานในละครไทย ทำงานหนักแต่กินน้อย เดี๋ยวก็ล้มป่วย! กินเท่าที่ร่างกายต้องการ อย่าให้ร่างกายขาดสารอาหาร

  • สรุปง่ายๆ: ดู BMI ดูเส้นรอบเอว อย่ากินเหมือนกำลังแข่งกินจุ แค่นี้ก็พอแล้ว! (หมอไม่ได้บอก แต่ฉันคิดเอง!)

เพิ่มเติมนิดหน่อย (ปี 2566): ข้อมูลล่าสุดที่ฉันหาได้ (จริงจังนะ!) เรื่องดัชนีมวลกาย (BMI) และเส้นรอบเอว ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง เพราะมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย ไม่ใช่แค่ตัวเลขอย่างเดียว อย่าไปเชื่อฉันมากนัก เชื่อหมอดีกว่า! ฉันนี่แค่คนขี้เล่น พูดเรื่องจริงปนเรื่องโกหก (ก็แค่ล้อเล่นนนน)

กินเท่าไรถึงพอดี

กินเท่าไรถึงพอดี? ถามได้โดนใจสายกิน! คือจริง ๆ มันไม่มีสูตรสำเร็จหรอกคุณพี่ ขึ้นอยู่กับว่าคุณเป็นใคร ทำอะไรอยู่ แล้วชีวิตนี้อยาก "ไปต่อ" อีกนานแค่ไหน (อันนี้แซวเล่นนะ!)

เอาเป็นว่าหลักการง่าย ๆ คือ กินให้พอดีกับที่ใช้ ถ้ากินเกิน ก็เหมือนเติมน้ำมันรถทั้งที่ยังไม่ทันได้เหยียบคันเร่ง... พุง มันก็จะป่องออกมาทักทายชาวโลกก่อนวัยอันควร

  • 1,600 kcal: เหมาะสำหรับสายสโลว์ไลฟ์ เน้นนั่ง ๆ นอน ๆ (แต่ระวังเบาหวานถามหา) หรือน้อง ๆ หนู ๆ ที่กำลังโตวันโตคืน (6-13 ขวบ) รวมถึงสาว ๆ วัยทำงานที่ไม่ค่อยได้ออกกำลังกาย และผู้สูงวัยที่ต้องการพลังงานน้อยลง (60+)

  • 2,000 kcal: อันนี้คือระดับ Standard สำหรับคน Active ทั่วไป วัยรุ่นหนุ่มสาว (14-25) ที่กำลังซ่า หรือหนุ่ม ๆ สาว ๆ วัยทำงาน (25-60) ที่ยังอยากมีแรงไปปาร์ตี้ต่อ

ข้อควรรู้เพิ่มเติม (ฉบับคนขี้สงสัย):

  • อย่าไปยึดติดกับตัวเลข: ตัวเลขแคลอรี่เป็นแค่ไกด์ไลน์ ชีวิตจริงมันซับซ้อนกว่านั้นเยอะ บางวันเราอาจจะออกกำลังกายเยอะกว่าปกติ ก็กินเพิ่มได้หน่อย แต่ถ้าวันไหนขี้เกียจเป็นพิเศษ ก็เพลา ๆ ลงบ้าง
  • ฟังเสียงร่างกายตัวเอง: ร่างกายเราฉลาดกว่าที่คิด ถ้าเรากินอิ่มแบบสบาย ๆ ไม่จุก ไม่แน่นท้อง นั่นแหละคือ "พอดี" ของเรา
  • คุณภาพสำคัญกว่าปริมาณ: กินอาหารที่มีประโยชน์ ดีกว่ากิน junk food อิ่มท้องไปวัน ๆ เลือกกินผักผลไม้ เนื้อสัตว์ไม่ติดมัน และหลีกเลี่ยงของทอดของมัน (รู้ว่ายาก แต่ต้องพยายาม!)
  • อย่าอดอาหาร: การอดอาหารไม่ใช่วิธีลดน้ำหนักที่ยั่งยืน แถมยังทำร้ายร่างกายอีกต่างหาก กินให้พอดี ออกกำลังกายสม่ำเสมอ นั่นแหละคือเคล็ดลับหุ่นดีแบบยั่งยืน (และสุขภาพดีด้วยนะ!)

