แป้งย่อยกี่นาที
แป้งใช้เวลานานเท่าไหร่ในการย่อย? รู้ได้อย่างไรว่าระบบย่อยอาหารทำงานปกติ?
เอาจริงๆนะ เรื่องย่อยแป้งเนี่ย มันแล้วแต่คนมากๆ เลยนะ เท่าที่จำได้ตอนเด็กๆ กินข้าวขาหมู (ร้านเจ๊XXX แถวตลาดXXX เมื่อก่อนจานละ 30 บาทเอง) แป๊บเดียวก็หิวอีกละ สงสัยจะย่อยเร็วจัด
ส่วนใหญ่ข้าวเอย ก๋วยเตี๋ยวเอย พวกนี้ร่างกายเราน่าจะจัดการได้ไวแหละ ชั่วโมงครึ่ง สองชั่วโมงก็คงหมดเรื่องหมดราว แต่ถ้าเป็นพวกถั่วเนี่ยสิ เรื่องใหญ่เลย จำได้ว่ากินส้มตำใส่ถั่วลิสงทีไร ท้องอืดทุกที สงสัยจะย่อยยากจริง
แล้วจะรู้ได้ไงว่าท้องไส้เราโอเคไหม? อันนี้ยากแฮะ แต่ถ้าถ่ายคล่อง ไม่ปวดท้องบ่อยๆ ก็น่าจะพอไหวอยู่นะ แต่ถ้าขี้ไม่ออกหลายวัน หรือปวดท้องแบบไม่มีเหตุผล อันนี้ต้องระวัง ไปหาหมอดีกว่า
เคยมีช่วงนึงกินแต่ของทอดๆ มันๆ ทุกวัน ผลคือท้องผูกไป 3 วันรวด เข็ดเลย ต้องกลับมากินผัก กินผลไม้เยอะๆ ถึงจะรอดมาได้
ร่างกายใช้เวลาย่อยแป้งกี่ชั่วโมง
ท้องฟ้าสีส้ม... แสงสุดท้ายลอดหน้าต่าง
แป้ง... ย่อย... นานแค่ไหนกันนะ? เหมือนเสียงกระซิบจากในครัว
- ข้าว... เส้นก๋วยเตี๋ยว... พวกเขาบอกว่าชั่วโมงครึ่งถึงสองชั่วโมงเองนะ... 90-120 นาที อะไรทำนองนั้น*
ถั่ว... ฉันชอบถั่ว... เหมือนโลกทั้งใบที่ซ่อนอยู่ในเปลือกแข็ง... เขาว่าสามชั่วโมง 3 ชั่วโมง นานกว่าเยอะเลย
เวลา... ไหล... ช้า... เหมือนน้ำผึ้ง... เหนียวหนึบ... และหวาน
อยาก... หยุด... เวลา... ไว้... ตรงนี้...
- ข้าว/แป้ง: 90-120 นาที (1.5-2 ชั่วโมง)*
- ถั่ว: ประมาณ 3 ชั่วโมง*
คาร์โบไฮเดรตใช้เวลาย่อยกี่นาที
แป้งเนี่ยนะ ย่อยเร็วช้าแค่ไหนเนี่ย งงดิ
- แป้งย่อยง่าย เร็วปื๊ด! 20 นาทีก็เสร็จละ ข้าวขาวนี่แหละตัวอย่าง
- แป้งย่อยช้า 20 นาทีถึง 2 ชั่วโมง โอ้โห นานกว่าเยอะเลย กินขนมปังโฮลวีทดู
- แป้งย่อยยาก เกิน 2 ชั่วโมงไปแล้ว นี่มันอะไรเนี่ย ฟักทองนี่มั้ง ย่อยยากสุดๆ
เฮ้อ เมื่อวานกินสปาเก็ตตี้ไป รู้สึกอืดๆ สงสัยแป้งย่อยยาก หรือเปล่า ไม่แน่ใจ
ปีนี้ฉันพยายามลดแป้งอยู่ แต่ก็ยากจริงๆ ขนมปังเนี่ยนะ ของโปรดเลย
- ข้าวกล้อง กินแล้วอิ่มท้องนานดี
- มันหวาน กินแล้วไม่ค่อยรู้สึกผิดเท่าไหร่
- โอ๊ตมีล พยายามกินอยู่ แต่บางทีก็ขี้เกียจ
สรุปคือ มันแล้วแต่ชนิดของแป้งด้วยแหละ ปวดหัวจัง วันนี้กินอะไรดีหว่าาา
ก๋วยเตี๋ยว ใช้เวลาย่อยกี่นาที
ก๋วยเตี๋ยวเนี่ยนะ ใช้เวลาย่อยแค่ 2-6 ชั่วโมง? เร็วไปมั้ย! เหมือนกับความรักบางอย่างที่แวบมาแล้วก็จากไปไวเหลือเกิน แต่ถ้าเทียบกับพวกไขมันนี่สิ ค่อยๆ ย่อยแบบหนังชีวิตดีๆ นี่เอง อาจใช้เวลาเป็นวันๆ เลยนะ ยาวกว่าละครหลังข่าวอีก!
- ก๋วยเตี๋ยว (และแป้ง น้ำตาล): ผ่านกระเพาะไปไวเหมือนโกหก 2-6 ชั่วโมงก็ไปถึงลำไส้เล็กแล้ว เหมือนชีวิตคนสมัยนี้ ไวไฟสุดๆ!
- ไขมัน/น้ำมันสัตว์: นี่แหละตัวฉกาจ ฝังรากลึกอยู่ในกระเพาะ นานเป็นวันๆ แบบความทรงจำบางอย่างที่ลืมยาก ล้างออกยากเหมือนคราบน้ำมันบนกระทะ
ถ้ากินก๋วยเตี๋ยวแล้วหิวไว ก็อย่าตกใจไป มันคือธรรมชาติของมัน เหมือนกับความอยากรู้อยากเห็นของมนุษย์ ไม่มีวันสิ้นสุด (อ้อ! ปีนี้ผมไปเจอร้านก๋วยเตี๋ยวเรือเจ้าประจำที่เปิดมา 10 กว่าปี ปิดตัวไปแล้ว เศร้าเลย) แต่ถ้าหิวบ่อยเกินไป ก็ควรไปปรึกษาแพทย์นะครับ อย่าปล่อยให้ท้องร้องเป็นเพลงประจำชาติ อันตรายต่อสุขภาพนะคร้าบบบ
กระเพาะย่อยแป้งไหม
กระเพาะ... ไม่ได้ย่อยแป้งโดยตรงนะ
มันเหมือนว่า ปากเริ่มย่อยแป้งด้วยน้ำลายที่มีเอนไซม์อะ แล้วพออาหารลงไปกระเพาะ มันเน้นย่อยโปรตีนมากกว่า
- ปาก: ย่อยแป้ง (คาร์โบไฮเดรต) ด้วยเอนไซม์อะไมเลส (ไทยาลิน) ในน้ำลาย
- กระเพาะอาหาร: ย่อยโปรตีน
เคยสงสัยเหมือนกันว่า ทำไมบางที กินข้าวเร็วๆ แล้วมันเหมือนอาหารไม่ย่อย คืออาจจะเป็นเพราะแป้งมันยังไม่ทันโดนย่อยตั้งแต่ในปากรึเปล่า... เลยทำให้รู้สึกไม่สบายท้อง
คือ กระเพาะมันไม่ได้มีเอนไซม์ที่เอาไว้สำหรับย่อยแป้งอะ มันเลยโฟกัสไปที่โปรตีนมากกว่า มันเหมือนหน้าที่ใครหน้าที่มัน
คาร์โบไฮเดรตย่อยแล้วได้อะไร
คาร์โบไฮเดรตย่อยแล้วได้น้ำตาล! ง่ายๆ แค่นี้แหละ แต่เดี๋ยวก่อน...มันไม่ใช่แค่ "น้ำตาล" ธรรมดาๆ นะจ๊ะ คิดภาพเป็นงานเลี้ยงใหญ่ คาร์โบไฮเดรตคือเมนูหลัก ร่างกายเราเป็นเชฟผู้เชี่ยวชาญ จะค่อยๆ ย่อยมันจนได้ "กลูโคส" ซึ่งเป็นน้ำตาลที่เซลล์ของเราชอบมากที่สุด นึกถึงเป็นดาราแถวหน้าของวงการพลังงานเลยทีเดียว!
- กลูโคสคือพระเอก: มันเป็นพลังงานหลักของเซลล์ทุกเซลล์ในร่างกายเรา ไม่ว่าจะเป็นการวิ่ง การคิด หรือแม้แต่การหายใจ กลูโคสนี่แหละตัวสำคัญ!
- เหลือเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉิน: ถ้ากินคาร์โบไฮเดรตเยอะเกินไป กลูโคสที่เหลือจะถูกเก็บสะสมไว้ที่ตับและกล้ามเนื้อ เป็นเหมือน "เงินเก็บ" เอาไว้ใช้เวลาขาดแคลนพลังงาน แบบว่าตอนดึกๆ ลุกขึ้นมาหาอะไรกิน (ประสบการณ์ตรงของผมเลย!)
- ไม่ใช่แค่กลูโคสอย่างเดียว: จริงๆ แล้วการย่อยคาร์โบไฮเดรตได้มากกว่ากลูโคสนะ ได้พวกน้ำตาลอื่นๆ ด้วย เช่น ฟรุกโตส แกลแลคโตส แต่กลูโคสคือตัวเด่นที่สุด เป็นเหมือนซุปเปอร์สตาร์ของวงการน้ำตาลเลย
คิดให้สนุกๆ เหมือนเรากินข้าว ข้าวก็คือคาร์โบไฮเดรต ร่างกายก็ย่อยมันเป็นกลูโคส เอาไปใช้พลังงาน แล้วก็เก็บไว้ใช้ตอนที่เราเหนื่อยล้า เปรียบได้กับการเติมน้ำมันรถ กลูโคสก็คือน้ำมันคุณภาพสูง ทำให้เราขับเคลื่อนได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ! ปีนี้ (2566) ผมก็ยังใช้หลักการนี้ในการดูแลสุขภาพตัวเองอยู่ กินให้พอดี ออกกำลังกาย ชีวิตก็จะราบรื่นเหมือนขับรถหรูไปเที่ยวทะเล!
เพิ่มเติม: การย่อยคาร์โบไฮเดรตขึ้นอยู่กับประเภทของคาร์โบไฮเดรตด้วยนะ คาร์โบไฮเดรตเชิงซ้อนจะย่อยช้ากว่า ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดคงที่ ดีต่อสุขภาพมากกว่าคาร์โบไฮเดรตเชิงเดี่ยว ซึ่งย่อยเร็ว ทำให้น้ำตาลพุ่ง (ระวังน้ำตาลขึ้น!)
ย่อยแป้ง ใช้อะไร
อะไมเลสไง น้ำลายมี
แค่นั้นแหละ เรื่องง่ายๆ
- อะไมเลส: เอนไซม์ในน้ำลาย ย่อยแป้งเป็นน้ำตาล
- ไลเปสลิ้น: เอนไซม์ในน้ำลาย ช่วยย่อยไขมันนิดหน่อย แต่หลักๆ อยู่ที่ลำไส้เล็ก
- เริ่มที่ปาก ต่อที่กระเพาะ ลำไส้เล็ก จบที่ลำไส้ใหญ่ (ปี 2566 ข้อมูลจากประสบการณ์ส่วนตัว ไม่รับประกันความถูกต้อง 100%)
แป้งจะถูกย่อยที่ไหน
แป้ง? อ๋อ ช่องปากไง
- อะไมเลสในน้ำลายเริ่มย่อยแป้งเลยนะ ตอนเคี้ยวๆอ่ะ
- ฟันบดๆ ช่วยอีกแรง แป้งจะได้โดนย่อยง่ายขึ้น
- น้ำลายสำคัญมาก คลุกเคล้าอาหาร ช่วยให้กลืนง่าย...แต่หลักๆคือมีอะไมเลส!
- เออ แล้วอะไมเลสเนี่ย มันย่อยแป้งให้เป็นอะไรนะ...น้ำตาลโมเลกุลเล็กป่ะ? หรือมอลโทส? ช่างเหอะ สำคัญคือย่อยแป้ง!
- คิดเรื่องกินข้าวเหนียวหมูปิ้งอยู่เนี่ย ข้าวเหนียวคือแป้งล้วนๆ เลยป่ะ กินเยอะไปป่าววันนี้...
- ข้อมูลเพิ่ม: น้ำลายคนเรามีวันละลิตรครึ่ง! เยอะกว่าที่คิดแฮะ
- ข้อมูลเพิ่มอีก: อะไมเลสไม่ได้มีแค่น้ำลายนะ ตับอ่อนก็สร้างได้ แต่เรื่องย่อยแป้งเริ่มต้นที่ปากก่อนนี่แหละ จำไว้!
- เอนไซม์ๆๆ ทำไมต้องมีเอนไซม์เยอะแยะเนี่ย ชีวิตยุ่งยากจัง
- ข้อควรจำ: ช่องปาก -> น้ำลาย -> อะไมเลส -> ย่อยแป้ง! จบ!
- อยากกินข้าวเหนียวหมูปิ้งงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงงง
กระบวนการย่อยแป้งเป็นอย่างไร
อืม... คิดหนักเหมือนกันนะ เรื่องการย่อยแป้งเนี่ย
แป้งเข้าร่างกายก็ทางปากไง เคี้ยวๆๆ น้ำลายก็ช่วยย่อยเบื้องต้น อะไมเลสในน้ำลายเริ่มทำงานแล้วล่ะ มันจะเปลี่ยนแป้งให้เป็นน้ำตาลโมเลกุลเล็กๆ มัลโทส รู้สึกง่วงๆขึ้นมาเลย
พอลงไปถึงกระเพาะอาหาร กรดในกระเพาะก็หยุดการทำงานของอะไมเลสซะแล้ว มันไม่ทำงานในสภาพที่เป็นกรด จากนั้นก็ไปต่อที่ลำไส้เล็ก ที่นั่นสิ อะไมเลสจากตับอ่อนจะทำงานต่อ แป้งที่เหลือก็ถูกย่อยเป็นน้ำตาลกลูโคส แล้วก็ดูดซึมเข้าสู่กระแสเลือด
ส่งผลต่อสุขภาพยังไงน่ะเหรอ... เยอะแยะเลย ถ้ากินแป้งมากไปก็อ้วนสิ น้ำตาลในเลือดก็สูง เสี่ยงเบาหวาน แล้วก็ บางทีมันก็ไปเพิ่มพลังงานให้แบคทีเรียไม่ดีในลำไส้ด้วยนะ รู้สึกปวดหัวขึ้นมาเลย
- แป้งย่อยเริ่มที่ปาก ด้วยอะไมเลสในน้ำลาย
- กรดในกระเพาะหยุดการทำงานของอะไมเลส
- ลำไส้เล็ก อะไมเลสจากตับอ่อนทำงานต่อ ย่อยแป้งเป็นกลูโคส
- กลูโคสดูดซึมเข้ากระแสเลือด
- กินแป้งมากไป อ้วน เบาหวาน ปัญหาลำไส้
ปีนี้ ฉันพยายามลดแป้งลงนะ รู้สึกดีขึ้นบ้าง แต่ก็ยังอยากกินขนมอยู่ดี อืม... คิดแล้วก็เหนื่อย นอนดีกว่า
แป้งอะไรบ้างที่ย่อยยาก
โอ๊ยตาย! ถามเรื่องแป้งย่อยยากนี่ใช่ไหม? เตรียมตัวเตรียมใจนะจ๊ะ เพราะบางอย่างนี่... เหนียวกว่ากาวตราช้างอีก!
ข้าวโอ๊ต: เออ... ก็พอไหวอยู่หรอก แต่ถ้าเป็นแบบไม่ผ่านกระบวนการอะไรเลยนะ รับรองได้ว่าลำไส้คุณจะได้ทำโอลิมปิกวิ่งมาราธอนแน่ๆ! แข็งโป๊ก! เหมือนกินหินกรวดเลย
ข้าว: นี่แหละตัวดี! ข้าวขาวนี่นะ ย่อยง่ายสบายใจ แต่ถ้าเจอข้าวกล้อง... เตรียมท้องรับมือกับการต่อสู้ครั้งใหญ่ได้เลย! มันจะค่อยๆ ย่อย... ค่อยๆ ย่อย... จนคุณลืมไปเลยว่ากินข้าวไปเมื่อไหร่
มันฝรั่ง: มันฝรั่งทอดกรอบนี่ ย่อยง่ายเว่อร์! แต่ถ้าเป็นมันฝรั่งต้มหรือแบบไม่ผ่านการแปรรูป ก็พอๆ กับข้าวกล้องแหละ เหนียวหนึบ! คล้ายๆ กับกินยางลบเลย
กล้วยดิบ: อืม... นี่ก็อย่างที่เห็น แข็งเป็นหิน! ยิ่งดิบยิ่งทน ยิ่งต้องใช้พลังงานในการย่อย เหมือนเอาไปบดแล้วเอาไปปั้นเป็นรูปปั้นเลย
ถั่ว: นี่โคตรทนเลย! ถั่วต่างๆ นี่ ย่อยยากสุดๆ เพราะมีสารต้านสารอาหารเพียบ เหมือนกินเปลือกไม้ ต้องเคี้ยวละเอียดมากๆ ไม่งั้นเตรียมตัวท้องอืดได้เลย!
ปีนี้ผมลองกินข้าวกล้องผสมกับข้าวโอ๊ตแบบไม่ผ่านการขัดสี ผลคือ... ผมวิ่งเข้าห้องน้ำเป็นร้อยๆ รอบ อุ๊บ! พูดมากไปหน่อย แต่ก็คือ ย่อยยากจริงๆ นั่นแหละ!
ทำไมถึงไม่ควรงดแป้ง
คือแบบว่า เดือนที่แล้วนี่เอง ฉันลองงดแป้งดู ตั้งใจจะลดน้ำหนักไง แต่ปรากฏว่า... โห! แค่สามวันเองนะ ฉันแทบจะล้มทั้งยืนเลย ที่ทำงานอยู่แถวสุขุมวิท จำได้ว่าวันนั้น เดินขึ้นบันไดเลื่อนยังรู้สึกเหนื่อยหอบ ใจสั่น ปวดหัวตุ๊บๆ แบบว่าสมองมันทำงานไม่ไหว อ่อนเพลียมาก ทั้งๆที่นอนเต็มอิ่มแล้วนะ คือมันไม่ใช่แค่รู้สึกเหนื่อยธรรมดา มันอ่อนล้าแบบสุดๆ ขาดพลังงานไปเลย ไม่ไหวจริงๆ
แล้วก็เรื่องท้องผูกนี่อีก นี่ฉันกินผักผลไม้เยอะนะ แต่พอไม่กินแป้ง อึก็แข็งเป็นหินเลย ไปห้องน้ำลำบากมาก ปวดท้องด้วย แบบว่าอึไม่ออก ทรมานสุดๆ แถมหิวตลอดเวลาอีก หิวแบบหิวกระหาย หิวจนแทบจะกินอะไรก็ได้ ทั้งๆที่พยายามกินโปรตีนกับไขมันแล้วนะ แต่ก็ยังหิวอยู่ดี สุดท้ายต้องเลิกงดแป้ง เพราะทนไม่ไหวจริงๆ
สรุปง่ายๆก็คือ
- เหนื่อยล้ามาก อ่อนเพลีย ทำงานไม่ได้เลย
- ท้องผูก ขับถ่ายลำบาก
- หิวโหยตลอดเวลา ควบคุมความอยากอาหารไม่ได้
เอาเป็นว่า งดแป้งแบบหักดิบไม่ใช่ทางออกที่ดีสำหรับฉันนะ อย่างน้อยก็สำหรับฉัน ถึงจะอยากลดน้ำหนักก็เถอะ ร่างกายนี่มันสำคัญกว่า ต้องหาทางอื่นที่สมดุลกว่านี้ละมั้ง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต