ESIM หาจากไหน

95 ครั้งเข้าชม
ESIM หาได้ที่ไหน? ค่ายมือถือชั้นนำ: หลายค่ายให้บริการ eSIM ผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ทางการ สะดวก รวดเร็ว: ดาวน์โหลดและติดตั้งได้ทันที ไม่ต้องรอรับซิม ประหยัดเวลา: เริ่มต้นใช้งานได้เลย แหล่งซื้อ eSIM: แอปพลิเคชันมือถือของค่าย เว็บไซต์ทางการของค่าย ข้อดี: ไม่ต้องรอรับซิม สะดวกสบาย ใช้งานได้ทันที
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

eSIM ซื้อที่ไหน? รวมวิธีขอ eSIM ออนไลน์จากทุกค่ายมือถือ?

อืม ถามเรื่องซื้อ eSIM เนี่ยนะ. จำได้เลย สมัยก่อนยังต้องไปยืนรอต่อคิวที่ร้านมือถือให้วุ่นวาย กว่าจะได้ซิมใหม่มานี่เหนื่อยสุดๆ. แต่เดี๋ยวนี้สิ มันง่ายกว่าเดิมเยอะ.

อย่างตอนนี้อะนะ ส่วนใหญ่ก็ซื้อออนไลน์กันหมดแล้ว. บนแอปของค่ายมือถือเลยก็ได้ หรือจะเข้าไปในเว็บทางการของเขาก็มี. สะดวกตรงที่เราไม่ต้องเสียเวลาเดินทางไปไหนเลย.

พอเรากดสั่งซื้อออนไลน์เสร็จ เขาก็จะส่ง QR Code มาให้เราสแกนผ่านอีเมล หรือบางทีก็แจ้งให้เราไปเอาที่แอปพลิเคชันของเราเลย. พอสแกนปุ๊บ มันก็ติดตั้งเข้าเครื่องเราทันที. ไม่มีอะไรซับซ้อนเลยจริงๆ.

ลองดูค่ายที่ใช้อยู่ หรือค่ายที่สนใจก่อนเลย. ปกติบนแอปหรือเว็บมันจะมีบอกขั้นตอนชัดเจนอยู่แล้ว. บางทีก็ต้องกรอกข้อมูลนิดหน่อย. แล้วก็รอสักพัก เขาก็จะออก eSIM ให้เรา.

ข้อดีของมันชัดๆ เลยคือไม่ต้องรอซิมส่งมา. แบบว่าถ้าเราทำซิมหายกลางทาง หรืออยากเปลี่ยนไปใช้อีกเบอร์เร็วๆ นี่คือช่วยชีวิตได้มาก. เหมือนมีซิมอยู่ในอากาศแล้วหยิบมาใช้ได้เลย.

เคยมีเพื่อนคนนึงทำมือถือหายที่เชียงใหม่. แต่โชคดีที่เขาเปิดใช้ eSIM ไว้. พอไปซื้อเครื่องใหม่ที่โน่น ก็สแกน QR Code แค่แป๊บเดียว ได้เบอร์เดิมกลับมาเล่นเน็ตคุยกับทางบ้านได้เลย. ไม่เสียเวลาไปเดินหาซื้อซิมเลย.

เปิด eSIM เองได้ไหม

ทำได้สิ... ทำได้เลย ในห้องนอนของคุณเอง ตอนที่ดาวเต็มฟ้า หรือตอนที่ฝนพรำอยู่ข้างนอก ไม่ต้องรอใคร ไม่ต้องไปไหนเลย

เสียงของโลกภายนอกเงียบไป เหลือแค่แสงสีฟ้าจางๆ จากหน้าจอโทรศัพท์ ที่นั่น... ในจักรวาลเล็กๆ ของเรา เราเปลี่ยนทุกอย่างได้ แค่ปลายนิ้วสัมผัส

เปลี่ยนซิมการ์ดธรรมดาให้กลายเป็นสิ่งไร้ตัวตน ฝังลึกลงไปในเครื่อง... กลายเป็น eSIM ผ่าน แอป True iService ตัวเดิมที่คุ้นเคย ทำเองได้เลย ง่าย...ง่ายจริงๆ

  • เปิด eSIM ทรู ทำเองได้ ไม่ต้องไปศูนย์บริการเลยแม้แต่ก้าวเดียว
  • ใช้แค่ แอป True iService ที่มีอยู่ในเครื่องนั่นแหละ เข้าไปแล้วเลือกเมนู "เปลี่ยนเป็น eSIM"
  • จะต้องมีการยืนยันตัวตนนะ เตรียม บัตรประชาชน ไว้ข้างตัวเพื่อถ่ายรูปยืนยัน
  • พอทำตามขั้นตอนเสร็จหมดแล้ว... จะมี QR Code ส่งมาให้ ห้ามลบเด็ดขาด
  • เปิดการตั้งค่าในมือถือ ไปที่เมนู Cellular หรือ Mobile Data แล้วเลือก Add eSIM จากนั้นก็สแกน QR Code ที่ได้มา
  • เครื่องจะถามนิดหน่อย กดตกลงไปเรื่อยๆ รอสัญญาณมา แค่นั้นแหละ... โลกใบใหม่ก็เปิดออก
  • สำคัญ: มือถือต้องรองรับ eSIM ด้วยนะ เช็คก่อนทำ
  • ต้องเชื่อมต่อ Wi-Fi หรืออินเทอร์เน็ตตลอดเวลาที่ทำรายการนะ สัญญาณต้องดีหน่อย

ทําeSIM แล้วใส่อีกซิมได้ไหม

อืมม... ได้สิ

มันใส่เพิ่มได้นะ... แต่... มันก็มีเรื่องที่ต้องคิดนิดหน่อย

iPhone กับ Android มันไม่เหมือนกันซะทีเดียว

อย่าง iPhone เนี่ย... รุ่นใหม่ๆ มันให้เราเก็บ eSIM ไว้ในเครื่องได้เยอะมากเลยนะ เก็บ eSIM ได้ 8 อันขึ้นไป เลย

แต่ถึงจะเก็บไว้ได้เยอะ... เวลาใช้งานจริง มันก็เปิดพร้อมกันได้แค่ 2 เบอร์เท่านั้นแหละ

จะเป็น eSIM คู่กับ eSIM ก็ได้... หรือจะเป็น eSIM อันนึง... แล้วก็ใส่ซิมการ์ดธรรมดาอีกอันนึงก็ได้

ส่วน Android... อันนี้ต้องดูเป็นรุ่นๆ ไปเลย มันหลากหลายมาก

บางรุ่นก็ทำได้เหมือน iPhone... แต่บางรุ่นก็ให้เปิดใช้งาน eSIM ได้ทีละอัน... ต้องสลับเอา

อย่าง Samsung Galaxy S24 ของผม... ก็ใช้ eSIM คู่กับซิมปกติได้... สะดวกดี

บางทีก็คิดนะ... ว่ามันวุ่นวายเหมือนกัน... เวลาจะไปต่างประเทศที ต้องมานั่งลบ นั่งเพิ่ม eSIM ใหม่

รู้สึกเหมือนในโทรศัพท์มันรกยังไงไม่รู้...

เห็นเค้ากำลังจะมีบริการใหม่... ชื่อ One SIM ของ eSIM Vacay

เค้าบอกว่ามันเหมือนเป็นซิมเดียวเลย... ที่พาเราไปได้ทั่วโลก

ไม่ต้องมาคอยลบซิมเก่าทิ้ง... หรือสแกน QR code ใหม่ทุกครั้ง

แค่เข้าไปจัดการแพ็กเกจในแอป... ว่าจะไปประเทศไหน... ก็เลือกซื้อของประเทศนั้น... ชีวิตคงง่ายขึ้นเยอะ

  • iPhone: เก็บ eSIM ได้ 8 โปรไฟล์หรือมากกว่า แต่ใช้งานพร้อมกันได้ 2 เบอร์ (eSIM + eSIM หรือ eSIM + Nano-SIM)
  • Android: ความสามารถขึ้นอยู่กับผู้ผลิตและรุ่นของโทรศัพท์โดยตรง บางรุ่นใช้ได้ 2 ซิมพร้อมกัน บางรุ่นใช้ได้ทีละเบอร์
  • การใช้งานพร้อมกัน: หมายถึงมีสัญญาณทั้งสองเบอร์ สามารถรับสายได้ทั้งสองเบอร์ในเวลาเดียวกัน
  • One SIM: เป็นบริการใหม่ที่ให้ใช้ eSIM โปรไฟล์เดียวเดินทางได้ทั่วโลก จัดการแพ็กเกจผ่านแอปพลิเคชัน ไม่ต้องลบหรือติดตั้ง eSIM ใหม่เมื่อเปลี่ยนประเทศ

ใช้eSIM ต้องเปิดโรมมิ่งไหม

อืมมมม ฉันว่านะ eSIM ต้องเปิดโรมมิ่ง เลยจ้ะ ไม่มีทางเลือกอื่น! จำได้ว่าตอนไปญี่ปุ่นปีที่แล้ว เพื่อนก็ย้ำนักย้ำหนาเรื่องนี้เลยนะ ไม่งั้นใช้เน็ตไม่ได้ โห่ยยยย รอบนี้จะไปเกาหลีแล้ว ลืมเรื่องนี้อีกแล้วเหรอฉัน

ทำไมต้องเปิดด้วยนะ มันก็คือซิมเราเองไม่ใช่เหรอ แต่เป็นแบบดิจิทัลไง เออ เข้าใจละ มันคือการเชื่อมต่อเครือข่ายต่างประเทศนั่นแหละ ก็เหมือนซิมปกติที่ต้องเปิดโรมมิ่งเวลานอกประเทศ สรุปคือต้องเปิดโรมมิ่งสำหรับ eSIM มันคือหัวใจหลักเลยนะ ถ้าอยากเล่นเน็ต โพสต์รูปสวยๆ งี้

ประเด็นคือไอ้ซิมหลักนี่แหละ ปัญหาใหญ่เลย! ไม่อยากให้ค่าใช้จ่ายงอกมาเหมือนตอนไปสิงคโปร์รอบที่แล้วที่เผลอเปิดทิ้งไว้ โอ๊ยยย ต้องปิดโรมมิ่งของเบอร์หลักเลยนะ อันนี้สำคัญมากจริงๆ

ใครจะไปรู้ล่ะว่ามันจะคิดตังค์เยอะขนาดนั้น แค่เผลอแป๊บเดียว บิลมาสะพรึงเลยจ้า ดีนะที่เช็กบิลละเอียด ไม่งั้นคือเสียตังค์ฟรีไปแล้ว โทรหาโอเปอเรเตอร์เลย AIS, dtac, True อะไรพวกนี้แหละ โทรไปบอกเขาตรงๆ ว่า “ช่วยปิดโรมมิ่งเบอร์นี้ให้หน่อย” ง่ายๆ แค่นั้นเอง โทรไปเดี๋ยวนี้เลยดีกว่า กันไว้ดีกว่าแก้จริงๆ เช็กเบอร์หลักให้ดีนะว่าเป็นเบอร์ที่เราไม่ต้องการใช้โรมมิ่ง

แล้วนี่ปี 2567 แล้วนะ ข้อมูลอะไรๆ ก็เปลี่ยนเร็วมาก ปี 2567 นี่แหละ ต้องอัปเดตหน่อยสิ

