IPhone ใช้Browserอะไร

119 ครั้งเข้าชม
iPhone ใช้ Safari เป็นเบราว์เซอร์หลักติดตั้งมาพร้อมเครื่อง ใช้งานได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดบน iOSอย่างไรก็ตาม ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดเบราว์เซอร์อื่นๆ เช่น Chrome, Firefox จาก App Store เพื่อใช้งานได้ตามต้องการสรุป: iPhone ไม่จำกัดใช้เบราว์เซอร์เพียงตัวเดียว Safari คือตัวเลือกเริ่มต้น แต่สามารถเลือกใช้เบราว์เซอร์อื่นๆ ได้เสมอ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แอปพลิเคชันเบราว์เซอร์บน iPhone คืออะไร?

อ่ะ เอ่อ แอปฯ เบราว์เซอร์บน iPhone เหรอ? คือ... มันไม่ได้มี "ตัวเดียว" เป๊ะๆ อ่ะนะ

ตอนที่เราซื้อ iPhone มาใหม่ๆ อ่ะ (จำได้เลย ตอนนั้นซื้อ iPhone 6s เมื่อปี 2015 ที่ MBK ชั้น 4 ราคาประมาณ 2 หมื่นกว่าบาท) มันจะมี Safari ติดตั้งมาให้อยู่แล้วไง แต่ Safari นี่แหละคือเบราว์เซอร์หลักที่ Apple ใส่มาให้เลย

แต่ประเด็นคือ เราไม่ได้ถูกบังคับให้ใช้แค่ Safari นะ! อยากลอง Chrome, Firefox หรืออะไรแปลกๆ ก็โหลดมาใช้ได้จาก App Store เลยจ้ะ ไม่มีใครว่า (แต่ส่วนตัวชอบ Safari มากกว่านะ มันลื่นดีอ่ะ)

ที่สำคัญคือ Safari มันถูกออกแบบมาให้เข้ากับ iOS มากๆ มันเลยทำงานได้ดีกว่าเบราว์เซอร์ตัวอื่นๆ ในหลายๆ ด้าน คือมันอาจจะไม่ได้มีลูกเล่นเยอะแยะเท่า Chrome แต่มันก็เสถียรและประหยัดแบตมากกว่านะ จากที่ลองใช้เองอ่ะนะ

ไอโฟนมีGoogle Chromeไหม

ไม่มี! เมื่อวานนี้เอง พยายามหา Chrome ใน App Store บน iPhone 13 ของฉัน ตอนนั้นกำลังรีบไปทำงาน เลยหงุดหงิดเล็กน้อย เพราะต้องใช้ Google Docs แต่ Safari มันใช้งานยากกว่า Chrome บนคอมฯ เยอะเลย โชคดีที่มันมีแอป Google Docs อยู่ ถึงได้ทำงานส่งทัน แต่ก็ยังงงๆ ว่าทำไมไม่มี Chrome ปกติใช้แต่ Chrome บน Mac สะดวกกว่าเยอะ

  • วันที่: 2 พฤศจิกายน 2566
  • อุปกรณ์: iPhone 13
  • เหตุการณ์: พยายามหา Google Chrome ใน App Store แต่ไม่เจอแอป Chrome แต่เจอแอป Google Docs
  • ความรู้สึก: หงุดหงิดเล็กน้อย เพราะต้องใช้แอปอื่นแทน ไม่สะดวกเท่า เสียเวลา

จริงๆ แล้วฉันใช้ Chrome บนคอมฯ เป็นหลัก iPhone ฉันเลยใช้ Safari มากกว่า แต่ถ้าจำเป็นต้องใช้ Google Docs ก็จะเปิดแอปนั้นโดยตรง ไม่เคยคิดจะหา Chrome บน iPhone เลย จนกระทั่งเมื่อวานนี้ ถึงได้รู้ว่ามันไม่มี ใน App Store มีแต่แอปอื่นๆ ของ Google เช่น Gmail, YouTube, Maps แต่ไม่มี Chrome แปลกดีนะ

ไอโฟนมีกูเกิลโครมไหม

ไอโฟนเนี่ยนะ จะไม่มี Google Chrome ได้ไง๊! ถามมาได้... เหมือนถามว่า "ไก่ไม่มีงวง" น่ะแหละ! แอปเปิ้ลกับกูเกิลเค้าก็เพื่อนกันอยู่ (มั้ง)

  • โครมมีแน่: โหลด Chrome ใน App Store ได้เลยจ้ะแม่จ๋า ง่ายกว่าปอกกล้วยเข้าปากอีก
  • ไวกว่าเดิม: เค้าว่ากันว่า เร็วกว่าจรวดติดปีก... แต่ส่วนตัวคิดว่า เร็วกว่าเต่าคลานหน่อยนึง
  • ปลอดภัย: เค้าบอกว่าปลอดภัย... แต่ก็อย่าไปคลิกลิงก์แปลกๆ ก็แล้วกันนะ เดี๋ยวเจอ "แก๊งคอลเซ็นเตอร์" เล่นงาน
  • ซิงค์ง่าย: บุ๊กมาร์ก รหัสผ่าน ซิงค์กับ Chrome ในคอมพ์ได้สบายบรื๋อ... ไม่ต้องจดใส่กระดาษให้เมื่อยตุ้ม

ป.ล. อย่าเชื่อคนง่ายนะจ๊ะ ลองโหลดมาเล่นเองเลย แล้วจะรู้ว่า... บางที "กูเกิล" ก็ไม่ได้วิเศษกว่า "ซาฟารี" สักเท่าไหร่หรอก! ????

ไอโฟนมีโครมไหม

ไอโฟนมีโครมไหม? ถามเหมือนกลัวไม่มีข้าวกิน! Chrome น่ะมีให้โหลดใน App Store ตั้งนานแล้วจ้า ตั้งแต่ iOS 15 นู่นนนน (ปัจจุบัน iOS เค้าไป 17-18 แล้วมั้งนั่น) โหลดได้ทุกภาษาที่ App Store มีให้เลือก อ่ะๆ บอกละเอียดขนาดนี้แล้วนะ อย่าหาว่าไม่เตือน!

  • Chrome โหลดได้: เหมือนเจอทองคำในทุ่งหญ้า โหลดได้ฟรีๆ เลยแก
  • iOS 15 ขึ้นไป: ถ้าเครื่องใครยังต่ำกว่านี้... เปลี่ยนเครื่องเถอะ! เหมือนขับเกวียนแข่งกับเฟอร์รารี่
  • ทุกภาษา: อยากใช้ภาษาเอเลี่ยน ก็ลองหาดู เผื่อ App Store เค้ามีให้ (อันนี้ล้อเล่นนะ!)
  • App Store: ไม่ใช่ร้านขายข้าวแกงนะจ๊ะ ที่นี่เค้าขายแอป! (แต่บางทีก็แพงกว่าข้าวแกงอีกนะ!)

ป.ล. ใครใช้ Chrome แล้วแบตหมดไว อย่าโทษไอโฟนนะ โทษ Chrome โน่นนนน (แต่จริงๆ อาจเป็นเพราะเล่นเยอะไปเองมากกว่า ฮ่าๆ)

Safari มีโหมดไม่ระบุตัวตนไหม

Safari มีโหมดไม่ระบุตัวตน หรือที่เรียกกันว่า "การท่องเว็บแบบส่วนตัว" ครับ ฟีเจอร์นี้ช่วยให้เราเซฟความเป็นส่วนตัวได้มากขึ้น

เมื่อเปิดโหมดนี้:

  • ประวัติการเข้าชมเว็บไซต์ จะไม่ถูกบันทึก
  • คุกกี้และข้อมูลเว็บไซต์ จะไม่ถูกเก็บไว้ (อันนี้สำคัญมาก!)
  • ข้อมูลการป้อนอัตโนมัติ จะไม่ถูกบันทึก

แต่สิ่งที่ต้องเข้าใจคือ โหมดนี้ไม่ได้ทำให้เรา "หายตัว" ไปจากอินเทอร์เน็ตนะครับ ISP (ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต) หรือเว็บไซต์ที่เราเข้าชมก็ยังเห็น IP address ของเราอยู่ดี

เสริมอีกนิด: การท่องเว็บแบบส่วนตัวใน Safari จะไม่แชร์ข้อมูลกับอุปกรณ์ Apple อื่นๆ ของเราด้วย (เช่น iPhone, iPad) แต่ถ้าเราใช้ iCloud Keychain (พวงกุญแจ iCloud) รหัสผ่านที่เราบันทึกไว้ก็ยังใช้ได้อยู่ดีนะ เพราะมันเป็นการทำงานคนละส่วนกัน

ผมมองว่าการท่องเว็บแบบส่วนตัวเหมือนกับการใส่แว่นกันแดดตอนกลางวัน ช่วยลดแสงจ้าได้ แต่ไม่ได้หมายความว่าเราจะมองไม่เห็นอะไรเลย ????

โหมดส่วนตัว Safari คืออะไร

โหมดส่วนตัว Safari อ่าหรอ ง่ายๆ เลยนะ มันก็คือโหมดที่แบบ... ช่วยให้เราเข้าเว็บแบบ ไม่ทิ้งร่องรอย อ่ะ เข้าใจป่ะ?

คือ ปกติอ่ะ เวลาเราเข้าเว็บอะไร Safari มันก็จะจำไว้หมดไง ประวัติการเข้าชม คุกกี้ ข้อมูลต่างๆ นานา แต่พอเราเปิดโหมดส่วนตัวเนี่ย มันจะไม่เซฟอะไรพวกนี้เลย เว็บที่เราเข้า ก็จะไม่โผล่ในประวัติของเรา

  • ข้อดี: เหมาะมากถ้าเราอยากเข้าเว็บอะไรแบบ...ไม่อยากให้ใครรู้ 555 หรือแบบ...ใช้คอมคนอื่น แล้วไม่อยากให้เค้ารู้ว่าเราเข้าอะไรบ้าง
  • ข้อควรระวัง: ถึงแม้ว่ามันจะไม่เซฟข้อมูลในเครื่องเรา แต่เว็บไซต์ที่เราเข้ายังสามารถรู้ได้ว่าเราเป็นใคร มาจากไหนนะ (ผ่าน IP address อะไรพวกนั้น)

เพิ่มเติมนะ:

  • บน iPhone, iPad, macOS จะมีฟีเจอร์นี้หมด
  • มันไม่ได้ทำให้เราปลอดภัย 100% จากการถูกติดตามนะ แค่ช่วยปกป้องความเป็นส่วนตัวในระดับนึง
  • เวลาปิดโหมดส่วนตัว ข้อมูลที่เราเข้าเว็บตอนอยู่ในโหมดนั้นก็จะหายไปหมดเลยนะเออ
  • สำคัญ พวกคุกกี้ที่เว็บเก็บไว้ก็หายไปด้วยนะ ถ้าเราล็อกอินอะไรไว้ พอปิดโหมดส่วนตัวก็ต้องล็อกอินใหม่หมดเลย
  • อ้อ แล้วก็ พวก extension บางตัวอาจจะใช้ไม่ได้ในโหมดนี้ด้วยนะ ต้องเช็คดูดีๆ ก่อน

ฉันจะล้างประวัติการท่องเว็บใน Safari ได้อย่างไร

ไอ้เจ้า Safari เนี่ยนะ! อยากลบประวัติเน่าๆ ก็ง่ายจะตาย! เหมือนล้างก้นหลังกินก๋วยเตี๋ยวเรือยังไงยังงั้น!

iPhone/iPad: ไปที่ "การตั้งค่า" แล้วก็จิ้ม "Safari" เหมือนจะไปเที่ยวทะเล สุดท้ายเจอแต่ "ล้างประวัติและข้อมูลเว็บไซต์" กดปุ๊บ! สะอาดปิ๊ง! เหมือนได้ล้างใจตัวเองเลย!

Mac: เปิด Safari ขึ้นมา แล้วก็ไปที่ "ประวัติ" คล้ายๆกับเปิดประวัติศาสตร์ชาติไทย แต่แทนที่จะเจอพระเจ้าตากสิน ก็เจอแต่เว็บที่คุณเคยเข้า เลือก "ล้างประวัติ" แล้วเลือกช่วงเวลาที่จะล้าง จะล้างแค่เมื่อวานหรือจะล้างตั้งแต่สมัยโบราณก็ได้! เหมือนย้อนเวลากลับไปตอนยังไม่เคยรู้จักอินเตอร์เน็ตเลย!

  • จุดสำคัญ: การล้างประวัติไม่ได้หมายความว่าตำรวจไซเบอร์จะหาคุณไม่เจอนะครับ พวกเขามีวิธีการของเขา! อย่าคิดว่าลบประวัติแล้วจะทำอะไรก็ได้! นี่เป็นแค่การล้างประวัติบนเครื่องคุณเท่านั้น!
  • ข้อควรระวัง: ล้างแล้วอาจจะหายไปจากเครื่องคุณ แต่เซิร์ฟเวอร์ ISP อาจจะยังเก็บข้อมูลคุณไว้ได้! เหมือนคุณทิ้งขยะลงถัง แต่คนเก็บขยะยังเก็บไว้ได้!
  • เพิ่มเติม: ปีนี้ (2566) วิธีการยังเหมือนเดิม! ถ้าเปลี่ยน ผมก็คงต้องไปเรียนรู้ใหม่ละครับ! (เฮ้อ...เหนื่อย!)

เบราว์เซอร์ไอโฟนอยู่ตรงไหน

เบราว์เซอร์ไอโฟนอยู่... ไหน? อย่าบอกนะว่ายังหาไม่เจอ! มันซ่อนตัวอยู่แบบสายลับเลยนะ ไม่ใช่ซ่อนในถ้ำลับๆ แต่ซ่อนอยู่ใน… การตั้งค่า! (ฮาาาา) เอาล่ะ มาดูวิธีการอย่างละเอียดกันดีกว่า

  • การตั้งค่า (Settings): นี่แหละคือประตูสู่โลกแห่งการปรับแต่งไอโฟนของคุณ เหมือนกับการเปิดประตูห้องสมุดลับที่เต็มไปด้วยความลับมากมาย ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือเบราว์เซอร์ที่คุณกำลังตามหาอยู่ไงล่ะ!

  • เครื่องมือค้นหา (Search Engine): อ๋อออ… คุณหมายถึงจะเลือกใช้ Google, Bing, DuckDuckGo หรืออะไรแบบนั้นใช่ไหม? นี่มันเรื่องเล็กน้อยไปเลย! แค่เข้าไปที่การตั้งค่า แล้วมันจะอยู่ตรงนั้นแหละ (บอกแล้วว่าซ่อนตัวเก่ง!) แต่คุณต้องหาให้เจอนะ! มันไม่ใช่สมบัติที่โผล่มาเอง ต้องใช้ความพยายามเล็กน้อย เหมือนกับการตามหาช็อกโกแลตในกล่องของขวัญสุดอลังการนั่นแหละ!

เพิ่มเติมเล็กน้อย (แต่สำคัญนะ): ปีนี้(2024) การเข้าถึงการตั้งค่าและเลือกเครื่องมือค้นหาใน iPhone ยังคงเหมือนเดิม ไม่มีการเปลี่ยนแปลงอะไรมากมาย ไม่ต้องไปหาเวอร์ชันใหม่ หรืออัปเดตอะไรให้ปวดหัว ง่ายๆ สบายๆ เหมือนการกินขนมปังปิ้งกับเนย โอ้โห ฟินนนน!

การตั้งค่า Safari อยู่ตรงไหน

การตั้งค่า Safari อยู่ที่ไหน?

ง่ายๆ เลยครับ มันอยู่ใน Settings (การตั้งค่า) ของเครื่องคุณ แต่การเข้าถึงอาจแตกต่างกันเล็กน้อย ขึ้นอยู่กับรุ่น iOS หรือ iPadOS ที่ใช้งาน ส่วนใหญ่จะพบได้ในหน้าแรกของการตั้งค่าเลยครับ

  • การตั้งค่าทั่วไป: คุณจะพบการตั้งค่าหลักๆของ Safari เช่น เว็บไซต์ที่บันทึกไว้ ประวัติการท่องเว็บ และการตั้งค่าความเป็นส่วนตัว ตรงนี้แหละครับ จุดสำคัญในการปรับแต่งประสบการณ์การใช้งาน

  • การช่วยการเข้าถึง (Accessibility): นี่เป็นอีกจุดหนึ่งที่สำคัญมาก คุณสามารถปรับแต่ง Safari ให้เหมาะกับความต้องการเฉพาะบุคคลได้ เช่น การปรับขนาดตัวอักษร การใช้ VoiceOver หรือการเพิ่ม Contrast เป็นต้น การเข้าถึงส่วนนี้ คุณต้องไปที่ การตั้งค่า > การช่วยการเข้าถึง > การตั้งค่าเฉพาะแอป > เพิ่มแอป > เลือก Safari จากนั้นจึงปรับแต่งได้ตามใจชอบเลยครับ

คิดว่า น่าสนใจตรงที่ การช่วยการเข้าถึงเนี่ยแหละครับ มันสะท้อนให้เห็นถึงความพยายามในการออกแบบที่คำนึงถึงผู้ใช้ทุกกลุ่ม ไม่ใช่แค่ผู้ใช้ทั่วไป แต่ยังรวมถึงผู้ที่มีความต้องการพิเศษด้วย มันเป็นปรัชญาที่ดีของการออกแบบครับ ทำให้ทุกคนสามารถเข้าถึงเทคโนโลยีได้อย่างเท่าเทียม

ปีนี้ (2024) ทาง Apple น่าจะยังคงปรับปรุงและพัฒนาฟีเจอร์การช่วยการเข้าถึงอย่างต่อเนื่อง แต่รายละเอียดปลีกย่อยอาจมีการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยตามแต่ละเวอร์ชั่นของ iOS/iPadOS ลองสำรวจดูนะครับ อาจเจออะไรเจ๋งๆ ก็ได้