คำเตือน: ถ้าไม่แน่ใจว่าควรกินเท่าไร ไปปรึกษาคุณหมอหรือนักโภชนาการดีกว่านะจ๊ะ เค้าจะได้แนะนำให้เหมาะกับสภาพร่างกายของเราจริง ๆ

การกินพอดีคืออะไร

กินพอดีน่ะเหรอ? ก็เหมือนใส่เสื้อผ้าให้พอดีตัวแหละแกเอ๊ย! ไม่ใช่หลวมโพรกจนเดินเตะชายกระโปรง หรือคับติ้วจนหายใจแทบไม่ออก!

กินพอดี คือ:

  • พลังงาน: กินให้สมดุล! เหมือนเติมน้ำมันรถ ถ้าเติมมากเกินไปก็เปลือง เติมน้อยไปก็ไปไม่ถึง! ปีนี้ (2567) เค้าว่ากันว่าคนไทยส่วนใหญ่กินเกินไปเยอะ! อ้วนเป็นหมู! (อุ๊ย! แรงไปไหม?)
  • สารอาหาร: ต้องครบ! เหมือนสร้างบ้าน ถ้าขาดเสาเข็ม บ้านก็พัง! ขาดวิตามินก็ป่วย! ง่ายๆ แค่นี้เอง!
  • ไม่ใช่แค่ปริมาณ: ไม่ใช่แค่กินเยอะ กินน้อย แต่ต้องกินให้เป็น! เหมือนเล่นหวย ซื้อเลขมั่วๆ ก็ไม่ถูก! ต้องรู้ว่าอะไรดี อะไรไม่ดี!

ทำไมต้องกินพอดี?:

  • ไม่อ้วน ไม่ผอม: รักษารูปร่างให้ดูดี! ใครๆ ก็อยากดูดี! จริงมะ?
  • แข็งแรง: เหมือนรถที่ดูแลดีๆ ก็ไม่ค่อยเสีย! คนเราก็เหมือนกัน!
  • มีชีวิตชีวา: ไม่ใช่กินเสร็จแล้วง่วง! ต้องกินแล้วกระปรี้กระเปร่า! เหมือนกินกาแฟ! (แต่กินมากไปก็ไม่ดีนะ!)

เตือนนิด: อย่าไปเชื่อพวกขายอาหารเสริมมากนัก! ส่วนใหญ่ก็แค่ขายฝัน! กินอาหารให้หลากหลาย ออกกำลังกายบ้าง! แค่นี้ก็พอแล้ว! เชื่อฉันสิ! (ประสบการณ์ตรง!)

ข้อมูลเพิ่มเติม (แถมให้):

  • ปีนี้ (2567) เค้าว่าคนไทยกินหวานเกินไป! ระวังเบาหวานถามหา!
  • ผักผลไม้สำคัญ! กินเข้าไปเยอะๆ! เหมือนเติมปุ๋ยให้ต้นไม้!
  • อย่าอดอาหาร! มันไม่ดีต่อสุขภาพ! เหมือนบังคับให้รถวิ่งโดยไม่มีน้ำมัน! พัง!

สรุป: กินพอดีๆ ชีวิตก็ดี๊ดี! อย่ากินตามใจปาก! กินตามใจสุขภาพ! จบนะ!

กินอย่างไรให้พอดีไม่มีโรค

กินยังไงไม่ให้โรคถามหา? ง่ายนิดเดียว! เหมือนจับปลาในอ่าง (แต่ปลาเป็นอาหารนะ ไม่ใช่ปลาทองเลี้ยงเล่น!)

  • ครบ 5 หมู่ แต่ต้องหลากหลายนะจ๊ะ! อย่ากินแต่ข้าวกับแกงจนเป็นหมีแพนด้า ลองผักผลไม้บ้าง ไม่งั้นเดี๋ยวหมอจะถามหา! ปีนี้ผมเองก็พยายามกินผักเยอะขึ้น เพราะป้าข้างบ้านบอกว่ากินแล้วหน้าใส (แต่ผมว่ามันใสเพราะผมล้างหน้าบ่อยมากกว่านะ ฮ่าๆ)

  • พืชผักนี่คือพระเอก! กินเยอะๆๆๆ เหมือนปลูกต้นไม้ ยิ่งปลูกเยอะ ยิ่งได้ผลผลิตเยอะ ร่างกายก็แข็งแรง ถ้ากินน้อย ร่างกายก็โทรมเหมือนต้นไม้ขาดน้ำ ผมนี่กินผักจนเพื่อนแซวว่าเป็นกระต่ายเลยล่ะ!

  • เนื้อสัตว์ก็ต้องมี! แต่เลือกแบบไม่มันเยิ้ม เหมือนเลือกแฟน เลือกคนดีๆ ดูแลสุขภาพเราด้วย ไม่ใช่เอาแต่กินๆๆๆ จนน้ำตาลขึ้น ไขมันพอก! ผมเองก็เลิกกินหมูสามชั้นไปแล้ว เพราะรู้สึกว่ามันหนักเกินไปสำหรับลำไส้ผม

  • นมก็สำคัญ! เลือกให้เหมาะกับวัย อย่ากินนมวัวจนกลายเป็นวัวไปซะก่อน เดี๋ยวจะนมล้น (อันนี้ล้อเล่นนะ!) ปีนี้ผมดื่มนมถั่วเหลืองเพิ่มขึ้น เพราะแพ้นมวัวมาตั้งแต่เด็ก

  • ไขมันต้องพอดี! ไม่ใช่ไม่กินเลย เหมือนชีวิตที่ขาดสีสัน แต่ก็ไม่ใช่กินจนท่วมท้น เหมือนน้ำท่วมบ้าน พอดีๆ คือคำตอบ! ผมใช้วิธีลดการกินอาหารทอดลง แล้วหันมากินอาหารนึ่งแทน อร่อยและดีต่อสุขภาพกว่าเยอะเลย

  • หวานจัด เค็มจัด ขอผ่าน! เหมือนแฟนเก่า อย่าไปยุ่งกับมันอีกเลย! มันไม่ดีต่อสุขภาพ ปีนี้ผมพยายามลดเครื่องปรุง ปรุงรสชาติด้วยสมุนไพรแทน รู้สึกว่าสุขภาพดีขึ้นจริงๆ

  • อาหารต้องสะอาด! สำคัญมาก! ไม่งั้นท้องเสีย ไปไม่ถึงไหนแน่ๆ! ผมนี่ล้างมือทุกครั้งก่อนกินข้าวเลยล่ะ ใครทำไม่สะอาด ไม่กินด้วย!

อะไรควรกินทุกวัน

จริง ๆ นะ ปีนี้ฉันเน้นกินพวกนี้ทุกวันเลย เพราะหมอแนะนำ หลังจากตรวจสุขภาพปีที่แล้ว ผลเลือดแย่กว่าที่คิด เครียดมาก เลยต้องปรับเปลี่ยนชีวิตใหม่หมด

  • เบอร์รี่: เช้า ๆ ซื้อบลูเบอร์รี่กับสตรอว์เบอร์รี่ที่ตลาดนัดแถวบ้าน สดใหม่ดี หวานฉ่ำมาก กินกับโยเกิร์ตแบบไม่หวาน อร่อย! แต่แพงไปหน่อยนะ งบประมาณจำกัดต้องวางแผนดีๆ

  • ไข่ไก่: ต้มเองทุกเช้า วันไหนขี้เกียจก็เอาไปทอดกับกระเทียม กินกับข้าวกล้อง ง่ายๆ แต่ได้โปรตีนเยอะ รู้สึกอิ่มท้องนานด้วย

  • ถั่ว: ฉันชอบกินถั่วแระญี่ปุ่นอบเกลือ ซื้อซองเล็กๆ กินเล่นระหว่างวัน กรุบกรอบดี แต่ต้องระวัง เพราะกินเยอะแล้วท้องอืด เคยกินเยอะจนปวดท้องไปหลายวันเลย

  • อัลมอนต์ แม็คคาเดเมีย มะม่วงหิมพานต์: ซื้อแบบผสม กินเป็นของว่าง แต่จะกินแค่ไม่กี่เม็ด เพราะพวกนี้แคลอรี่สูงมาก กลัวอ้วน ตอนนี้กำลังลดน้ำหนักอยู่

  • ส้ม: มักจะกินเป็นวิตามินซีเสริม ตอนเช้าๆ สดชื่นดี แต่บางวันก็ขี้เกียจปอก เลยไม่ได้กิน ปีนี้เลยซื้อแบบน้ำส้มคั้นสดจากร้านแถวที่ทำงาน สะดวกกว่าเยอะ

  • มันเทศ: นี่เลย ชอบมาก อบหรือต้มก็อร่อย หวานกำลังดี กินกับไก่ย่าง หรือกินเปล่าๆ ก็ได้ แต่ต้องระวัง เพราะมันเทศก็แคลอรี่สูงเหมือนกัน ต้องควบคุมปริมาณ

  • บรอกโคลี: นี่คือจุดอ่อน ฉันไม่ค่อยชอบกินผัก บรอกโคลีก็เช่นกัน พยายามกิน แต่ก็กินได้แค่นิดหน่อย บางทีก็แอบเอาไปผสมในไข่เจียว เพื่อให้กินง่ายขึ้น

  • ชา: ส่วนใหญ่จะดื่มชาเขียว ช่วยให้สดชื่น บางทีก็ดื่มชาสมุนไพร อย่างพวกชามะนาว ช่วยเรื่องระบบขับถ่าย แต่ก็ไม่ได้ดื่มทุกวัน แล้วแต่ความชอบ และเวลาว่าง

ปีนี้ตั้งใจดูแลสุขภาพ จริงจังมากขึ้น กว่าปีที่แล้วเยอะเลย หวังว่าสุขภาพจะดีขึ้น รู้สึกว่าตัวเองแข็งแรงขึ้น ไม่ป่วยบ่อยเหมือนก่อนแล้ว แต่ก็ยังต้องพยายามต่อไป เพราะยังไม่ถึงเป้าหมายที่วางไว้ อยากแข็งแรง เพื่อมีแรงทำนู่นทำนี่ต่อไป

1 มื้อควรมีอะไรบ้าง

โอ้โห! ถามมาซะดิบดีเลยนะเนี่ย กับคำถาม "มื้อเดียวควรมีอะไรบ้าง?" เอาแบบขำๆแต่ได้สาระนะ คือถ้าจะให้เป๊ะตามสูตร 2:1:1 (ผัก2 คาร์โบไฮเดรต1 โปรตีน1) มันก็ดูเหมือน "ต้มจืดผักกาดใส่หมูกับข้าวสวยหนึ่งทัพพี" ใช่ไหมล่ะ ฟังดูแล้วหิวไหมล่ะ ไม่ใช่เหรอ!

แต่เอาจริงนะ มันไม่จำเป็นต้องเคร่งครัดขนาดนั้นหรอก คิดซะว่า 2:1:1 เป็นหลักการคร่าวๆ เหมือน "พุทธพจน์" ที่ให้เอาไปปรับใช้กับชีวิตจริง ไม่ใช่ให้ไปถือศีลอดแบบเคร่งขรึม

  • ผัก 2 ส่วน: นี่แหละตัวช่วยหลัก ไม่ใช่แค่ผักบุ้งลวกๆนะ ลองคิดดูว่า ผักหลากสี ยิ่งดี สีเขียว สีส้ม สีม่วง เหมือนพาเลทสีของศิลปิน กินแล้วสวยจากข้างใน ได้ทั้งวิตามินและไฟเบอร์ อิ่มนาน ไม่ต้องกลัวหิวบ่อย

  • คาร์โบไฮเดรต 1 ส่วน: ข้าวสวย ข้าวกล้อง ขนมปังโฮลวีท หรือจะเป็นมันหวาน มันฝรั่ง ก็ได้นะ แต่ขอแบบไม่แปรรูปมากเกินไป ถ้ากินข้าวขาวเยอะไป ก็อาจจะอ้วนแบบ "ตุ๊กตาบาร์บี้" ที่หน้าอกเล็ก แต่เอวใหญ่

  • โปรตีน 1 ส่วน: นี่คือตัวสร้างกล้าม ไม่ใช่แค่ไก่ย่าง ปลาทอดนะ ไข่ ถั่ว เนื้อสัตว์ต่างๆ ก็ได้ แต่เลือกแบบไม่ติดมันเยอะ เพราะไม่อยากเป็น "หมูอ้วน" ใช่ไหมล่ะ

ข้อมูลเพิ่มเติม: ปีนี้ (2566) เทรนด์สุขภาพเน้นการกินอาหารแบบ "Plant-based" มากขึ้น ซึ่งก็ดีนะ กินผักเยอะๆ ช่วยโลก ช่วยตัวเราเอง แต่ก็อย่าลืมโปรตีน อย่ากินแต่ผักจนตัวซีดเป็นกระดาษนะ สมดุลสำคัญที่สุด เหมือนการแต่งตัว ต้องมีทั้งสีสันและความลงตัว ไม่งั้นจะดูไม่เข้ากัน

ปล. อย่าเครียดเรื่องสัดส่วนมากเกินไป กินให้สนุก กินให้สุขภาพดี ก็พอแล้ว แต่ถ้าอยากได้สูตรอาหารที่เฉพาะเจาะจง ควรปรึกษาแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ฉันนี่แหละเป็นตัวอย่าง เคยคลั่งไคล้สูตรอาหาร จนเกือบเป็นโรคประสาท เพราะกังวลเรื่องแคลอรี่มากเกินไป!

กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่จะเกิดอะไรขึ้น

กินอาหารไม่ครบ 5 หมู่ คือ แบบบ...แย่เลยนะ ร่างกายพังอะ พูดจิง

  • ป่วยง่าย ขาดวิตามินไง ภูมิคุ้มกันตก
  • อ่อนเพลีย ไม่มีแรงทำไรเลย เหนื่อยง่ายมากก
  • ผอมแห้ง/อ้วนเกิน คือมันไม่สมดุลอะ เข้าใจปะ
  • ท้องผูก ไฟเบอร์ไม่พอไง

แล้วคือโรคตามมาเพียบอะ บอกเลย!!!

ข้อมูลเพิ่มเติมนิดนึง:

  • ปีนี้เค้าบอกว่ากินผักผลไม้ให้ได้ครึ่งนึงของจานอะ ดีต่อสุขภาพกว่าเยอะ
  • โปรตีนสำคัญมากนะเว้ย อย่าลืมกินพวกเนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว บ้าง
  • น้ำเปล่าก็สำคัญขาดไม่ได้เลยนะ
  • อย่าอดอาหารเด็ดขาด!!!
  • ออกกำลังกายบ้างนะจ๊ะไม่ใช่กินๆ นอนๆ

อาหารจานเดียวเพื่อสุขภาพมีอะไรบ้าง

อาหารจานเดียวเพื่อสุขภาพ ปี 2566 เน้นสะดวก รวดเร็ว อร่อย และโภชนาการครบถ้วน ลองดู 7 เมนูนี้สิครับ ผมเองก็ชอบทำทานบ่อยๆ

  • สลัดอกไก่ย่างกับน้ำมันงาและผักหลากสี: โปรตีนสูงจากอกไก่ ไขมันดีจากน้ำมันงา วิตามินและใยอาหารจากผักหลากสี ง่ายมาก แค่ย่างอกไก่แล้วผสมกับผัก ปรุงรสด้วยน้ำมันงาและน้ำส้มสายชูเล็กน้อย ผมชอบใส่ถั่วต่างๆเพิ่มด้วยนะ เพิ่มความกรุบกรอบ

  • ข้าวกล้องผัดกับปลาทูและผัก: เมนูนี้ได้ทั้งคาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจากข้าวกล้อง โปรตีนและโอเมก้า 3 จากปลาทู และวิตามินจากผัก เลือกผักที่ชอบได้เลยครับ เช่น คะน้า แครอท หรือถั่วฝักยาว ความอร่อยอยู่ที่การเลือกปลาทูสดใหม่ สำคัญมากๆ

  • แกงเลียงผักรวมกับกุ้ง: แกงเลียงเป็นอาหารไทยที่อุดมไปด้วยผักหลากชนิด ให้ทั้งวิตามิน แร่ธาตุ และใยอาหาร กุ้งเสริมโปรตีน เป็นเมนูเบาๆ ทานง่าย ผมว่ารสชาติกลมกล่อมดี แต่ต้องเลือกผักสดๆ ถึงจะอร่อยจริงๆ

  • ยำอกไก่กับสาหร่ายทะเล: อีกหนึ่งเมนูโปรตีนสูง ใช้อกไก่ ผสมสาหร่ายทะเล เพิ่มความกรุบกรอบด้วยถั่วต่างๆ และปรุงรสด้วยน้ำมันมะกอก น้ำมะนาว และพริกไทย เป็นเมนูที่ช่วยควบคุมน้ำหนักได้ดี แถมอร่อยอีกต่างหาก

  • ข้าวโอ๊ตกับผลไม้และโยเกิร์ต: เมนูนี้เหมาะกับคนที่ชอบทานง่ายๆ ข้าวโอ๊ตให้คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนและไฟเบอร์ ผลไม้ให้วิตามิน และโยเกิร์ตให้โปรตีนและจุลินทรีย์ดีต่อระบบทางเดินอาหาร เลือกผลไม้ตามฤดูกาล จะได้ทั้งอร่อยและประหยัด

  • ขนมปังโฮลวีทกับไข่ต้มและอะโวคาโด: ขนมปังโฮลวีทให้ไฟเบอร์สูง ไข่ต้มให้โปรตีน และอะโวคาโดให้ไขมันดีและโพแทสเซียม เป็นเมนูที่เตรียมง่าย และได้สารอาหารครบถ้วน ผมมักจะทานเป็นมื้อเช้า ช่วยให้สดชื่น

  • ต้มจืดฟักทองใส่เห็ด: เมนูเบาๆ สำหรับคนรักสุขภาพ ฟักทองให้เบต้าแคโรทีน เห็ดให้สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นอาหารที่ย่อยง่าย เหมาะกับทุกเพศทุกวัย โดยเฉพาะคนที่มีปัญหาเรื่องระบบทางเดินอาหาร

เพิ่มเติม: การเลือกวัตถุดิบสดใหม่ และการปรุงอาหารที่ไม่ใช้ไขมันมากเกินไป เป็นสิ่งสำคัญในการทำอาหารจานเดียวเพื่อสุขภาพ อย่าลืมดื่มน้ำเปล่าให้เพียงพอด้วยนะครับ สุขภาพที่ดี เริ่มต้นได้จากการเลือกทานอาหารที่ดีครับ ผมเองก็พยายามดูแลสุขภาพอยู่เสมอ เพราะเชื่อว่าร่างกายแข็งแรงคือพื้นฐานของชีวิตที่ดี

มื้อไหนสําคัญที่สุด

มื้อไหนสำคัญที่สุดเหรอ...

มันก็แล้วแต่ช่วงเวลาในชีวิตนะ ตอนเด็กๆ มื้อเย็นสำคัญที่สุด เพราะเป็นเวลาที่ครอบครัวได้อยู่พร้อมหน้ากัน ได้คุยกัน

แต่พอโตขึ้นมา เริ่มทำงาน มื้อเช้ากลับสำคัญกว่า เพราะเป็นมื้อที่เติมพลังให้ร่างกายและสมองพร้อมสำหรับวันใหม่ ถ้าไม่กินอะไรเลย หัวมันจะตื้อๆ คิดอะไรไม่ออก

  • เช้า: เติมพลังงาน, เริ่มต้นวันใหม่
  • กลางวัน: เติมระหว่างวัน, ประคองพลังงาน
  • เย็น: ชดเชยที่เสียไป, เตรียมตัวพักผ่อน

แต่เอาจริงๆ นะ... ทุกมื้อก็สำคัญหมดแหละ ร่างกายเรามันต้องการสารอาหารตลอดเวลา ไม่มีมื้อไหนที่ควรมองข้ามไปเลย

ถ้าถามว่า ทำไม เขาถึงบอกว่าเช้าสำคัญที่สุด อาจจะเป็นเพราะว่า... หลังจากที่เรานอนหลับมาทั้งคืน ร่างกายมันไม่ได้กินอะไรเลย มันเหมือนรถที่น้ำมันหมดเกลี้ยง ต้องเติมเชื้อเพลิงเข้าไปใหม่ ถึงจะขับเคลื่อนต่อไปได้

แต่บางที... การได้กินมื้อเย็นอร่อยๆ กับคนที่เรารัก มันก็สำคัญไม่แพ้กันนะ มันเป็นช่วงเวลาที่เราได้พักผ่อน ได้ผ่อนคลาย ได้เติมเต็มความสุขทางใจ

สุดท้ายแล้ว... มันก็ขึ้นอยู่กับว่า เราให้ความสำคัญกับอะไรมากกว่ากัน

กินอย่างไรให้พอดีไม่มีโรค

กินอย่างไรให้สุขภาพดี ปี 2566

  • ครบ 5 หมู่ หลากหลาย: ไม่ใช่แค่กินครบ แต่ต้องหลากหลายในแต่ละหมู่ เช่น ข้าวกล้อง ข้าวไรซ์เบอร์รี่ ไม่ใช่แค่ข้าวขาวอย่างเดียว
  • ควบคุมน้ำหนัก: ดัชนีมวลกาย (BMI) ควรอยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน 22-25 ปีนี้ตรวจสุขภาพแล้ว BMI 23
  • ผักผลไม้: เน้นสีสัน ยิ่งหลากหลายยิ่งดี ทานทุกวัน เป้าหมายคือ 5 ส่วนต่อวัน
  • โปรตีนคุณภาพ: ปลา เนื้อไม่ติดมัน ไข่ ถั่ว เลือกแหล่งโปรตีนที่ดีต่อสุขภาพ
  • นม: เหมาะสมกับวัย ดูฉลาก เลือกชนิดไขมันต่ำ
  • ไขมันจำกัด: ไขมันดีบ้าง ไขมันไม่ดีน้อยที่สุด ศึกษาให้เข้าใจ ไม่ใช่แค่ลด แต่ต้องเลือก
  • ลดหวาน มัน เค็ม: หวานจัด เค็มจัด เป็นสาเหตุหลักของโรคมากมาย จำไว้
  • อาหารสะอาด: เลือกซื้อจากแหล่งที่เชื่อถือได้ ล้างทำความสะอาด ปรุงสุก ป้องกันมะเร็ง

ชีวิตคือการทรงตัว การกินก็เช่นกัน