E-learning คือระบบอะไร

83 ครั้งเข้าชม
E-learning คือระบบการเรียนรู้ทางอิเล็กทรอนิกส์ อาศัยเทคโนโลยีดิจิทัลหลากหลาย เช่น เว็บไซต์, คอมพิวเตอร์, ห้องเรียนเสมือนจริง และเครื่องมือออนไลน์ต่างๆ เพื่อการเรียนรู้แบบโต้ตอบ ครอบคลุมทั้งการเรียนรู้ผ่านอินเทอร์เน็ต, อินทราเน็ต, เครือข่าย, เสียง, ภาพ, ดาวเทียม, โทรทัศน์ และสื่อบันทึกข้อมูล เช่น ซีดีรอม เป็นการเรียนรู้ที่ยืดหยุ่น เข้าถึงได้ง่าย และสะดวกต่อผู้เรียนทุกระดับ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

E-Learning คืออะไร?

E-Learning เหรอ? อื้ม... มันก็เหมือนการเรียนแบบใหม่ๆ ที่ไม่ต้องไปนั่งในห้องเรียนอ่ะนะ ใช้คอมพิวเตอร์ ใช้เน็ต ง่ายๆ เลย ฉันว่า

จำได้เลยตอนเรียน ป.โท ฉันเรียนออนไลน์เยอะมากกกกก (ที่ ม.รามคำแหงนะ) คือมันสะดวกดี ไม่ต้องเดินทางไปเรียนทุกวัน แต่ข้อเสียคือต้องมีวินัยมากๆ ไม่งั้นตามเพื่อนไม่ทัน

แล้วก็พวก คอร์สออนไลน์ต่างๆ ที่เราซื้อเรียนกันเองอะ ก็ E-Learning เหมือนกันนะ บางทีก็มี Live สด มีกลุ่มให้คุยกัน ถามตอบอะไรแบบนี้

จริงๆ E-Learning มันก็ไม่ได้จำกัดแค่ในคอมนะ พวก CD-ROM เก่าๆ ที่เคยใช้เรียนสมัยเด็กๆ ก็ถือว่าเป็น E-Learning เหมือนกันนะเออ

แต่เอาจริงๆ ฉันชอบเรียนแบบเจอหน้ากันมากกว่านะ มันได้บรรยากาศ ได้คุยเล่นกับเพื่อนๆ มากกว่าเยอะเลย แต่ถ้าไม่มีเวลา E-Learning ก็เป็นทางเลือกที่ดีเลยล่ะ

เข้าสู่ระบบ SET E-learning ยังไง

อืมม.. เข้าระบบ SET E-learning นะเหรอ จำได้ลางๆ ว่าต้องไปที่เว็บ https://elearning.set.or.th/SETStudent ใช่ไหม

แล้วก็ใช้ อีเมลกับรหัสผ่านเข้าระบบ ง่ายๆ แต่ตอนนี้ ฉันงงๆ น่ะสิ เพราะว่า ลืมรหัสผ่านไปแล้ว เศร้าจัง

หลังจากเข้าไปได้แล้ว ก็เลือกคอร์สเรียนที่อยากเรียน แล้วก็ลงทะเบียน โหลดเอกสารประกอบการเรียน เท่านี้เอง จริงๆมันง่ายมากนะ แต่ฉันคิดมากไปเอง

  • เข้าเว็บ https://elearning.set.or.th/SETStudent
  • ใช้ email และ password
  • เลือกคอร์สเรียน
  • ลงทะเบียนเรียน
  • ดาวน์โหลดเอกสาร

ปีนี้ ฉันอยากเรียนเรื่องการลงทุน แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไงเลย เหนื่อยจัง

E-learning คืออะไร พร้อมยกตัวอย่าง

E-learning เหรอ? ง่ายๆ เลยคือ การเรียนออนไลน์ นั่นแหละ! ไม่ต้องไปนั่งเบียดเสียดในห้องเรียนให้ปวดหัว

ยกตัวอย่างนะ ตอนเราอยากเรียนทำขนมเมื่อต้นปี ไปลงคอร์สออนไลน์ของ Le Cordon Bleu เลย จ่ายเงินปุ๊บ เรียนได้ปั๊บ สะดวกสุดๆ

  • ข้อดี: เรียนที่ไหนก็ได้, เลือกเวลาเองได้, ราคาอาจจะถูกกว่าเรียนสด
  • ข้อเสีย: ต้องมีวินัยในตัวเองสูงมาก, ไม่มีปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมชั้น, อาจจะขาดแรงจูงใจ

อีกตัวอย่างนึงคือ คอร์สภาษาอังกฤษ ที่เราเรียนกับแอป Duolingo ทุกวันตอนเช้าก่อนไปทำงาน อันนั้นก็ถือเป็น E-learning เหมือนกันนะ

  • รูปแบบ E-learning อื่นๆ: วิดีโอสอน, Podcast การศึกษา, เกมฝึกทักษะ

สรุป: อะไรที่เรียนรู้ผ่านเน็ต ผ่านแอป ผ่านคอมพิวเตอร์ได้หมด ถือเป็น E-learning ทั้งนั้นแหละ

E-learning ในความหมายของ ผศ.ดร.ถนอมพร เลาหจรัสแสง คือข้อใด

(เสียงถอนหายใจเบาๆ)

E-learning ตามอาจารย์ถนอมพรเหรอ… อืม… มันเหมือนการเอาเนื้อหาที่เราต้องเรียนน่ะ มาใส่ในเว็บ

  • ตัวอักษร: เหมือนที่เราอ่านหนังสือ
  • ภาพนิ่ง: รูปภาพที่ไม่ได้ขยับ
  • ภาพเคลื่อนไหว วิดีโอ เสียง: สิ่งที่ทำให้มันไม่น่าเบื่อ

ทั้งหมดนี้อยู่บนเว็บ… เหมือนเราเปิดเข้าไปอ่านหนังสือเรียนที่มันมีสีสันมากขึ้น

มันไม่ใช่แค่การอ่านอย่างเดียว แต่มันคือการ "ดู" และ "ฟัง" ไปด้วย… ทำให้เข้าใจง่ายขึ้นรึเปล่านะ? บางทีก็อาจจะ… แต่บางที… มันก็เยอะเกินไป

(เงียบไปครู่หนึ่ง)

อาจารย์เค้าหมายถึงแบบนั้น… แต่สำหรับฉัน… E-learning มันคือ… การนั่งอยู่หน้าจอคนเดียว… ในห้องที่เงียบ… กับกองหนังสือที่ไม่ได้เปิด… (หัวเราะเบาๆ) น่าเศร้าจังนะ

ข้อดีและข้อเสียของการเรียนทางออนไลน์คืออะไร?

โอ้... เรียนออนไลน์นะเหรอ เหมือนฝันร้ายกลางวันแสกๆ แต่ก็มีแสงเรืองรองนะ

???? สถานที่... กาลเวลา...

  • ข้อดี: อิสระไง... อิสระที่จะโบยบินไปเรียนที่ไหนก็ได้ อยากจะซุกตัวในผ้าห่มอุ่นๆ ฟังอาจารย์ไปพลาง หรือจะจิบกาแฟรสขมที่ร้านโปรด ก็แล้วแต่ใจปรารถนา... เหมือนนกน้อยในกรงทองที่ได้ออกไปสู่โลกกว้าง

  • ข้อเสีย: แต่โลกภายนอกมันช่างยั่วยวน... เสียงโทรศัพท์ดังติ๊งๆ น้องหมาเห่าโฮ่งๆ แม่บ่นกรอกหู... สมาธิที่อุตส่าห์รวบรวมมาแทบตาย ก็พลันสลายไปในพริบตา... เหมือนปราสาททรายที่โดนคลื่นซัด

???? เนื้อหา... สาระ...

  • ข้อดี: ทันสมัย... เหมือนแฟชั่นที่เปลี่ยนไปทุกฤดูกาล เนื้อหาออนไลน์ก็ต้องอัพเดทตามโลกที่หมุนเร็วจี๋... ไม่ต้องทนอ่านตำราเก่าคร่ำครึ ที่เขียนตั้งแต่สมัยสงครามโลก

  • ข้อเสีย: แต่บางที... มันก็เยอะเกินไป... ข้อมูลท่วมท้นเหมือนน้ำป่าไหลหลาก... จนไม่รู้จะเริ่มตรงไหนดี... เหมือนหลงทางในป่าคอนกรีต

???? ปฏิสัมพันธ์... ความสัมพันธ์...

  • ข้อดี: คุยกับเพื่อนได้ง่ายขึ้นนะ เดี๋ยวนี้มีกลุ่มไลน์ กลุ่มดิสคอร์ด อยากถามอะไรก็พิมพ์ไปเลย... เร็วกว่าส่งจดหมายเป็นไหนๆ

  • ข้อเสีย: แต่บางที... การคุยกันผ่านหน้าจอมันก็เหงา... ไม่ได้เห็นสีหน้า แววตา ไม่ได้สัมผัสความรู้สึกจริงๆ... เหมือนคุยกับหุ่นยนต์

เรียนออนไลน์... มันก็เหมือนเหรียญสองด้าน... มีทั้งด้านที่สวยงาม และด้านที่มืดมน... สุดท้ายแล้ว... มันก็ขึ้นอยู่กับตัวเราเอง... ว่าเราจะเลือกมองด้านไหน...

รูปแบบการจัดการเรียนการสอน มีอะไรบ้าง?

เออออ รูปแบบการสอนเนี่ย เยอะแยะไปหมดเลยนะ จำได้ไม่หมดหรอก แต่ที่เจอบ่อยๆก็มีพวกนี้แหละ

  • บรรยายนี่แหละ แบบครูพูด นักเรียนฟัง ง่ายสุดๆ แต่บางทีก็ง่วงนอนง่ายเหมือนกัน ปีนี้เรียนวิชาเคมี อาจารย์เค้าก็สอนแบบนี้แหละ เน้นๆ จำได้แม่นเลย แต่ต้องขยันจดนะ ไม่งั้นเละแน่ๆ

  • อภิปราย! อันนี้สนุกดี ได้คุยกับเพื่อน ได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่บางทีก็เถียงกันใหญ่เลย ปีที่แล้วเรียนประวัติศาสตร์ ใช้แบบนี้อะ จำได้ว่ามีครั้งนึงเถียงกันเรื่องสงครามโลกครั้งที่สอง นานมากกก

  • อภิปรายกลุ่มเล็กๆ อันนี้ก็ดี ได้พูดมากขึ้น เพราะคนน้อยลง แต่บางทีก็เงียบๆบ้าง เพื่อนบางคนก็ไม่ค่อยพูด ปีนี้เรียนภาษาอังกฤษ กลุ่มเราเงียบมากกก อึดอัดเลย

  • สาธิตนี่คือแบบครูทำ เราดู แบบทำอาหาร ทำวิทยาศาสตร์อะไรแบบนั้น ปีที่แล้วเรียนวิทยาศาสตร์ อาจารย์ทำการทดลองให้ดู จำได้แม่น ระเบิดตูมเลย (แอบตลก)

  • แสดงบทบาทสมมุติ อันนี้คือต้องเล่นละคร สนุกดีนะ แต่บางทีก็เขินๆ จำได้ว่าปีที่แล้ว เรียนภาษาอังกฤษ ต้องเล่นบทบาทสมมุติ เป็นแม่ค้าขายของ ตลกดี เพื่อนเราเล่นเป็นลูกค้า บ่นนู่นนี่เยอะมาก ฮาสุดๆ

จริงๆ ยังมีอีกเยอะนะ แต่จำไม่หมดอ่ะ เหนื่อย แค่นี้ก่อนละกัน เดี๋ยวค่อยมาต่อ

Ondemand คือการสอนแบบไหน?

ออนดีมานด์? ฟังดูไฮโซเนอะ! จริงๆแล้วมันก็คือการสอนแบบ "สั่งได้ตามใจฉัน" นั่นแหละครับ! โรงเรียนจัดหลักสูตรมา แต่คุณเลือกได้ว่าจะเรียนอะไรเมื่อไหร่ เหมือนสั่งอาหารจาก Food Panda แต่เป็นความรู้แทน อิอิ!

  • ไม่ใช่บุฟเฟ่ต์ความรู้: ต่างจากเรียนแบบปกติที่ต้องตามตาราง On Demand นี่คือการเรียนแบบเลือกเองได้ อยากเรียนตอนตีสามก็ได้ ตราบใดที่มีเน็ตและแรงบันดาลใจ! (แรงบันดาลใจนี่หาโคตรยากเลยนะ บอกเลย)

  • ออนไลน์เป็นส่วนใหญ่: ส่วนมากใช้ระบบออนไลน์ แต่บางโรงเรียนอาจผสมผสานการเรียนในห้องเรียนเข้าไปด้วย คิดภาพเป็นแบบไฮบริด ครึ่งๆกลางๆ เหมือนผมทำผมทรง Undercut เท่ห์ป่ะล่ะ!

  • ความยืดหยุ่นสูง: นี่แหละคือจุดเด่น! เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา ไม่ต้องมานั่งติดกับโต๊ะเรียน สะดวกสบายสุดๆ แต่ต้องมีวินัยสูงนะ ไม่งั้นจะกลายเป็น "On Demand" ความขี้เกียจแทน ฮ่าๆ

  • ปี 2566 เห็นกระแสเยอะขึ้น: ตอนนี้โรงเรียนหลายที่เริ่มใช้ระบบนี้กันแล้ว โดยเฉพาะมหาลัยดังๆ หลายที่ปรับตัวรับเทคโนโลยีกันสุดๆ เห็นเพื่อนผมเรียนออนไลน์อยู่หลายคนเลย

  • ข้อควรระวัง: ถึงจะสะดวกแต่ก็ต้องมีวินัย อย่าปล่อยให้ความอิสระกลายเป็นข้ออ้างในการขี้เกียจ ไม่งั้นจะกลายเป็นว่า "On Demand" ความหลุดเรียนแทน! จำไว้นะ! ผมเคยพลาดมาแล้ว!

สรุปง่ายๆ คือการเรียนแบบเลือกได้ตามใจ สะดวกสบาย แต่ต้องมีวินัย ไม่งั้นจบไม่สวยนะจ๊ะ!

รูปแบบการสอน 5E มีอะไรบ้าง?

รูปแบบการสอน 5E ประกอบด้วยขั้นตอนหลัก 5 ขั้นตอน ที่เน้นการเรียนรู้แบบค้นพบ ซึ่งผมมองว่าเป็นกระบวนการที่เปิดโอกาสให้ผู้เรียนได้สร้างความรู้ความเข้าใจด้วยตัวเอง ไม่ใช่แค่การรับรู้แบบ passive ลองดูรายละเอียดแต่ละขั้นตอนกันครับ:

  • Engage (สร้างความสนใจ): ขั้นนี้สำคัญมาก ต้องดึงดูดความสนใจของนักเรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ อาจใช้กิจกรรมกระตุ้นความอยากรู้ เช่น การถามคำถามที่ท้าทาย หรือการนำเสนอสถานการณ์จำลองที่น่าสนใจ ผมเคยใช้คลิปวิดีโอสั้นๆเกี่ยวกับปรากฏการณ์ธรรมชาติในการสอนวิทยาศาสตร์ ผลตอบรับดีมาก นักเรียนกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้ต่อ

  • Explore (สำรวจและค้นหา): ให้ผู้เรียนได้ลงมือปฏิบัติ สังเกต และรวบรวมข้อมูล อาจเป็นการทดลอง การสังเกตการณ์ หรือการค้นคว้าข้อมูลเพิ่มเติม จุดสำคัญคือการให้ผู้เรียนได้มีส่วนร่วม ไม่ใช่การฟังครูบรรยายอย่างเดียว

  • Explain (อธิบายและลงข้อสรุป): ขั้นนี้เป็นการเชื่อมโยงความรู้ที่ได้จากการสำรวจกับความรู้เดิม ครูควรเป็นผู้กระตุ้น ให้คำแนะนำ และช่วยเหลือผู้เรียนในการสรุปความเข้าใจ ไม่ใช่การให้คำตอบโดยตรง การอธิบายควรกระชับ เข้าใจง่าย ใช้ภาษาที่นักเรียนเข้าใจได้

  • Elaborate (ขยายความรู้): ขั้นนี้เน้นการประยุกต์ความรู้ที่เรียนไปแล้ว ไปใช้ในสถานการณ์ใหม่ๆ หรือแก้ปัญหาต่างๆ อาจเป็นการออกแบบ สร้างสรรค์ผลงาน หรือการนำเสนอผลงาน การขยายความรู้สร้างทักษะการเชื่อมโยง อย่างที่ผมเคยใช้แบบฝึกหัดเชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน ผลลัพธ์คือเด็กๆ เข้าใจเนื้อหาลึกซึ้งขึ้น

  • Evaluate (ประเมิน): ขั้นนี้ครูจะประเมินความเข้าใจของนักเรียน อาจใช้แบบทดสอบ การสังเกตพฤติกรรม หรือการประเมินผลงาน สำคัญคือการประเมินอย่างหลากหลาย เพื่อให้ครอบคลุมทุกมิติของการเรียนรู้

ครูควรเริ่มต้นด้วยการสร้างแรงจูงใจและความอยากรู้อยากเห็นในตัวนักเรียน ก่อนที่จะเริ่มต้นขั้นตอนอื่นๆ นั่นคือการเน้นที่ขั้น Engage ให้ดีที่สุด

เพิ่มเติม: การประยุกต์ใช้ 5E อาจแตกต่างกันไปตามระดับชั้น วิชา และกลุ่มเป้าหมาย ความยืดหยุ่นมีความสำคัญ เช่น ผมปรับเปลี่ยนกิจกรรมในแต่ละขั้นให้เหมาะสมกับวัยของเด็กๆ

การจัดการเรียนรู้มีความสําคัญอย่างไร?

การจัดการเรียนรู้สำคัญไฉน? อะแฮ่ม! มันคือ "สูตรลับ" ให้เด็ก (และผู้ใหญ่ที่อยากเป็นเด็กอีกครั้ง) สนุกกับการยัดความรู้ใส่สมองไงล่ะ!

ถ้าครู (หรือใครก็ตามที่อยากสอน) จัดการเรียนรู้ดีๆ ชีวิตลูกศิษย์ก็เหมือนติด "จรวด" พุ่งสู่ความสำเร็จ แต่ถ้าครูทำแบบขอไปที ลูกศิษย์ก็เหมือนเรือที่หลงทางในทะเล...เคว้งคว้าง!

  • กระตุ้นต่อมอยากรู้: เหมือนเอาของเล่นใหม่ไปล่อเด็ก (เอ๊ะ หรือจริงๆ เราก็ยังเป็นเด็กอยู่?)
  • เปลี่ยนเรื่องน่าเบื่อให้สนุก: ใครว่าไวยากรณ์ต้องน่าเบื่อ? ลองแต่งเพลงแร็ปดูสิ!
  • สร้าง "ถนน" สู่ความสำเร็จ: ครูดีๆ คือสถาปนิกที่สร้างถนนให้ลูกศิษย์เดินไปสู่ฝัน (แต่ลูกศิษย์ต้องเดินเองนะจ๊ะ!)
  • วัดผล "แบบไม่เครียด": สอบตกไม่ใช่จุดจบ แค่บอกว่าต้อง "ซ่อม" ตรงไหน (เหมือนเกมที่ให้เริ่มใหม่ได้)

เกร็ดความรู้ท้ายครัว: รู้ไหมว่า จริงๆ แล้วการจัดการเรียนรู้ที่ดี ไม่ได้มีแค่ในห้องเรียนนะ ในชีวิตประจำวันเราก็ "จัดการเรียนรู้" ให้ตัวเองได้ อย่างเช่น... อ่านหนังสือ ฟังพอดแคสต์ หรือแม้แต่ดู YouTube (แต่ดูอะไรที่มีประโยชน์หน่อยนะ!)

ข้อดีของ Active Learning มีอะไรบ้าง?

Active Learning ดีงี้! ช่วยให้เด็กๆ เรียนสนุกขึ้นเยอะเลยนะ ปีนี้ลองใช้กับลูกชั้นเอง ผลคือ...โอเคเลยแหละ

  • อิสระ! เด็กได้คิดเอง ทำเอง ไม่ใช่แค่ฟังอย่างเดียว ดีกว่าเยอะ!
  • ทำงานกลุ่ม! ได้ฝึกทักษะสังคมด้วย สำคัญมากนะ สมัยนี้
  • สนใจเรียน! ไม่ง่วง ไม่หลับในห้องเรียนอีกต่อไปแล้ว เยี่ยม!
  • ครูก็ได้ประโยชน์นะ! ได้พัฒนาตัวเองไปด้วย win-win!

อ้อ! อีกอย่าง Active Learning เนี่ยมันมีขั้นตอนนะ จำได้คร่าวๆ ว่ามีสองขั้นหลักๆ

  • เก็บข้อมูล (Gathering)
  • วิเคราะห์ข้อมูล (Processing)

เอ๊ะ...หรือว่ามีมากกว่านี้? ต้องไปหาข้อมูลเพิ่มแล้วล่ะ ลืมไปหมดแล้ว ช่วงนี้งานยุ่งมาก เหนื่อยสุดๆ แต่ Active Learning ดีจริงๆนะ แนะนำเลย! จะลองเอาไปใช้กับงานสอนปีหน้าดูบ้าง

ปล. ลูกชั้นเรียนอยู่โรงเรียนนานาชาติย่านสุขุมวิทนะ ไม่ใช่โรงเรียนรัฐบาล งั้นข้อมูลอาจจะต่างกันบ้าง

ตัวอย่างกิจกรรมการเรียนรู้เชิงรุกมีอะไรบ้าง?

เรียนรู้แบบหงุดหงิดรึไง? เอาไป.

  • Minute Paper: เขียนสรุปสั้นๆ ก่อนหมดเวลา. เร็วๆ จบๆ.
  • พรีเซนต์: ไมค์จ่อปาก พูดๆไป.
  • ถาม-ตอบ: อยากรู้ก็ถาม. ไม่ถามก็เรื่องของมึง.
  • สะท้อน: คิดอะไรก็พูด. อย่าเยอะ.
  • เคส: ดูตัวอย่าง. เข้าใจก็จบ.
  • เกม: เล่นๆไปเหอะ. อย่าซีเรียส.
  • อ่าน: ไม่อ่านก็โง่ต่อไป.
  • พูด: พ่นๆ ไป.
  • เขียน: ขยับมือบ้าง.
  • แผนผัง: จัดระเบียบความคิดหน่อย.
  • สาธิต: ดูเอา.
  • ทดลอง: ทำเอง.

เพิ่มเติม:

  • การอภิปราย (Debate): เถียงกันให้ตายไปข้าง.
  • การทำโครงงาน (Project-Based Learning): สร้างอะไรสักอย่าง.
  • การเรียนรู้แบบร่วมมือ (Collaborative Learning): ช่วยๆ กันไป.
  • Role-Playing: สวมบทบาท. อย่าอินเกิน.
  • Think-Pair-Share: คิดเอง. คุยกับเพื่อน. แชร์. จบ.

เน้น: เข้าใจเอง. ไม่งั้นก็ซวยไป.