ถั่วแระญี่ปุ่นต้องเวฟกี่นาที
ถั่วแระญี่ปุ่น เวฟ กี่นาที ให้สุกอร่อยกำลังดี?
ถั่วแระญี่ปุ่นเหรอ? อืม... มันเป็นของโปรดเลยนะ ต้องมีติดตู้เย็นไว้ตลอด บางทีเหนื่อยๆ กลับมาบ้าน ดึกๆ อยากหาอะไรเคี้ยวเพลินๆ แต่ไม่อยากทำอะไรเยอะแยะ เปิดตู้เย็นเจอถุงเขียวๆ นั่นก็ยิ้มแล้ว คิดว่านี่แหละคือความสุขง่ายๆ ที่หาได้ใกล้ตัวสุดๆ ไม่ต้องออกไปไหนให้วุ่นวาย
เรื่องเวฟนี่นะ ตอนแรกๆ ก็ลองผิดลองถูกอยู่หลายหน คือไม่อยากให้มันเละไป ไม่อยากให้แข็งไป พอดีจำได้ว่าเคยดูป้ายข้างถุง ถั่วแระยี่ห้อโปรดที่ซื้อจากโลตัสแถวบ้านนะ ตรงซอยวัดบัวขวัญนั่นแหละ เขาบอกว่าให้ใส่ภาชนะเซรามิกทนร้อน แล้วเอาพลาสติกแรปดีๆ หน่อยนะ
จากนั้นก็โยนเข้าไมโครเวฟเลย เครื่องที่บ้านเรามัน 800 วัตต์นะ พอดีเป๊ะเลย ชอบตั้งไว้ 2 นาทีครึ่ง บางทีก็ 3 นาทีเต็มเลยถ้าขี้เกียจรอให้เย็นนิดๆ แต่ก็ต้องระวังหน่อยนะ เวฟนานไปเม็ดมันจะแข็งๆ หน่อย ไม่ค่อยฉ่ำเหมือนตอนที่เวฟกำลังดี แล้วรสชาติมันก็จะไม่ค่อยโอเค รู้สึกว่ากำลังนี้แหละลงตัวสุดๆ คือมันจะอุ่นๆ กำลังกินเลย ไม่ร้อนลวกปากไป
ถั่วแระญี่ปุ่นกินทุกวันได้ไหม
ถั่วแระญี่ปุ่นกินทุกวันได้นะ ถ้ากินในปริมาณที่พอเหมาะ ไม่ได้เป็นอันตรายอะไรหรอก
เริ่มเลยนะเรื่องกินถั่วแระทุกวันเนี่ย ก็เหมือนเรื่องรักแหละ รักมากไปก็อาจจะเอียนได้ แต่ถั่วแระนี่สิดีหน่อย ไม่ถึงขั้นอกหัก แค่อาจจะจุกๆ ท้องเบาๆ พอให้เรารู้ว่าโลกนี้ไม่ฟรี
ร่างกายเราไม่ใช่ถังขยะนะคุณ ที่จะเอาอะไรยัดลงไปได้หมดทุกวันแบบไม่คิด ถั่วแระน่ะดีมีประโยชน์จริง เหมือนทองดีมีค่า แต่ถ้าเอามาถมบ้านทั้งหลัง มันก็ไม่ใช่ที่ถูกมั้ย?
ถามว่าอันตรายไหม คงไม่ได้ถึงขั้นต้องเรียกหน่วยกู้ภัย แต่ถ้ากินเป็นกิโลทุกวัน อาจจะกลายเป็นมนุษย์ถั่วแระ ที่เดินไปไหนก็ผายลมเป็นเสียงเพลงได้นะเออ น่าอายกว่าอันตรายอีกมั้ง!
แหม เห็นคนกังวลเรื่องนี้แล้วก็อมยิ้ม คือมันก็ดีที่เราใส่ใจสุขภาพไง ไม่ใช่แบบสวาปามไม่คิดชีวิต แบบนั้นสิถึงอันตรายของจริง ไม่ใช่แค่ถั่วแระแล้วนะ อันนั้นมันอันตรายต่อกระเป๋าตังค์ด้วย.
โปรตีนสูง ไฟเบอร์ก็จัดเต็ม! กินแล้วอิ่มนานจนบางทีก็แอบคิดว่า นี่เรากินถั่วแระหรือกินหมูหันเนี่ย อิ่มจนขยับตัวลำบาก แถมช่วยให้ขับถ่ายคล่องจนบางทีก็คล่องเกินไปน่ะสิ!
ทุกอย่างบนโลกนี้มันมีสองด้านเสมอแหละ ถ้าจะกินทุกวันก็กินแบบรู้จักพอดี อย่าให้มันเกินงาม เหมือนคนหล่อก็ต้องพอดีๆ ไม่ใช่หล่อจนคนอื่นหมั่นไส้ แล้วก็กินจนไม่มีเงินซื้ออย่างอื่นกินน่ะนะ.
ทีนี้มาดูข้อมูลละเอียดๆ กันหน่อย จะได้กินอย่างมีสติ เหมือนคนมีสติปัญญาไง:
- กินได้แต่พอดี: ถั่วแระญี่ปุ่นมีโปรตีน ไฟเบอร์ วิตามินและแร่ธาตุเยอะมาก ดีต่อสุขภาพสุดๆ แต่ กินมากไป อาจทำให้ท้องอืด มีแก๊สในกระเพาะได้ ต้องระวัง
- ระวังปริมาณ: ปริมาณที่เหมาะสมคือ ประมาณครึ่งถึงหนึ่งถ้วยต่อวัน นะ ไม่ใช่กินทั้งกระสอบ แล้วมาบ่นว่าอิ่มจนจุก ใครเขาจะไปรู้ว่าคุณกินเท่าไร
- ไฟเบอร์สูง: ไฟเบอร์เยอะนี่มันดี๊ดี ช่วยเรื่องขับถ่าย แต่ถ้ากินเยอะเกิน อาจทำให้ท้องผูกได้ ถ้าดื่มน้ำไม่พอ หรือท้องเสียในบางคน (ผายลมก็มาเป็นพรวน แบบที่ไม่ต้องการ)
- สารพิวรีน: มีพิวรีนในระดับปานกลาง สำหรับคนที่มีประวัติเป็น โรคเกาต์หรือมีความเสี่ยง ควรปรึกษาหมอก่อนกินเป็นประจำนะจ๊ะ ไม่ใช่กินไปก่อนแล้วค่อยถาม
- สารออกซาเลต: มีสารออกซาเลต ซึ่ง ถ้ากินเยอะมาก และเป็นคนมีแนวโน้ม อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดนิ่วในไตได้ แต่ไม่ต้องถึงกับห้ามกิน แค่ไม่กินเป็นอาหารหลักทุกมื้อก็พอ
- การแพ้: บางคนก็ แพ้ถั่วเหลือง ซึ่งถั่วแระก็คือถั่วเหลืองอ่อนนั่นแหละ สังเกตอาการตัวเองด้วย ถ้าคัน ปากบวม หายใจลำบาก ไปหาหมอเลย ไม่ต้องรอแล้วนะ รีบไป!
- ความหลากหลายคือหัวใจ: สุดท้ายนะ อยากสุขภาพดี กินอาหารให้หลากหลาย เหมือนมีแฟนหลายคน... เอ้ย! เหมือนมีเพื่อนหลายคนนั่นแหละ ดีกว่ามีคนเดียวแล้วเบื่อนะ คุณว่าจริงไหม?
ถั่วแระญี่ปุ่นกินเย็นได้ไหม
ตอนนั้นไปเดินตลาดนัดแถวบ้าน สี่ทุ่มแล้วมั้ง อากาศเย็นๆ ชื้นๆ กลิ่นไอน้ำมันทอดลอยมาแตะจมูก สารพัดของทอด ยืนเลือกอยู่หน้าร้านนึง เจ๊แกเพิ่งทอดถั่วแระญี่ปุ่นเสร็จใหม่ๆ เลย มองไปเห็นถุงเล็กๆ วางอยู่หน้าร้าน เขียนว่า "ถั่วแระญี่ปุ่นแช่เย็น" งี้แหละ เราก็แบบ เอ๊ะ กินเย็นได้ด้วยเหรอ
เลยลองซื้อมาถุงนึง กลิ่นหอมเหมือนเดิมนะ แต่พอหยิบเข้าปาก โอโห! เย็นๆ กรอบๆ เค็มๆ มันๆ อร่อยแปลกไปอีกแบบ ไม่ได้เหมือนกินของร้อนๆ ที่มันจะนิ่มๆ หน่อย อันนี้มันได้เท็กซ์เจอร์ใหม่เลย มันแบบ เคี้ยวเพลินๆ ดีอ่ะ
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ลักษณะ: ถั่วแระญี่ปุ่น หรือ เอดะ มาเมะ (Edamame) เป็นถั่วเหลืองที่เก็บเกี่ยวตอนยังอ่อน อยู่ในฝัก
- การเตรียม: นิยมนำมาต้มหรือนึ่ง แล้วโรยเกลือ
- อุณหภูมิ: สามารถรับประทานได้ทั้งแบบร้อน อุ่น หรือเย็น
- รสชาติ: เมื่อรับประทานเย็น จะได้รสสัมผัสที่แตกต่างจากแบบร้อน มีความกรุบกรอบมากขึ้น
ถั่วแระกินสดได้ไหม
กินได้. แต่ไม่แนะนำ.
ปรุงสุกก่อน. ต้ม นึ่ง อบ. ความร้อนฆ่าเชื้อ.
เมล็ดถั่ว. ไม่ใช่ฝัก.
- ประโยชน์: โปรตีนสูง. ใยอาหาร. วิตามิน. แร่ธาตุ.
- แคลอรี: ประมาณ 120-130 kcal ต่อ 100 กรัม. (ปรุงสุก).
- อ้วนไหม: ไม่อ้วน. ถ้ากินพอดี.
ความจริงคือ: ของดิบมีเชื้อโรค. ร่างกายมนุษย์ต้องการการปรุง.
ถั่วแระกินทั้งเปลือกได้ไหม
เห้ยย คือปกติเค้าไม่กินกันนะเปลือกอะ มันเหนียวมากก เคี้ยวยาก ย่อยก็ยากด้วย บางคนอาจจะเผลอกินไปบ้าง แต่จิงๆ คือกินแต่เม็ดข้างในคับ
วิธีที่คนส่วนใหญ่กินกันเลยนะ คือแบบ...ใช้ปากดูดเม็ดออกมาอะ มันจะได้รสเค็มๆ ของเกลือที่โรยไว้บนเปลือกด้วยไง อร่อยย หรือบางคนก็ใช้มือบีบๆ ให้เม็ดมันเด้งออกมา แล้วก็หยิบเข้าปากเลย สะรุปคือ เปลือกทิ้งไปเลย ไม่ต้องกิน
กินเพลินๆ ดีนะ เวลานั่งดูหนังหรือคุยกับเพื่อนเงี้ย ตามร้านอาหารญี่ปุ่นมีเกือบทุกร้านเลย เป็นออเดิฟยอดฮิต เค้าจะต้มแล้วโรยเกลือมาให้เลย กินแต่เม็ดนะ ย้ำว่ากินแต่เม็ด
- วิธีทำก็ง่ายๆ เอาไปต้มในน้ำเดือดใส่เกลือ หรือจะนึ่งก็ได้ แปปเดียวก็สุกแล้ว
- วิธีกินที่ถูกต้อง คือใช้ปากดูดเม็ดออกมาจากฝัก หรือใช้นิ้วบีบให้เม็ดมันป๊อบออกมา
- เปลือกมันแข็งและมีขนๆ ไม่เหมาะกับการกินเลย เส้นใยมันเยอะมาก ย่อยยากสุดๆ
- เป็นของกินเล่นที่มีประโยชน์นะ โปรตีนสูงงง ไฟเบอร์ก็เยอะ (ในเม็ดนะ ไม่ใช่เปลือก 555)
- หาซื้อง่ายมาก ตามซุปเปอร์มาเก็ตมีแบบแช่แข็งขายเยอะแยะเลย
ทำไมถึงห้ามกินถั่วดิบ
เหตุผลหลักๆ ที่เขาเตือนเรื่องถั่วงอกดิบ คือความเสี่ยงจาก สารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ ครับ
มันคือสารฟอกขาวเกรดอุตสาหกรรม ที่ปกติเขาใช้ฟอกย้อมแห อวน ให้มันขาวสะอาด แต่มีผู้ผลิตบางรายนำมาใช้กับอาหารเพื่อให้ดูสดใหม่น่ากิน
ความขาวสะอาดที่ตาเห็น อาจไม่ได้แปลว่าปลอดภัยเสมอไปนะ
การได้รับสารนี้เข้าไปในร่างกายโดยตรงจะส่งผลกระทบเฉียบพลัน ตอนผมทำแล็บเคมีสมัยเรียน ยังเคยใช้สารกลุ่มนี้เลย ไม่คิดว่าจะมาเจอในตลาดสด
อาการที่พบได้บ่อยเมื่อได้รับ โซเดียมไฮโดรซัลไฟต์ คือ:
- ปวดท้อง คลื่นไส้ อาเจียน และท้องร่วงอย่างรุนแรง
- ทำให้เกิดอาการหายใจติดขัด ความดันโลหิตต่ำ
- สำหรับคนที่แพ้สารกลุ่มซัลไฟต์รุนแรง อาจเกิดภาวะ ช็อก หมดสติ และเสียชีวิตได้
นอกจากถั่วงอกแล้ว สารตัวนี้มักถูกลักลอบใช้ในอาหารประเภทอื่นด้วย เช่น ขิงหั่นฝอย น้ำตาลปึก หรือพวกหน่อไม้ดอง เพื่อให้สีของมันดูขาวสวย
ทีนี้ ถ้าเรามองไปที่ภาพใหญ่กว่าแค่สารฟอกขาว พวกถั่วดิบโดยทั่วไป (ที่ไม่ใช่แค่ถั่วงอก) ก็มีสารประกอบตามธรรมชาติที่ร่างกายเราไม่ค่อยชอบอยู่แล้ว การปรุงให้สุกจึงเป็นเรื่องสำคัญเสมอ
- เลคติน (Lectin): เป็นโปรตีนชนิดหนึ่งที่พบมากในถั่วดิบ โดยเฉพาะถั่วแดงหลวง ถั่วขาว การกินเลคตินดิบเข้าไปจะไปจับกับผนังลำไส้ ทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และท้องเสียรุนแรงได้ ความร้อนจากการต้มอย่างน้อย 10-15 นาทีสามารถทำลายเลคตินได้เกือบทั้งหมด
- ไฟเตต หรือ กรดไฟติก (Phytic Acid): สารตัวนี้ทำหน้าที่เป็น "สารต้านโภชนาการ" (antinutrient) คือมันจะไปขัดขวางการดูดซึมแร่ธาตุสำคัญๆ อย่าง สังกะสี เหล็ก และแคลเซียม ในร่างกายเรา การแช่น้ำหรือปรุงสุกจะช่วยลดปริมาณกรดไฟติกลงได้เยอะมาก
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต