ปลาทูหอมเก็บยังไง
ปลาทูหอมควรเก็บรักษายังไงให้สดนานและยังหอมอร่อย?
จะว่าไปนะเรื่องปลาทูหอมนี่มันเป็นอะไรที่ชวนปวดหัวตั้งแต่ซื้อเลยล่ะ บางทีก็งงๆ ว่าปลาทูหอมจริงๆ มันต้องหอมแบบไหนถึงจะใช่ จำได้ว่าตอนไปตลาดบางน้ำผึ้งเมื่อปลายปีที่แล้ว เห็นแผงนึงตัวใหญ่เชียว แม่ค้าก็เชียร์จังบอกว่านี่แหละของดี เราก็เลยจัดมาสองตัว กะว่าจะเอามาทอดกินกับข้าวสวยร้อนๆ ให้ชื่นใจ
พอเอากลับบ้านมานะ สิ่งแรกที่คิดเลยคือทำยังไงให้มันอยู่ได้นานๆ เพราะกลิ่นมันจะไปเร็วมากถ้าไม่ดูแล ตอนนั้นฉันลองเอาทิชชูซับๆ แล้วก็ห่อด้วยฟิล์มถนอมอาหารแน่นๆ ยัดใส่ช่องฟรีซเลยนะ คิดว่าคงจะดี แต่ปรากฏว่าพอจะเอามาทอด กลิ่นมันก็ยังไม่เป๊ะเหมือนตอนแรกๆ ที่ซื้อมาอยู่ดีนั่นแหละ มันหอมนะแต่รู้สึกว่ามันไม่ฉ่ำเหมือนกัน
จริงๆ แล้ว เคยมีป้าข้างบ้านแกเคยสอนไว้ ว่าถ้าอยากให้ปลาทูหอมมันคงความหอมแบบที่เราชอบนะ มันต้องล้างให้สะอาดเลย ซับน้ำให้แห้งสนิท แล้วเอาเกลือทะเลโรยบางๆ คลุกเบาๆ ห่อกระดาษหนังสือพิมพ์หลายชั้นก่อนใส่ถุงซิปล็อกไล่อากาศแล้วแช่แข็งเลยนะ ทำแบบนี้วันที่ 15 มกราคมที่ผ่านมา ฉันลองกับปลาทูอีกชุดที่ได้มาจากตลาดอ่างศิลา เออ มันดีขึ้นจริงๆ นะ กลิ่นมันยังชัดเจนกว่าเดิมมากๆ
แต่ถ้ามาถึงเรื่องที่ว่าไม่มีตู้เย็นเนี่ย อันนี้อีกเรื่องเลยนะ ปกติแล้วปลาทูเค็มนะ สมัยก่อนที่บ้านฉันก็ไม่ค่อยมีตู้เย็นหรอก ตอนนั้นประมาณช่วงปี 2540 กว่าๆ ที่บ้านต่างจังหวัดยังใช้ลังน้ำแข็งอยู่เลยมั้ง นั่นแหละปลาทูเค็มจะถูกเก็บอีกแบบ ไม่ต้องกลัวมันเน่ามากเท่าปลาทูหอมสดๆ
วิธีของยายฉันนะ สมัยนั้น แกจะเอาปลาทูเค็มไปล้างน้ำให้สะอาด ซับให้แห้ง เอาเกลือทาอีกรอบให้ทั่วตัว แล้วผึ่งลมในที่ร่ม อากาศถ่ายเทดีๆ บางทีก็แขวนไว้ในครัวใต้ชายคาที่ลมโกรกตลอดวัน ต้องระวังพวกแมลงวันด้วยนะ ใช้ผ้าขาวบางคลุม ไม่ก็มุ้งครอบ มันก็อยู่ได้หลายวันเลยนะ ฉันจำได้ว่ามีตัวนึงอยู่ได้เกือบอาทิตย์ก็ไม่เสีย แถมกลิ่นก็ยังหอมฉุยดีมาก
จะว่าไปแล้วนะ เรื่องพวกนี้มันก็อยู่ที่ว่าเราเข้าใจธรรมชาติของมันแค่ไหนด้วยแหละเนอะ คือมันไม่ใช่แค่วิธีเก็บอย่างเดียวหรอก แต่ความใส่ใจนี่สิสำคัญที่สุด อย่างปลาทูหอมตัวละเจ็ดสิบห้าบาทที่ซื้อมาจากตลาดเพลินวานเมื่อเดือนที่แล้ว ถ้าเราเก็บดีๆ ก็ยังได้กินอร่อยๆ อีกนาน ไม่ต้องเสียของไปเปล่าๆ เลย
ปลาทูเสียดูยังไง?
เวลาดูว่าปลาทูเสียยังไงเนี่ย คราบเหนียว เป็นจุดแรกๆ ที่เราจะสัมผัสได้เลยนะ ถ้าเจอคราบเหนียวๆ แล้วมีกลิ่นแปลกๆ ติดมาด้วยนี่ค่อนข้างชัวร์เลยว่าน้องปลาทูไม่ไหวแล้วล่ะ แต่ถ้าเป็นคราบเหนียวแบบใสๆ ติดมือเวลาจับปลาทูนึ่ง อันนั้นก็เป็นสัญญาณว่าปลาทูนึ่งตัวนั้น ไม่สดใหม่เท่าที่ควร นั่นเอง บางทีเรื่องความสดใหม่มันก็ละเอียดอ่อนนะ ต้องสังเกตกันดีๆ
จริงๆ แล้วการจะวิเคราะห์ว่าปลาทูเสียไหม มันไม่ใช่แค่ดูเรื่องคราบเหนียวอย่างเดียวหรอก มีหลายปัจจัยต้องดูรวมๆ กัน เหมือนการตรวจสอบอะไรบางอย่างเลยใช่ป่ะ เราต้องพิจารณาหลายๆ มุมนะ
วิธีสังเกตว่าปลาทูเสียหรือไม่สด (ปี 2567)
- ตาปลา: ต้อง ใสปิ๊ง ไม่ขุ่น ไม่ยุบ เข้าไปเลย ถ้าตาฝ้าๆ เหมือนคนไม่ได้นอน หรือยุบๆ นี่คือไม่ดีแล้ว
- เหงือก: สีต้อง แดงสด นะ ถ้าออกเทาๆ คล้ำๆ หรือมีเมือกเยอะๆ นี่ก็เริ่มมีปัญหาแล้ว
- กลิ่น: อันนี้สำคัญมาก กลิ่นปลาสดมันจะเฉพาะตัว ไม่คาวโดดๆ แบบฉุนจนแสบจมูก ถ้าได้กลิ่นเปรี้ยว กลิ่นแอมโมเนีย หรือกลิ่นเหม็นเน่า ก็คือ เสียแน่นอน
- เนื้อปลา: สัมผัสต้อง แน่น เด้ง กดแล้วไม่บุ๋มค้างไว้ ถ้าเนื้อนิ่มยวบยาบ กดแล้วเป็นรอยนี่ก็สัญญาณอันตรายแล้วนะ
- สีของปลา: ตัวปลาทูสดๆ สีจะ เงา เป็นประกาย ไม่หมองคล้ำ ถ้าเห็นสีซีดๆ หรือมีรอยด่างดำแปลกๆ ก็ไม่ควรเสี่ยงเอามาทำอาหารนะ
คนเราก็เหมือนกันนะ บางทีแค่ภายนอกอาจจะบอกอะไรไม่ได้ทั้งหมด แต่บางจุดมันก็เป็นสัญญาณที่ชัดเจนมากๆ การสังเกตและวิเคราะห์แบบองค์รวมนี่แหละคือการเรียนรู้ที่ดีเลย.
เนื้อปลาเน่าดูยังไง?
บางที...ดึกๆ แบบนี้ ก็มานั่งนึกถึงเรื่องง่ายๆ ที่เราเคยลืมไป... เรื่องปลาเน่า...มันดูง่ายนะ แต่ก็พลาดกันบ่อย
ปลาที่มันดี...มันจะดูมีชีวิตชีวา...ถึงแม้มันจะไม่หายใจแล้วก็ตาม
ตาของมัน...ต้องใสกิ๊งเลยนะ ไม่ขุ่นมัว ไม่ใช่ตาที่ลึกลงไปในเบ้า เปิดเหงือกดูสิ...มันต้องเป็นสีแดงสด หรือชมพูสดๆ ไม่ใช่สีคล้ำๆ ซีดๆ แล้วก็เนื้อ...เนื้อต้องแน่น...กดแล้วมันต้องเด้งกลับมา ไม่ใช่บุ๋มลงไปเลย อันนั้นคือไม่ไหวแล้ว
กลิ่น...มันสำคัญที่สุดเลย กลิ่นมันต้องเป็นกลิ่นทะเล...ไม่ใช่กลิ่นเหม็นเน่า หรือกลิ่นแอมโมเนียแปลกๆ ผิวก็เหมือนกัน...ต้องเป็นเงาๆ ชุ่มชื้น ไม่ใช่แห้งๆ หรือมีเมือกลื่นๆ เคลือบอยู่
มันก็แค่นี้แหละ...เรื่องง่ายๆ แต่บางทีเราก็รีบเกินไปจนลืมดู
วิธีดูปลาสด คือ ตาต้องใส เหงือกต้องเป็นสีแดงสด ผิวหนังต้องมันวาวเป็นประกาย เกล็ดปลาต้องติดกับหนังแน่น ไม่หลุดร่อนง่าย เนื้อปลาเมื่อกดดูต้องแน่นและยืดหยุ่นดีดกลับมา ไม่มีรอยบุ๋ม กลิ่นเหมือนน้ำทะเลจางๆ
สัญญาณของเนื้อปลาเน่า คือ ตาจะขุ่นมัวและยุบตัวลงไป เหงือกมีสีซีดหรือน้ำตาลคล้ำ มีเมือกลื่นๆ ปกคลุมทั่วตัว เนื้อปลาจะนิ่มเละ กดแล้วเป็นรอยบุ๋มค้างอยู่ และที่ชัดที่สุดคือ มีกลิ่นเหม็นเน่ารุนแรง
ปลาที่แล่มาแล้วหรือปลาแช่แข็ง ให้ดูที่สีของเนื้อปลาเป็นหลัก เนื้อต้องไม่เป็นสีเหลืองคล้ำหรือมีรอยช้ำสีแปลกๆ และต้องไม่มีกลิ่นผิดปกติออกมาจากบรรจุภัณฑ์
เนื้อสัตว์ที่เน่าเสียมีลักษณะอย่างไร?
เนื้อเน่าเสียเนี่ย มันจะมี กลิ่นเหม็น ฉุนๆ แบบบอกไม่ถูกเลยอ่ะ แล้วก็ สีเปลี่ยน จากสีสดๆ กลายเป็นสีเข้มๆ หรือมีเมือกๆ ด้วยนะ บางทีก็ เหนียวๆ ไม่เหมือนเนื้อสดเลย แล้วก็ รสชาติ นี่ไม่ต้องพูดถึง แย่มากเลย
ลักษณะเนื้อเน่าเสียที่เจอได้บ่อยๆ
- กลิ่น: จะมีกลิ่นเหม็นเปรี้ยวๆ ฉุนๆ หรือกลิ่นเหมือนแก๊ส
- สี: สีเนื้อจะเปลี่ยนไป จากแดงสด กลายเป็นเทาคล้ำ หรือมีจุดเขียวๆ ดำๆ
- เนื้อสัมผัส: เนื้อจะเริ่มนุ่ม ยุ่ยๆ หรือบางทีก็เหนียวๆ ลื่นๆ มีเมือก
- รสชาติ: รสชาติจะแย่ลง กินไม่ได้เลย
ทำไมเนื้อถึงเน่าเสีย?
หลักๆ เลยก็มาจาก จุลินทรีย์ พวกแบคทีเรียนี่แหละ ที่มันเจริญเติบโตบนเนื้อ แล้วก็สร้างของเสียออกมา ทำให้เนื้อเสียไง
ข้อมูลเพิ่มเติม
- จุลินทรีย์ มันชอบสภาพแวดล้อมที่อบอุ่น ชื้น และมีสารอาหารเยอะๆ อย่างเนื้อสัตว์นี่แหละ
- การเก็บรักษา ที่ไม่ถูกต้อง เช่น ทิ้งไว้นอกตู้เย็นนานๆ จะยิ่งเร่งให้จุลินทรีย์พวกนี้โตเร็วขึ้น
- การสังเกต อาการผิดปกติต่างๆ เป็นสิ่งสำคัญมาก เพื่อจะได้ไม่เผลอกินเนื้อที่เน่าเสียเข้าไป
เนื้อแช่แข็ง ละลายกี่นาที?
โอ๊ยยยย เมื่อเช้านี้แหละ อยากทำสเต็กเนื้อซี่โครงชิ้นใหญ่ให้แฟนกินในวันหยุด ดันลืมเอาเนื้อออกจากช่องฟรีซไปแช่ตู้เย็นตั้งแต่เมื่อคืน โคตรเซ็งเลย! เนื้อวัวชิ้นใหญ่เลยนะ เกือบสองกิโลได้มั้ง เห็นแล้วอยากจะกรี๊ดดดดด นี่มันจะเที่ยงแล้วนะ จะทันกินมื้อกลางวันไหมเนี่ย
เลยต้องรีบจัดการเอาเนื้อมาแช่น้ำเย็นทันที คือต้องใช้น้ำเย็นนะ สำคัญมาก เคยลองใช้น้ำอุ่นแล้วเละเทะไปหมด เนื้อเสียรสชาติ แย่เลย
เนื้อสัตว์แพ็คเล็กๆ อย่างหมูสับ 500 กรัม หรือกุ้งแช่แข็งที่ฉันซื้อมาประจำน่ะ ประมาณ 1 ชั่วโมงก็พอแล้ว เคยทำบ่อยๆ สบายๆ เลย แต่กับเนื้อชิ้นใหญ่ขนาดนี้สิ คือแบบ โห นานจริง
ถ้าเป็นเนื้อชิ้นใหญ่ 1-2 กิโลกรัมเนี่ยนะ ต้องใช้เวลา 2-3 ชั่วโมงเลย โอ้โห เห็นละท้อเลยวันนี้ กว่าจะได้กิน คงบ่ายโมงบ่ายสอง นั่งมองมันละลายไปเรื่อยๆ คือทรมานมาก
ถ้าเป็นไก่หรือเป็ดทั้งตัว อันนี้ก็นานกว่าอีกหน่อย ทุกๆ 500 กรัม ประมาณ 30 นาทีอะ อย่างไก่บ้านตัวใหญ่ๆ ก็ต้องอดทนรอไปอีก แต่ของฉันมันเนื้อวัวชิ้นเดียวก็ปาไปหลายชั่วโมงแล้ว
นี่ฉันต้องเปลี่ยนน้ำเย็นบ่อยๆ ด้วยนะ ไม่งั้นน้ำจะอุ่น เนื้อก็ละลายช้าอีก รู้สึกเหมือนกำลังแข่งกับเวลาอยู่เลย ลุ้นระทึกมาก
- เนื้อสัตว์และอาหารทะเลชิ้นเล็ก 500 กรัม ใช้เวลา ไม่เกิน 1 ชั่วโมง
- เนื้อชิ้นใหญ่ 1-2 กิโลกรัม ใช้เวลา 2-3 ชั่วโมง
- ไก่หรือเป็ดทั้งตัว ทุกๆ 500 กรัม ใช้เวลา ประมาณ 30 นาที
ข้อควรรู้เพิ่มเติม
- เปลี่ยนน้ำเย็นทุกๆ 30 นาที น้ำที่อุ่นขึ้นจะทำให้กระบวนการละลายช้าลงและอาจเกิดแบคทีเรีย
- บรรจุเนื้อในถุงพลาสติกปิดสนิท เพื่อป้องกันไม่ให้น้ำเข้าไปสัมผัสเนื้อโดยตรง
- ห้ามละลายเนื้อในน้ำอุ่นหรือน้ำร้อนเด็ดขาด เพราะจะทำให้เนื้อเสียคุณภาพและเพิ่มความเสี่ยงจากการเติบโตของแบคทีเรีย
- เนื้อที่ละลายแล้วควรนำไปปรุงทันที หรือเก็บในตู้เย็นไม่เกิน 1-2 วัน
- หลีกเลี่ยงการนำเนื้อที่ละลายแล้วกลับไปแช่แข็งซ้ำ หากไม่ได้ปรุงทันที
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต