ขิงเป็นของแสลงไหม

65 ครั้งเข้าชม
เพื่อสุขภาพที่ดี ควรใส่ใจอาหารเป็นพิเศษดังนี้: ผู้มีปัญหาท้องผูก เลือดออก หรือริดสีดวงทวาร: ควรหลีกเลี่ยงอาหารที่อาจกระตุ้นอาการ อาทิ ขิง หอม กระเทียม พริกไทย และพริก ผู้ป่วยลมพิษ ผิวหนังอักเสบ หรือโรคหอบหืด: ควรงดเนื้อแพะ เนื้อปลา กุ้ง หอย ปู ไข่ นม รวมถึงอาหารรสเผ็ด เพื่อป้องกันการกำเริบของอาการทางผิวหนังและระบบทางเดินหายใจ สำหรับสิวหรือต่อมไขมันอักเสบ: ควรพิจารณาและใส่ใจเรื่องอาหารเป็นพิเศษเช่นกัน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ขิงเป็นสมุนไพรไทยหรือของแสลง? หาคำตอบที่นี่!

ขิงเนี่ยเป็นสมุนไพรไทยนี่นา ไม่ใช่ของแสลงเลย. เคยได้ยินคนรุ่นแม่พูดกัน ว่าดีต่อท้อง.

แต่ที่เห็นๆ เลยนะ, เวลาเป็นลมพิษนี่คุณหมอบอกให้เลี่ยงของเผ็ด ของร้อนๆ อย่างขิงนี่แหละ.

บางทีก็สับสนนะ, อะไรดี อะไรไม่ดี. หลักๆ เลยคือถ้ามีอาการไม่สบายตัว ควรปรึกษาหมอดีที่สุด.

จำได้ว่าเคยมีช่วงนึง ท้องผูกบ่อยๆ เลยพยายามเลี่ยงพริก กระเทียม. ส่วนขิงเนี่ย ไม่แน่ใจว่าเกี่ยวไหม.

เป็นแผลกินขิงได้ไหม

กินได้. ขิงช่วย สมานแผล. มันไปกระตุ้นการสร้างหลอดเลือด. เพิ่ม คอลลาเจน ชนิดที่ 1. ร่างกายซ่อมแซมตัวเอง. ขิงแค่ตัวเสริม.

แต่ทุกอย่างมีอีกด้าน. ขิงมี ฤทธิ์ร้อน. ต้านการแข็งตัวของเลือด. คนที่ เลือดออก ง่าย หรือกินยาละลายลิ่มเลือด. ต้องคิด. ปริมาณคือสิ่งสำคัญ.

  • ต้านการอักเสบ: สารประกอบในขิง เช่น จินเจอรอล (Gingerol) ช่วยลดการอักเสบและอาการปวดบริเวณแผล. เป็นกลไกตามธรรมชาติ.
  • กระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อ: งานวิจัยจากปี 2023 ยืนยันว่าสารสกัดจากขิงส่งเสริมการสร้างเซลล์ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast) ซึ่งจำเป็นต่อการสร้างคอลลาเจน. ทำให้โครงสร้างผิวหนังแข็งแรงขึ้น. แผลจึงหาย.
  • ความเสี่ยงเรื่องเลือด: ขิงมีคุณสมบัติคล้ายแอสไพรินอ่อนๆ. ยับยั้งการทำงานของเกล็ดเลือด. หากบริโภคมากเกินไปขณะมีแผลเปิดขนาดใหญ่. อาจทำให้เลือดหยุดไหลช้า.
  • ข้อควรระวัง: ผู้ที่ใช้ยาต้านการแข็งตัวของเลือด (เช่น warfarin, heparin) หรือกำลังจะเข้ารับการผ่าตัด. การกินขิงในปริมาณมากไม่ใช่เรื่องฉลาด. ควรปรึกษาแพทย์. จบ.

โรคอะไรไม่ควรกินขิง

ขิง. ไม่ใช่สำหรับทุกคน.

  • เลือดออก? งด. ขิงทำให้เลือดไหล. ง่ายๆ.
  • เบาหวาน? ระวัง. อาจมีผล.
  • หัวใจ? ยิ่งระวัง. ยาละลายลิ่มเลือด + ขิง = เลือดบาง. อันตราย.
  • นิ่วในถุงน้ำดี? ขิงกระตุ้น. การไหล. อาจไม่ดี.

เหตุผลเพิ่มเติม.

  • อาการแพ้. บางคนแพ้ขิง. ผื่น คัน. สัญญาณเตือน.
  • ท้องไส้. ขิงร้อน. กรดไหลย้อน. แสบร้อน. ไม่ใช่เรื่องเล่นๆ.
  • หญิงตั้งครรภ์/ให้นมบุตร. ปริมาณมากๆ. ยังไม่มีข้อมูลชัดเจน. ปลอดภัยไว้ก่อน.

