คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นร้อนมากเป็นเพราะอะไร

87 ครั้งเข้าชม
คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นร้อนจัดมักเกิดจากฝุ่นหรือสิ่งสกปรกสะสมบนตัวเครื่องโดยตรง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญระบบทำความเย็น สิ่งสกปรกเหล่านี้ขัดขวางการระบายความร้อน ทำให้คอมเพรสเซอร์ต้องทำงานหนักเกินไปเพื่อรักษาอุณหภูมิที่เหมาะสม ส่งผลให้มีความร้อนสะสมสูงขึ้น และอาจรู้สึกร้อนบริเวณด้านข้างตู้เย็นได้
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

สาเหตุอะไรที่ทำให้คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นร้อนผิดปกติ?

คอมตู้เย็นร้อนเพราะอะไร? ส่วนใหญ่เลยคือฝุ่นเกาะหนาตรงแผงระบายความร้อนด้านหลัง มันระบายอากาศไม่ได้ คอมเลยต้องปั่นงานหนักขึ้นจนร้อนจี๋

เคยเจอเลยกับตู้เย็นเก่าที่คอนโดเก่าแถวลาดพร้าว อยู่ๆ ด้านข้างมันก็ร้อนแบบเอามือแตะค้างไว้ไม่ได้ แล้วเสียงก็ดังหึ่งๆ ตลอดเวลา ตอนแรกก็ไม่ได้สนใจอะไรมาก คิดว่ามันคงเก่าแล้ว.

จนค่าไฟเดือนสิงหาปี 62 มั้ง มันพุ่งขึ้นมาแปลกๆ เลยลองลากตู้เย็นออกมาดู โอ้โห... ข้างหลังนี่ไม่ใช่แค่ฝุ่นนะ มันเป็นพรมฝุ่นเลย มีทั้งใยแมงมุม ขนแมวเกาะกันเป็นแผ่นหนาเตอะตรงแผงเหล็กดำๆ นั่นแหละ คือมันไม่มีทางให้อากาศผ่านได้เลยจริงๆ.

วันนั้นเลยต้องปิดตู้เย็น เอาเครื่องดูดฝุ่นมาดูด เอาแปรงมาขัด พอสะอาดเอี่ยมแล้วเสียบปลั๊กใหม่ เออ... เสียงมันเบาลงเยอะเลย ด้านข้างก็แค่อุ่นๆ เหมือนเดิม ไม่ร้อนจัดแล้ว. เรื่องแค่นี้จริงๆ ที่ทำให้คอมเพรสเซอร์มันทำงานเหมือนจะขาดใจ.

คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นร้อนจัดเกิดจากอะไร

คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นร้อนมาก ๆ เนี่ย ส่วนใหญ่ มาจากพวกสิ่งสกปรกนะ ที่มันไปเกาะไปสะสมอยู่แถว ๆ นั้นอะ

  • ฝุ่นละออง นี่ตัวดีเลย ยิ่งถ้าบ้านใครเลี้ยงสัตว์นะ ขนสัตว์ ก็มาด้วย
  • พวกนี้มันไป อุดตัน ทางที่อากาศจะถ่ายเทออกไปอะ

พอความร้อนมันระบายออกไม่ได้ มันก็เลยต้องสะสมอยู่ตรงนั้น คอมเพรสเซอร์ก็เลยร้อนจี๋เลย

เพิ่มเติมนะ:

  • ตำแหน่งที่มีปัญหาส่วนใหญ่: มักจะอยู่ด้านหลังหรือด้านล่างของตู้เย็น
  • อาการอื่น ๆ ที่สังเกตได้: นอกจากคอมเพรสเซอร์ร้อนแล้ว อาจจะรู้สึกว่าตู้เย็นทำงานหนักขึ้น เสียงดังขึ้น หรือ กินไฟมากกว่าเดิม
  • วิธีแก้เบื้องต้น: ลอง ถอดปลั๊ก ตู้เย็นออกก่อน แล้วใช้ แปรงปัดฝุ่น หรือ เครื่องดูดฝุ่น ค่อย ๆ ทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ คอมเพรสเซอร์

ที่สำคัญ: ถ้าทำความสะอาดแล้วยังไม่หาย หรือไม่แน่ใจว่าทำถูกไหม เรียกช่างมาดูดีกว่า นะ จะได้ไม่เสียหายหนักกว่าเดิม

คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นทำงานกี่นาที

คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นของฉัน ทำงานประมาณ 3-5 นาที แล้วหยุดไป สักพักใหญ่ๆ กว่าจะกลับมาทำงานอีกที น่าจะเกิน 15 นาที เลยทีเดียว.

จำได้แม่นเลย ตอนซื้อตู้เย็นใหม่ๆ ปี 2022 ที่บ้าน แถวบ้านเอื้ออาทร บางบัวทอง ตอนนั้นอากาศร้อนจัด ช่วงบ่ายๆ เปิดตู้เย็นดูของกินบ่อยๆ วันนั้นประมาณ 4 โมงเย็น ได้ยินเสียงคอมเพรสเซอร์ทำงานดังแปลกๆ เสียงเหมือนเครื่องกำลังสู้กับอะไรสักอย่าง สักพักก็เงียบไป ใจเสียเลยคิดว่าเสียแล้ว รีบโทรหาช่างที่ร้าน.

พอช่างมาถึง วันรุ่งขึ้นช่วงเช้า ประมาณ 10 โมง เขาบอกว่า "อาการแบบนี้ปกติครับพี่ ไม่ต้องห่วง" เขาอธิบายว่า ตู้เย็นสมัยใหม่มันฉลาด มันจะ พักคอมเพรสเซอร์ เพื่อ ยืดอายุการใช้งาน แล้วก็ ประหยัดไฟ ด้วย. ตอนแรกไม่เชื่อเลย รู้สึกว่ามันแปลกๆ แต่ช่างก็เปิดให้ดู จับเวลาจริงๆ ว่ามันหยุดนานจริงๆ.

หลังจากนั้นก็สบายใจ ทุกวันนี้ ปี 2024 ก็ยังใช้ตู้เย็นเครื่องเดิม สีขาวๆ รุ่นธรรมดา เปิดประตูตู้เย็น เช้า เย็น ก็ยังได้ยินเสียงคอมเพรสเซอร์ ทำงานเป็นรอบๆ ไม่ได้ถี่เหมือนเครื่องเก่าๆ รู้สึกว่ามันทนทานดี.

  • เวลาทำงานต่อรอบ: ประมาณ 3-5 นาที
  • เวลาพักระหว่างรอบ: เกิน 15 นาที (อาจจะ 20-25 นาที)
  • ช่วงเวลาที่สังเกต: ปี 2022 - 2024
  • สถานที่: บ้านแถวบางบัวทอง
  • ความรู้สึกตอนแรก: กังวล คิดว่าเครื่องเสีย
  • ความรู้สึกหลังจากช่างอธิบาย: โล่งใจ เข้าใจ
  • สาเหตุที่คอมเพรสเซอร์ทำงานไม่ต่อเนื่อง: เป็นกลไกปกติเพื่อยืดอายุและประหยัดไฟ
  • ผลลัพธ์: ตู้เย็นทำงานได้ดี ทนทาน

คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นร้อนมากปกติไหม?

คอมเพรสเซอร์ตู้เย็นร้อน เป็นเรื่องปกติ.

  • อากาศไม่พอ: ปัญหามันอยู่ตรงนั้นแหละ. ถ้าลมมันไม่ผ่านคอมเพรสเซอร์อย่างที่ควรจะเป็น มันก็ระบายความร้อนไม่ทัน. ของมันก็ร้อนน่ะสิ.
  • ฝุ่น/ของขวาง: คอยล์คอนเดนเซอร์สกปรก หรือมีอะไรไปบังใบพัดลม. แค่นั้นแหละ.
  • แก้แค้น่าย: ปัดฝุ่นให้มันหน่อย. ก็กลับมาดีเหมือนเดิม.

เพิ่มเติม:

  • การระบายอากาศ: ตู้เย็นต้องการพื้นที่หายใจ. อย่าไปยัดมันชิดผนังเกินไป.
  • การทำความสะอาด: ทำเป็นประจำ. ไม่ใช่รอจนมันใกล้พังแล้วค่อยมาปัดกวาด.
  • เสียงผิดปกติ: ถ้ามันร้อนแล้วมีเสียงดังแปลกๆ ด้วย. อันนั้นอาจจะไม่ใช่แค่เรื่องฝุ่นแล้ว.

คอมเพรสเซอร์ตู้เย็น ทํางานยังไง?

โอ้ยยย นึกแล้วยังโมโหไม่หาย เรื่องตู้เย็นที่คอนโดเก่าตรงลาดพร้าวพังเมื่อกลางปีที่แล้ว ร้อนก็ร้อน ไอติมในช่องฟรีซคือละลายเป็นน้ำเลย เสียงตู้เย็นที่เคยดังหึ่งๆ มันเงียบไปเฉยๆ

ตอนแรกก็งงๆ ทำไรไม่ถูก เลยโทรเรียกช่างแถวนั้นมาดู เป็นลุงแก่ๆ หน่อยแต่ดูเก๋าเกมมาก เขามาถึงก็เอาหูแนบหลังตู้เย็น ฟังๆ เคาะๆ อยู่แป๊บนึงแล้วหันมาบอก "คอมไม่ทำงานน้อง"

ผมก็ถามว่าคอมมันคืออะไรวะลุง เขาเลยชี้ไปที่ก้อนสีดำๆ ใหญ่ๆ ข้างหลังตู้เย็น บอกว่านี่แหละหัวใจของมันเลย ถ้ามันไม่ทำงานก็จบ

ลุงแกอธิบายแบบบ้านๆ เลยนะ ว่าไอ้ก้อนดำๆ เนี่ย มันคือเครื่องปั๊มดีๆ นี่เอง

หน้าที่ของคอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบคือ ดูดสารทำความเย็นที่เป็นแก๊สความดันต่ำๆ เย็นๆ จากข้างในตู้ (ตรงแผงเย็นๆ) แล้วใช้ลูกสูบข้างใน อัดมันให้แน่นจนกลายเป็นแก๊สที่ร้อนจี๋และความดันสูงปรี๊ด แล้วก็ถีบส่งแก๊สร้อนๆ เนี่ยไปที่แผงระบายความร้อนหลังตู้เย็น

พอแก๊สมันระบายความร้อนออก มันก็จะกลายเป็นของเหลว แล้วก็วนกลับไปสร้างความเย็นในตู้อีกที เป็นแบบนี้ไปเรื่อยๆ พอคอมพัง วัฏจักรนี้มันก็หยุด ตู้เย็นเลยไม่เย็นไง

วันนั้นโดนค่าเปลี่ยนคอมไปหลายพันเลย แต่ก็ต้องยอมจ่าย ดีกว่าไม่มีน้ำเย็นกินตอนอากาศร้อนๆ

  • คอมเพรสเซอร์แบบลูกสูบ (Reciprocating Compressor) ที่ลุงช่างพูดถึง มันทำงานเหมือนเครื่องยนต์รถเลย
  • จังหวะดูด: พอลูกสูบเลื่อนลง มันจะสร้างแรงดูดมหาศาล ดูดไอของสารทำความเย็น (ที่เป็นแก๊ส) จากแผงคอยล์เย็นในตู้เข้ามาเก็บในกระบอกสูบ
  • จังหวะอัด: จากนั้นลูกสูบจะเลื่อนขึ้นอย่างเร็ว อัดแก๊สในกระบอกสูบให้มีแรงดันสูงขึ้นมากๆ อุณหภูมิก็จะพุ่งสูงตามไปด้วย
  • จังหวะส่ง: สุดท้ายมันจะเปิดวาล์วปล่อยแก๊สร้อนความดันสูงนี้ออกไปที่แผงคอยล์ร้อน (คอนเดนเซอร์) ด้านหลังตู้เพื่อรอการระบายความร้อนต่อไป นี่คือเหตุผลที่หลังตู้เย็นมันร้อนตลอดเวลา

ตู้เย็นมีกลิ่นไหม้เกิดจากอะไร?

ตู้เย็นมีกลิ่นไหม้เหรอ? อ๋อ มันกำลังก่อกบฏน่ะสิ เบื่อเป็นตู้เย็นแล้ว อยากอัปเกรดเป็นเตาอบ เลยซ้อมปล่อยกลิ่นรมควันสร้างบรรยากาศ

แต่ถ้าเอาแบบจริงจังไม่จ้อจี้ ส่วนใหญ่เลยนะ ไอ้กลิ่นปริศนานี่มาจากผู้ต้องสงสัยหน้าเดิมๆ 3 รายนี่แหละ

ตัวเต็งอันดับหนึ่งคือ ฮีตเตอร์ละลายน้ำแข็ง (Defrost Heater) เจ้าหมอนี่คือจำเลยในคดีกลิ่นไหม้เกินครึ่งเลยนะ หน้าที่มันคือค่อยๆ ละลายน้ำแข็ง ไม่ใช่จัดพิธีฌาปนกิจให้น้ำแข็งในช่องฟรีซ พอเริ่มเสีย มันก็จะร้อนเกินเบอร์จนพลาสติกใกล้ๆ ละลาย หรือไหม้ซะเอง

รองลงมาคือ แผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ (Control Board) หรือที่เราเรียกกันเล่นๆ ว่าสมองกลของตู้เย็น พอสมองมันรวน ก็สั่งงานมั่วไปหมด ไฟฟ้าลัดวงจรเบาๆ ส่งกระแสไฟผิดๆ ถูกๆ ก็เกิดเป็นกลิ่นไหม้แบบสารเคมีหน่อยๆ ให้เราเวียนหัวเล่น

สุดท้ายคือ มอเตอร์คอมเพรสเซอร์ (Compressor Motor) เปรียบเสมือนหัวใจของระบบที่ทำงานหนักมาทั้งชีวิต พออายุมากเข้า ลูกปืนในมอเตอร์มันสึก ก็เกิดความร้อนสะสมจนเกินงาม เหมือนคนวิ่งมาราธอนจนกล้ามเนื้อไหม้ ฟีลนั้นเลย

  • กองทัพฝุ่นใต้ตู้เย็น: อย่าดูถูกพลังของฝุ่นนะ! พอฝุ่นจับตัวหนาเตอะที่แผงคอยล์ร้อนหรือใกล้คอมเพรสเซอร์ มันก็กลายเป็นเชื้อเพลิงชั้นดี พอมอเตอร์ทำงานร้อนๆ ก็อาจจะเผาไหม้เจ้าฝุ่นพวกนี้จนส่งกลิ่นออกมาได้

  • โศกนาฏกรรมพลาสติก: บางทีก็เป็นเรื่องเส้นผมบังภูเขา อาจมีชิ้นส่วนพลาสติกเล็กๆ หรือเศษถุงพลาสติกปลิวไปตกแปะอยู่บนชิ้นส่วนที่ร้อนๆ เช่น หลอดไฟที่ไม่ยอมดับ หรือตัวฮีตเตอร์เอง ผลลัพธ์ก็คือกลิ่นพลาสติกไหม้ที่ชัดเจนสุดๆ

  • น้ำตารั่วซึม: ท่อน้ำทิ้งตันหรือน้ำจากการละลายน้ำแข็งหยดผิดที่ผิดทาง ไปโดนอุปกรณ์ไฟฟ้าหรือหลอดไฟที่ร้อนอยู่พอดี มันก็จะเกิดเสียง "ฉ่า" เบาๆ พร้อมกลิ่นอับไหม้ๆ คล้ายผ้าเปียกโดนเตารีด

  • หลอดไฟผู้ไม่เคยหลับใหล: สวิตช์ประตูเสีย ทำให้หลอดไฟในตู้เย็นทำงานล่วงเวลาแบบไม่มีวันหยุด มันก็จะร้อนขึ้นเรื่อยๆ จนอาจทำให้พลาสติกที่อยู่ใกล้ๆ กรอบหรือละลายได้ นี่แหละเบสิกแต่คนลืมบ่อย

ตู้เย็นระเบิดเกิดจากอะไรได้บ้าง?

สาเหตุหลัก ๆ ที่ทำให้ตู้เย็นระเบิดได้นั้นมาจากประเด็นเรื่อง ไฟฟ้าลัดวงจร และ การทำงานผิดปกติของคอมเพรสเซอร์ สองอย่างนี้คือจุดที่มักเป็นปัญหาใหญ่ ลองมาดูกันทีละจุด

ไฟฟ้าลัดวงจร เป็นเรื่องที่พบได้บ่อย เริ่มจากสายไฟหรือปลั๊กที่มีความเสียหาย เสื่อมสภาพ หรือมีการใช้ปลั๊กพ่วงที่ไม่ได้มาตรฐานจนเกิดประกายไฟ จากนั้นเปลวไฟก็ลุกลามไปสู่ตัวตู้เย็น ซึ่งมีวัสดุที่ติดไฟได้ เมื่อความร้อนสูงขึ้นเรื่อย ๆ หรือมีสารทำความเย็นบางชนิดที่ติดไฟได้ การระเบิดก็เป็นผลลัพธ์ที่ตามมา การที่เรามองเห็นเพลิงไหม้ก่อนการระเบิด นี่คือกระบวนการที่เกิดขึ้นเสมอ การที่เราละเลยสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ แบบนี้ บางครั้งมันก็ส่งผลใหญ่เกินคาดคิดนะ

ส่วนอีกสาเหตุคือ คอมเพรสเซอร์ระเบิด อันนี้ก็อันตรายไม่แพ้กัน จะเห็นร่องรอยเสียหายหนัก ๆ ตรงด้านหลังตู้เย็นเลยทีเดียว สาเหตุหลัก ๆ คือคอมเพรสเซอร์ทำงานหนักเกินไป บางทีก็เป็นเพราะระบบระบายความร้อนไม่ดี ตู้เย็นอยู่ในที่อับชื้น หรือโดนแสงแดดจัด ๆ ความร้อนสะสมมหาศาลภายในระบบจนถึงจุดวิกฤต การที่อุปกรณ์ทำงานเกินขีดจำกัดตัวเองย่อมมีผลลัพธ์ที่ไม่ดีเสมอ มันเหมือนกับการอดทนแบกรับอะไรบางอย่าง สุดท้ายก็ถึงจุดที่ทนไม่ไหวและพังลงมานั่นแหละ

จริง ๆ แล้วยังมีปัจจัยอื่น ๆ ที่ส่งเสริมความเสี่ยงเหล่านี้ด้วยนะ เหมือนเป็นการเสริมเชื้อไฟให้ปัญหามันหนักขึ้นไปอีก

  • สารทำความเย็นรั่วไหล: ตู้เย็นรุ่นเก่าบางรุ่นยังใช้สารทำความเย็นที่เป็นเชื้อเพลิงได้ เมื่อเกิดการรั่วไหลและสัมผัสกับประกายไฟหรือความร้อน ก็อาจทำให้เกิดการระเบิดได้เช่นกัน
  • การอุดตันของท่อส่งน้ำยา: เมื่อท่อต่าง ๆ ในระบบทำความเย็นเกิดการอุดตัน ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุใดก็ตาม มันจะทำให้คอมเพรสเซอร์ทำงานหนักขึ้น ความดันและอุณหภูมิในระบบก็พุ่งสูงขึ้น จนถึงจุดที่ระบบรับไม่ไหว
  • การสะสมของฝุ่นและความสกปรก: บริเวณด้านหลังตู้เย็นที่เป็นส่วนของคอยล์ร้อนและคอมเพรสเซอร์ ถ้ามีฝุ่นเกาะหนาแน่น จะขัดขวางการระบายความร้อน ทำให้คอมเพรสเซอร์ร้อนจัดและทำงานหนักขึ้นเรื่อย ๆ เหมือนคนเราที่เหนื่อยง่ายขึ้นเมื่อต้องออกแรงในที่อากาศไม่ถ่ายเท
  • อายุการใช้งานและสภาพอุปกรณ์: ตู้เย็นที่ใช้งานมานาน อุปกรณ์ภายในก็ย่อมเสื่อมสภาพไปตามกาลเวลา สายไฟฉนวนแตก คอมเพรสเซอร์ทำงานไม่เต็มประสิทธิภาพ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยที่เพิ่มความเสี่ยง การบำรุงรักษาจึงเป็นสิ่งสำคัญ เราต้องเข้าใจว่าทุกสิ่งมีวันหมดอายุการใช้งานนะ
  • การติดตั้งที่ไม่เหมาะสม: การวางตู้เย็นในพื้นที่ที่ไม่มีอากาศถ่ายเทเพียงพอ หรือใกล้แหล่งกำเนิดความร้อน ก็เป็นอีกปัจจัยที่ทำให้ระบบทำความเย็นทำงานหนักเกินไปและเสี่ยงต่อปัญหาได้.