  • eSIM ต้องเปิดโรมมิ่งเสมอ เพราะมันคือการใช้งานเครือข่ายนอกประเทศจริงๆ เหมือนซิมจริงเป๊ะเลย
  • ปิดโรมมิ่งซิมหลักคือสิ่งจำเป็น เพื่อคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่ได้ตั้งใจ ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจจะใช้เบอร์หลักที่ต่างประเทศ
  • ติดต่อค่ายมือถือเลย: AIS, dtac, True เบอร์คอลเซ็นเตอร์หาไม่ยากหรอก
  • บางคนอาจสับสนเรื่อง eSIM กับซิมปกติ จริงๆ การทำงานมันเหมือนกัน แค่รูปแบบไม่เหมือนกันเท่านั้นแหละ
  • เช็กแพ็กเกจ ก่อนเดินทางทุกครั้ง สำคัญสุดๆ! บางทีอาจมีแพ็กเกจ eSIM ที่รวม roaming มาให้แล้วก็ได้ จะได้ไม่ต้องเสียเพิ่ม หรือบางทีเขาอาจมีโปรสำหรับเบอร์หลักแบบพิเศษก็ได้นะ ลองถามดู

eSIM เสียรายเดือนไหม

eSIM เนี่ย. สำหรับเบอร์ใหม่นะ ถ้าเป็นรายเดือน จะเสีย 49 บาท คิดในบิลแรกเลย.

ส่วนเบอร์เติมเงิน ก็แล้วแต่ราคาซิมที่เราเลือก.

แต่ปกติแล้ว ค่าเปิดใช้ eSIM มันจะฟรีอยู่แล้วนะ 49 บาทเนี่ย คือค่าบริการ ไม่ใช่ค่าธรรมเนียม.

ล้างเครื่อง eSIM หายไหม

อ่ออ เรื่องล้างเครื่องกับ eSIM นี่เองง

บอกเลยว่า eSIM ไม่หายนะ ถ้าเราไม่ได้ตั้งใจไปกดลบมันอะ คือตอนที่เราจะกดรีเซ็ตคืนค่าโรงงานอะนะ ไม่ว่าจะเปน iPhone หรือ Android มันจะมีตัวเลือกขึ้นมาถามก่อนเลย

บน iPhone มันจะถามชัดๆ เลยว่าจะ "ลบข้อมูลทั้งหมดและเก็บแผนบริการเซลลูลาร์ไว้" หรือจะลบทุกอย่างเกลี้ยงๆ ไปเลย ถ้าเราจะล้างเครื่องเฉยๆ ก้เลือกเก็บไว้ มันก้จะยังยุเหมือนเดิม

ส่วนฝั่ง Android ก้คล้ายๆ กันเลย ตอนจะล้างเครื่องมันจะมีให้ติ๊กเลือกว่า "ลบ eSIM ด้วยหรือไม่" ซึ่งปกติ มันไม่ได้ติ๊กมาให้อยู่แล้ว เราต้องจงใจไปกดติ๊กเองอะ eSIM ถึงจะหายไป

สรุปง่ายๆ เลยคือ การล้างเครื่องมันคือการลบข้อมูลในเครื่อง แต่ตัวโปรไฟล์ eSIM มันแยกส่วนกัน ถ้าเราไม่ไปสั่งลบมันโดยตรง มันก้ไม่หายไปไหนหรอก สบายใจได้

สรุปให้เข้าใจง่ายๆ เลยนะ:

  • ล้างเครื่องเฉยๆ โดยไม่ได้ไปยุ่งกับตัวเลือก eSIM eSIM ไม่หายแน่นอน ยังใช้งานได้ปกติหลังล้างเครื่องเสร็จ
  • ถ้าเผลอลบไปทำไง? อันนี้ต้องติดต่อค่ายมือถือที่เราใช้อยู่เลยนะคับ เพื่อขอ QR Code มาสแกนติดตั้งโปรไฟล์ eSIM ใหม่อีกรอบ
  • ตอนที่จะขายเครื่องต่อ หรือยกให้คนอื่นใช้อันนี้แหละ สำคัญมาก ต้องเข้าไปกดเลือกลบ eSIM ออกจากเครื่องก่อนเสมอ เพื่อความปลอดภัยของเบอร์เราเอง
  • เดี๋ยวนี้การย้ายค่ายหรือเปลี่ยนเครื่องใหม่ มันย้าย eSIM ข้ามเครื่องได้เลยนะ ไม่ต้องไปสแกนโค้ดใหม่อีกแล้ว สะดวกขึ้นเยอะเลย