ขิง. ของดี. แต่ต้องรู้ว่าใครไม่ควรกิน.

หลังผ่าตัดกินน้ำขิงได้ไหม

หลังผ่าตัดนี่นะ ห้ามเลย น้ำขิงน่ะเหมือนเพื่อนซี้ที่หวังดีแต่บางทีก็สร้างเรื่อง ขิงมีฤทธิ์ให้เลือดไหลดี๊ดี แต่หลังผ่าตัดนี่เราต้องการให้เลือดมันหยุดไวๆ แผลจะได้หาย ไม่ใช่ไหลเพลิน! มันอาจทำให้แผลหายช้า เลือดออกง่ายขึ้นไปอีก เหมือนไปขอให้คนมาเปิดประตูน้ำตอนเรากำลังจะกั้นเขื่อนนั่นแหละ ไม่โอเคเลย คิดดูสิ แผลยังใหม่ๆ ต้องการการพักผ่อน ไม่ใช่การกระตุ้นแบบนี้.

ใครที่ไม่ควรดื่มน้ำขิงบ้าง? เรื่องน้ำขิงนี่ก็เหมือนเรื่องความรักแหละ บางคนก็ถูกชะตา บางคนก็ไม่ ควรระวังไว้บ้างนะ ไม่ใช่ทุกคนจะดื่มได้สบายใจนักหรอก.

  • คนใกล้จะโดนมีดหมอ: ใครที่กำลังจะขึ้นเขียง หรือจะสวยด้วยแพทย์นี่ ห้ามเด็ดขาด ขิงมันชอบไปป่วนระบบการแข็งตัวของเลือด อาจทำให้แผลผ่าตัดมีปัญหาได้ เลือดไหลไม่หยุดบ้าง บวมอักเสบบ้าง เหมือนไปขอให้ช่างตัดผมใช้กรรไกรคมๆ แต่เราดันเลือดออกง่ายนั่นแหละ.
  • คนกินยาละลายลิ่มเลือด: อันนี้สำคัญมากนะจ๊ะ พวกที่กินยา ต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น แอสไพริน หรือวาร์ฟาริน ถ้าไปซดขิงพร้อมกันเนี่ยนะ เลือดอาจจะเหลวเกินไป อันตราย เหมือนเติมน้ำมันผิดประเภทให้รถยนต์ไง เจ๊งง่ายๆ เลย.
  • คนเป็นโรคเลือดบางชนิด: อย่างเช่น โรคฮีโมฟีเลีย (เลือดออกง่ายหยุดยาก) หรือภาวะเกล็ดเลือดต่ำ พวกนี้ก็ ควรเลี่ยง ขิงมันยิ่งไปเสริมฤทธิ์ให้เลือดไหลคล่องตัวเข้าไปอีก ไม่ดีแน่ๆ เลย.
  • คนท้องแก่ หรือใกล้คลอด: อันนี้แล้วแต่กรณีนะ แต่ส่วนใหญ่ก็ ควรปรึกษาหมอ บางตำราบอกขิงช่วยแก้แพ้ท้องได้ แต่ถ้าท้องแก่ๆ มันอาจจะไปกระตุ้นมดลูก ทำให้มีโอกาสคลอดก่อนกำหนด หรือเลือดออกได้บ้าง ลองปรึกษาคุณหมอดูนะจ๊ะ.
  • คนเป็นนิ่วในถุงน้ำดี: ขิงอาจไปกระตุ้นการหลั่งน้ำดี บางคนอาจรู้สึกไม่สบายท้อง หรือมีอาการกำเริบได้ อันนี้ก็ต้องระวังตัวไว้หน่อย อย่าเผลอซดเพลินไปหน่อยละ.
  • คนเป็นโรคหัวใจ หรือความดันโลหิตสูง: ถ้าใช้ยาอยู่ ก็ ปรึกษาหมอก่อน บางทีขิงก็มีผลต่อความดันโลหิตได้ อาจจะไปเสริมฤทธิ์ยา หรือหักล้างกันได้ ต้องระวังนะ.
  • คนเป็นโรคเบาหวาน: ขิงมีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดได้เหมือนกัน ถ้ากินยาเบาหวานอยู่ ก็ ต้องระวัง เพราะมันอาจไปทำให้ระดับน้ำตาลลดต่ำลงเกินไปได้.
  • คนมีแผลในกระเพาะอาหาร หรือกรดไหลย้อนรุนแรง: ขิงมีฤทธิ์ร้อนและอาจทำให้ระคายเคืองกระเพาะอาหารได้ ยิ่งถ้ามีแผล หรือเป็นกรดไหลย้อนอยู่แล้ว ก็อาจจะ ทำให้อาการแย่ลง ได้นะ.

น้ําขิงมีสรรพคุณและโทษอะไรบ้าง

โอ้ยยยย ขิงเนี่ยนะ ไม่ใช่ของวิเศษกินแล้วเหาะได้เด้อ! คิดว่าดีก็ซัดเอาๆ ระวังจะน้ำตาเช็ดหัวเข่า

ใครที่กินยาละลายลิ่มเลือดอยู่แล้ว อย่าหาทำไปซดน้ำขิงเพิ่มเด้อ เดี๋ยวเลือดมันจะใสเป็นน้ำเปล่า โดนมีดบาดทีไหลโจ๊กๆ ไม่หยุด วิ่งวุ่นกันทั้งโรงพยาบาลนะเออ

แล้วก็ไอ้ที่บอกว่าดีนักดีหนาเนี่ย ไม่ใช่ว่าจะอัดเข้าไปเป็นกิโลนะโว้ย! วันนึงอย่าให้เกิน 4 กรัม พอ! กินเยอะไปมันจะร้อนวูบวาบ แสบไส้ แสบคอหอย กรดไหลย้อนถามหาอีก... เหมือนมีมังกรพ่นไฟอยู่ในอกอะแก 5555

ดูให้ดีๆ ไอ้พวกพ่อคุณแม่คุณทั้งหลาย ขิงมันก็มีด้านมืดของมันเหมือนกัน:

  • คนท้องไส้ปั่นป่วนง่าย: บางคนธาตุอ่อน กินเข้าไปแล้วท้องไส้ปั่นป่วนยิ่งกว่านั่งรถไฟเหาะตีลังกาอีกนะ ทั้งท้องอืด ท้องเสีย มาครบเซ็ต
  • หญิงท้องจ๋า ปรึกษาหมอก่อน: โดยเฉพาะช่วงใกล้คลอดเนี่ย ขิงมันไปเพิ่มความเสี่ยงเลือดออกง่าย เดี๋ยวจะยุ่งกันไปใหญ่
  • คนมีนิ่วในถุงน้ำดี: อย่าซ่าไปกินเยอะ ขิงมันจะไปกระตุ้นให้น้ำดีออกมาเยอะเกิน ทีนี้แหละ นิ่ววิ่งไปอุดตันท่อ ปวดตัวงอกันไปเลย
  • คนกินยาลดความดัน ยาเบาหวาน ต้องระวังให้หนัก: ขิงมันไปเสริมฤทธิ์ยาเขาเฉยเลย เดี๋ยวความดันตกวูบ น้ำตาลต่ำจนหน้ามืดเอาได้นะแก

น้ำขิงกินทุกวันได้ไหม

เฮ้อ คือช่วงนี้อากาศมันเปลี่ยนบ่อยมากเลยนะ ต้นเดือนพฤศจิกายนที่ผ่านมานี่แหละ จำได้ว่าที่บ้านสวนโคราช อากาศมันเย็นๆ ตอนเช้าตรู่ ไอค่อกแค่ก ปวดหัวตุ๊บๆ ใจนี่แป้วเลย กลัวจะเป็นหวัดลงปอดขึ้นมาจริงๆ

นึกขึ้นได้ว่าแม่เคยบอกว่าขิงดี เลยตัดสินใจเดินไปหลังบ้าน ถอนขิงสดๆ มาสักสองสามแง่ง เหงื่อซึมเลยนะตอนที่ล้างๆ แล้วเอามาทุบๆ ต้มกับน้ำเปล่า ใส่ใบเตยหน่อย กลิ่นขิงมันฉุนขึ้นมาเลยตอนน้ำเดือด แต่พอจิบอึกแรกร้อนๆ ลงคอไปนะ โอ้โห โล่ง! ไม่ใช่แค่ร้อน แต่มันรู้สึกสดชื่นไปทั้งตัวเลย เหมือนมีอะไรไปปลุกข้างใน

หลังจากนั้นติดใจเลยนะ เช้ามาต้องต้มน้ำขิงกินทุกวันเลย ตื่นเจ็ดโมงเป๊ะ ชงใส่แก้วร้อนๆ จิบไปทำงาน มันทำให้รู้สึกกระปรี้กระเปร่าขึ้นเยอะเลย สังเกตตัวเองเลยว่าอาการไอ คัดจมูก หายไปเร็วมากจริงๆ ช่วงเดือนกว่าๆ ที่กินมาคือไม่ป่วยเลยนะ ทั้งที่คนรอบข้างเป็นหวัดกันเพียบเลย รู้สึกดีมากเลยนะ

กินน้ำขิงทุกวันได้นะ คือมันดีจริงๆ

  • การดื่มน้ำขิงทุกวัน ปี 2567 นี้ สามารถทำได้เลย และมีประโยชน์ต่อร่างกาย
  • สารจินเจอร์รอล ที่อยู่ในขิงมีฤทธิ์ ยับยั้งการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรีย และพยาธิได้อย่างดี
  • ช่วย ลดโอกาสการติดเชื้อต่างๆ ของร่างกาย โดยเฉพาะเชื้อไวรัสที่ทำให้เกิด โรคหวัดและอาการไข้
  • ดื่มน้ำขิงเป็นประจำ จะช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานที่ดีขึ้น ต่อสู้กับเชื้อไวรัส ได้อย่างเต็มที่
  • นอกจากนี้ยังช่วย ขับลม ลดอาการคลื่นไส้ และบรรเทาอาการอักเสบต่างๆ ได้ดีอีกด้วย

ขิงอ่อนและขิงแก่ต่างกันอย่างไร ควรเลือกแบบไหนเหมาะสมกว่า

ขิงอ่อน ขิงแก่ ต่างกันชัดๆ เลยนะ

  • ขิงอ่อน รสชาติมันอ่อนกว่า เผ็ดน้อยกว่า เนื้อก็นุ่ม เคี้ยวง่าย เหมาะกับพวกกินสดๆ หรืออาหารที่ไม่ต้องการรสจัดมาก
  • ขิงแก่ รสจะเผ็ดร้อนจัด กลิ่นฉุนกว่า เนื้อจะแข็ง มีกากเยอะ เหมาะกับพวกอาหารที่ต้องการรสชาติขิงชัดๆ ดับคาว

เมื่อวานฉันทำต้มยำกุ้งนี่แหละ ใช้ขิงแก่นะ สะใจดี เผ็ดร้อนถึงใจเลย เออ แล้วขิงอ่อนนี่นึกถึงเมี่ยงคำเลย สดชื่นดี กินกับใบชะพลู อร่อยเฉย

ควรเลือกแบบไหนเหมาะสมกว่า ก็ขึ้นอยู่กับเมนูเลยนะ ถ้าอยากให้มีรสขิงเบาๆ ไม่กลบกลิ่นอื่น ก็ ขิงอ่อน นั่นแหละ แต่ถ้าอยากได้ความเผ็ดร้อน ซ่าๆ ให้หอมไปทั้งจานก็ต้อง ขิงแก่ เท่านั้นแหละ

เมื่อเช้าเพิ่งคิดเลยว่าทำไมขิงแก่ถึงเนื้อแข็งกว่านะ ก็มันแก่แล้วไง เหมือนคนนี่แหละ อายุเยอะก็ต้องแข็งแรง เอ๊ะ หรือคนแก่ต้องนิ่ม เออ ช่างมันเถอะ ฮ่าๆ

สรุปว่า ขิงอ่อน เน้นความสดชื่น กินง่าย ส่วน ขิงแก่ เน้นความเผ็ดร้อน ดับกลิ่นคาว อันนี้ต้องจำไว้ดีๆ เลย ฉันนี่ชอบเอาขิงแก่มาต้มน้ำขิงตอนหน้าหนาวนะ มันอุ่นดีจริงๆ ปีนี้ก็คงทำอีกแหละ

  • ขิงอ่อน

    • สี: ผิวสีขาวอมเหลืองอ่อนๆ
    • กลิ่น: หอมอ่อนๆ
    • สรรพคุณ (ส่วนตัวนะ): น่าจะช่วยลดอาการคลื่นไส้ได้เบาๆ
    • การใช้งาน: หั่นฝอยใส่ยำ, กินกับน้ำพริก, ทำของหวานอย่างบัวลอยน้ำขิง (ถ้าอยากได้รสอ่อนๆ นะ), ผัดผัก
    • เก็บรักษายังไง: ใส่ถุงกระดาษเก็บในตู้เย็นได้นานขึ้นหน่อย
  • ขิงแก่

    • สี: ผิวสีเหลืองเข้มไปจนถึงน้ำตาล มีรอยเหี่ยวย่นชัดเจน
    • กลิ่น: หอมฉุน รสเผ็ดร้อนจัดจ้าน
    • สรรพคุณ (อันนี้จริงเลย): ช่วยขับลมดีมาก ลดอาการท้องอืดท้องเฟ้อได้จริง, บรรเทาอาการหวัด คัดจมูก
    • การใช้งาน: ต้มน้ำขิง, ใส่แกง, หมักเนื้อสัตว์ให้ดับคาว, ใส่ต้มยำ, ทำน้ำจิ้มซีฟู้ด
    • เก็บรักษายังไง: เก็บในที่แห้ง อุณหภูมิห้องก็พอแล้ว หรือจะใส่ตู้เย็นก็ได้นะ แต่ต้องแห้งจริงๆ ไม่งั้นราขึ้นไวมาก