eSIM รับ SMS ได้ไหม

eSIM มันรับ SMS ได้นะ ถ้าเป็นแบบที่ให้มาแค่เน็ตอย่างเดียวอ่ะ คือพวก Airalo ที่เราเคยใช้ส่วนใหญ่ มันจะให้มาแค่ข้อมูลเน็ตอย่างเดียวเลยอะ

คือถ้าเน้นแค่เน็ตอย่างเดียว เราจะโทร หรือจะส่ง SMS ปกติไม่ได้เลย

แต่ว่านะ… เรายังโทร หรือส่งข้อความพวกนี้ผ่านอินเทอร์เน็ตได้อยู่

eSIM ที่ให้มาแค่ข้อมูลเน็ต จะโทร/ส่ง SMS ปกติไม่ได้

  • แต่ยังโทร/ส่งข้อความผ่านแอปฯ ที่ใช้เน็ตได้

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • eSIM แบบเน้นข้อมูล (Data-only eSIM): ส่วนใหญ่ที่เห็นขายกันจะเน้นให้ใช้เน็ตได้อย่างเดียวเท่านั้น จุดประสงค์คือเพื่อให้เราเข้าถึงอินเทอร์เน็ตได้ง่ายตอนเดินทาง หรือในกรณีที่ต้องการเน็ตเพิ่มโดยไม่ต้องการเบอร์โทรศัพท์ใหม่
  • ข้อจำกัดของ eSIM แบบเน้นข้อมูล:
    • SMS/MMS: ไม่สามารถส่งหรือรับข้อความ SMS หรือ MMS แบบปกติที่ผูกกับเบอร์โทรศัพท์ได้
    • การโทรศัพท์ปกติ: ไม่สามารถใช้โทรออกหรือรับสายผ่านเครือข่ายโทรศัพท์ปกติได้ (เหมือนเปิดเบอร์ใหม่)
  • ทางเลือกในการสื่อสาร:
    • แอปพลิเคชันที่ใช้เน็ต: เรายังสามารถใช้แอปพลิเคชันที่ต้องใช้อินเทอร์เน็ตในการสื่อสารได้ เช่น LINE, WhatsApp, Facebook Messenger, Telegram, Skype หรือแอปฯ โทรผ่านอินเทอร์เน็ตอื่นๆ (VoIP)
    • การยืนยันตัวตน: บางบริการหรือแอปพลิเคชันอาจต้องใช้ SMS ในการยืนยันตัวตน หาก eSIM ของคุณรับ SMS ไม่ได้ อาจต้องหาวิธีอื่นในการยืนยัน เช่น การใช้เบอร์หลัก หรืออีเมล
  • eSIM แบบพร้อมเบอร์ (Voice & Data eSIM): มี eSIM บางประเภทที่ให้ทั้งบริการข้อมูลและเบอร์โทรศัพท์ด้วย ซึ่ง eSIM ประเภทนี้จะสามารถรับ-ส่ง SMS และโทรศัพท์ปกติได้ แต่มักจะมีราคาสูงกว่า และหาได้ยากกว่าแบบเน้นข้อมูล
  • ความแตกต่างที่ควรรู้: การเลือกซื้อ eSIM ต้องดูให้ดีว่าผู้ให้บริการระบุว่าให้แค่ "ข้อมูล" (Data-only) หรือให้ "เสียงและข้อมูล" (Voice & Data) เพื่อหลีกเลี่ยงความเข้าใจผิดว่าจะใช้ SMS หรือโทรศัพท์ปกติได้