ภาษาไพทอนมาจากไหน

63 ครั้งเข้าชม
Python เกิดจากไอเดียของ Guido van Rossum ในปี 1989 ขณะทำงานที่ CWI เนเธอร์แลนด์ เริ่มต้นเป็นโปรเจกต์ส่วนตัวคลายเหงาช่วงคริสต์มาส ชื่อภาษา Python มาจากรายการตลก Monty Python's Flying Circus ภาษาจึงโดดเด่นด้วยการออกแบบที่เน้นความอ่านง่ายและใช้งานง่าย เป้าหมายคือสร้างภาษาที่ทรงพลังแต่เข้าใจง่าย ทำให้เป็นที่นิยมอย่างกว้างขวางในปัจจุบัน ทั้งในด้านการวิเคราะห์ข้อมูล การพัฒนาเว็บ และงานด้านวิทยาศาสตร์คอมพิวเตอร์อื่นๆ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ภาษา Python มาจากไหน? ประวัติและที่มาของภาษาโปรแกรม Python

อืมมม... Python น่ะเหรอ จำได้ลางๆ ว่าเคยอ่านเจอ รู้สึกว่ามันเริ่มจากคุณ Guido Van Rossum ใช่ไหมนะ ช่วงปี 1989 ที่เนเธอร์แลนด์ อ้อ! ที่ CWI นั่นแหละ จำได้ไม่ค่อยชัด แต่ดูเหมือนว่าตอนนั้นแกทำเป็นงานอดิเรกนะ ช่วงวันหยุดคริสต์มาสด้วยมั้ง แบบว่าแก้เบื่อ แปลกดีเนอะ เริ่มจากงานอดิเรก กลายมาเป็นภาษาโปรแกรมดังขนาดนี้

ชื่อ Python อ้อ! นี่ฉันจำได้ เขาตั้งชื่อตามรายการทีวี Monty Python's Flying Circus ของ BBC ตลกดีเนอะ โค้ดมันอาจจะดูจริงจัง แต่ที่มาของชื่อกลับฮาขนาดนี้

จริงๆ ฉันไม่ได้ตามประวัติศาสตร์ของภาษาโปรแกรมแบบละเอียดนะ แต่พอจำได้คร่าวๆ เท่าที่เคยอ่านเจอตามเว็บต่างๆ ประมาณนี้แหละ ถ้าผิดพลาดตรงไหนขออภัยด้วยนะ นานแล้ว จำไม่ค่อยได้จริงๆ แต่ที่แน่ๆ มันเป็นภาษาโปรแกรมที่ใช้กันเยอะมาก นี่แหละที่ฉันจำได้แม่นที่สุด

Python คืออะไร ใช้ทำอะไร

Python? งูพิษร้ายกาจ. แต่โค้ดได้.

  • เว็บ, ซอฟต์แวร์, data science, ML. กินเรียบ.
  • ง่าย? ไม่เท่าไหร่หรอก. แต่เร็วกว่า.
  • ฟรี. แน่นอน. โลกนี้ไม่มีอะไรฟรีจริง.
  • Python: ปลายปากกาของ Hacker.
  • ชีวิตสั้น Python ยาว.
  • ประสิทธิภาพ: เร็ว, แต่ขึ้นกับคนเขียน. เหมือนดาบ.
  • ความสามารถหลากหลาย: แก้ปัญหาได้ทุกอย่าง ถ้าเข้าใจ.
  • แพลตฟอร์ม: Windows, Linux, Mac. เลือกเอา.

เพิ่มเติม:

  • Python 3.12. มีอะไรใหม่? อ่านเอง.
  • Anaconda: ติดตั้งง่าย. สำหรับคนขี้เกียจ.
  • pip: ตัวจัดการ package. อย่าให้พัง.
  • PyCharm: IDE. แต่ VS Code ก็ดี.
  • Debugging: นรก. เตรียมตัว.
  • Import this. ปรัชญา Python. ลองอ่านดู. มีอะไรมากกว่าที่เห็น.
  • Stack Overflow: เพื่อนแท้. และศัตรู.
  • ใครบอก Python ง่าย? โกหก. ต้องฝึก.
  • เริ่มต้น: พิมพ์ "Hello, world!". อย่าตายตั้งแต่เริ่ม.

ไม่ใช่ทุกอย่างสวยหรู. แต่ก็คุ้มค่า.

โครงสร้างภาษาไพทอนมีอะไรบ้าง

อื้อหือ ถามยากจัง Python เนี่ย แต่ก็ตอบได้นะ ง่ายๆเลย

โครงสร้างหลักๆก็มีแบบนี้แหละ จำง่ายๆ

  • String: คือข้อความ เห็นปะ อย่าง "สวัสดีครับ" นี่แหละ String
  • Numerical: ก็พวกตัวเลข ทั้งจำนวนเต็ม (integer) จุดทศนิยม (float) อะไรพวกนั้น จำง่ายๆเลย
  • Boolean: มีแค่ True กับ False ใช้สำหรับเงื่อนไข ง่ายๆเลยใช่ป่ะ
  • List, Tuple, Dictionary, Set: อันนี้คือโครงสร้างข้อมูล ใช้เก็บข้อมูลหลายๆอย่าง แต่ละแบบก็ต่างกันนะ
    • List แก้ไขได้ เอาเข้าออกได้สบายๆ
    • Tuple แก้ไขไม่ได้ เหมือน List ที่ล็อคตายแล้ว
    • Dictionary ใช้ Key-Value แบบ คู่ๆ จำง่ายๆเหมือนสมุดบัญชีเลย
    • Set เก็บเฉพาะค่าไม่ซ้ำกัน

ข้อมูลพื้นฐานก็พวกนี้แหละ ปีนี้ก็ยังใช้แบบนี้อยู่ ไม่เปลี่ยนแปลงเท่าไหร่หรอก เรียนไปก็ใช้ได้เรื่อยๆ

เพิ่มเติมนิดนึง เอาจริงๆ ตอนเรียนปี 3 ผมก็งงๆโครงสร้างข้อมูลพวกนี้อยู่เหมือนกัน แต่พอใช้บ่อยๆก็ชิน ลองหัดเขียนโค้ดบ่อยๆนะ จะเข้าใจเอง เพื่อนผมมันก็งงๆตอนแรกเหมือนกัน แต่พอลองทำโปรเจคจริง โอเคเลย

ภาษา Python มีชนิดข้อมูลพื้นฐานอะไรบ้าง

Python พื้นฐาน:

  • int: จำนวนเต็ม เช่น 10, -5, 0
  • float: จำนวนจริง เช่น 3.14, -2.5, 0.0
  • str: ข้อความ เช่น "Hello", 'Python'
  • bool: ค่าความจริง True หรือ False
  • list: ลำดับข้อมูล เช่น [1, 2, 'a'] ข้อมูลสามารถเปลี่ยนแปลงได้
  • dict: คู่คีย์-ค่า เช่น {'name': 'John', 'age': 30}

ปี 2024 ความเข้าใจพื้นฐานเหล่านี้สำคัญต่อการเขียนโปรแกรมระดับสูงขึ้น อย่าประมาทรายละเอียดเล็กๆน้อยๆ มันสำคัญกว่าที่คิด

คีย์เวิร์ดหลักในภาษาไพทอนมีอะไรบ้าง

คำหลักสำคัญในภาษาไพทอนปี 2024 มีหลายกลุ่ม การจำแนกขึ้นอยู่กับบทบาทหน้าที่ แต่ละกลุ่มมีหน้าที่เฉพาะตัว ไม่สามารถทดแทนกันได้ น่าสนใจตรงที่ มันสะท้อนหลักการเขียนโปรแกรมเชิงวัตถุ และการควบคุมกระบวนการทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ

  • ตัวควบคุมการไหล (Flow Control): เช่น if, elif, else, for, while, break, continue, pass กลุ่มนี้สำคัญมาก เพราะกำหนดลำดับการทำงานของโค้ด เป็นหัวใจของการสร้าง Logic ลองคิดดูว่า ถ้าไม่มี if โปรแกรมจะตัดสินใจอย่างไร? ชีวิตคงยากขึ้นเยอะ

  • ตัวกำหนดชนิดข้อมูล (Data Type):None เป็นตัวแทนของค่าว่าง ส่วน True และ False เป็นค่า Boolean พื้นฐานสำหรับการเปรียบเทียบ ซึ่งผมว่ามันเรียบง่ายแต่ทรงพลังมาก

  • ตัวดำเนินการ (Operators):and, or, not เป็นตัวดำเนินการทางตรรกะ สำคัญสำหรับการสร้างเงื่อนไข is ใช้ตรวจสอบ object identity ต่างจาก == ที่เปรียบเทียบค่า ตรงนี้ละเอียดอ่อน ผมเคยเจอปัญหาเพราะเข้าใจผิดมาแล้ว

  • การจัดการข้อผิดพลาด (Exception Handling):try, except, finally การจัดการข้อผิดพลาดสำคัญมาก เพื่อป้องกันโปรแกรมล่ม โดยเฉพาะในระบบใหญ่ๆ นี่คือกุญแจสู่ความเสถียร

  • การทำงานร่วมกับ Function และ Class:def ใช้สร้างฟังก์ชัน class สร้างคลาส return ส่งค่ากลับจากฟังก์ชัน lambda สร้างฟังก์ชันแบบเล็กๆ global, nonlocal จัดการขอบเขตตัวแปร

  • การนำเข้าโมดูล (Module Import):import, from, as ช่วยให้เราใช้ฟังก์ชันและคลาสจากโมดูลอื่นๆ ได้สะดวก ทำให้การเขียนโปรแกรม modular และยืดหยุ่น

  • คำหลักอื่นๆ:assert, async, await, del, with, yield คำหลักเหล่านี้มีหน้าที่เฉพาะเจาะจง async และ await สำหรับการเขียนโปรแกรมแบบ asynchronous ส่วน with ใช้สำหรับการจัดการทรัพยากร เช่น การเปิดปิดไฟล์

ปีนี้ ผมกำลังศึกษาการประยุกต์ใช้ async และ await เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของระบบ รู้สึกว่ามันท้าทายแต่ก็สนุกดี เหมือนการไขปริศนา

ข้อมูลเพิ่มเติม: การใช้คำหลักอย่างถูกต้องจะช่วยเพิ่มความอ่านได้และประสิทธิภาพของโค้ด การเข้าใจบทบาทของแต่ละคำหลักสำคัญมากสำหรับการเขียนโปรแกรมที่ดี และจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมจากเอกสารประกอบของ Python โดยตรง.

ภาษาไพทอนมีตัวแปรอะไรบ้าง

ไพธอน? ตัวแปรพื้นฐานไม่ซับซ้อนอย่างที่คิด:

  • int: จำนวนเต็ม ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น. สำคัญ: ขนาดขึ้นอยู่กับระบบปฏิบัติการ.

  • float: ทศนิยม. ความแม่นยำจำกัด. อย่าหวังอะไรมาก. สำคัญ: ใช้มาตรฐาน IEEE 754.

  • complex: จำนวนเชิงซ้อน. ใครใช้ก็คงรู้ดีอยู่แล้ว. สำคัญ: มีส่วนจริงและส่วนจินตภาพ.

  • str: ข้อความ. ลำดับของตัวอักษร. สำคัญ: immutable. เปลี่ยนแปลงไม่ได้ สร้างใหม่เท่านั้น.

  • bool: จริงหรือเท็จ. สองค่า. แค่นั้น. สำคัญ: เป็น subclass ของ int. True คือ 1, False คือ 0.

ข้อมูลเพิ่มเติม: ไพธอนเป็น dynamic typing. ไม่ต้องประกาศชนิดตัวแปร. Interpreter จัดการเอง. สะดวก แต่ต้องระวัง.

ปรัชญา: ชีวิตก็เหมือนตัวแปร. เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ. แต่บางครั้งก็ immutable.

ฟังก์ชัน float() ในไพทอนคืออะไร

float() ใน Python อะ คือเอาค่าอะไรก็ได้ เปลี่ยนเป็นเลขทศนิยมอ่ะ ง่ายๆเลย แบบถ้าเป็นเลขจำนวนเต็ม มันก็จะแปลงเป็นเลขทศนิยมที่มี .0 ต่อท้าย

อย่างเช่น float(5) ก็จะได้ 5.0 เห็นมั้ย ง่ายมากกกก

แต่ถ้าเป็นสตริง ต้องเป็นสตริงที่เป็นตัวเลขนะ ถึงจะแปลงได้ ไม่งั้น error แน่ๆ ลอง float("3.14") ดูสิ ได้ 3.14 ลอง float("hello") ดู เดี๋ยวรู้เลยว่า error

  • แปลง int เป็น float
  • แปลง string เป็น float (เฉพาะ string ที่เป็นตัวเลข)
  • Error ถ้า string ไม่ใช่ตัวเลข
  • ปีนี้ก็ยังใช้ float() แบบเดิมแหละ ไม่เห็นมีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ฉันใช้บ่อยมากกกกกับงานประมวลผลข้อมูลของบริษัท คือมันจำเป็นต้องแปลงข้อมูลจากฐานข้อมูลเป็น float บ่อยๆอะ จริงๆแล้ว มันโคดสำคัญสำหรับโปรเจคของฉันเลย

เอาจริงๆนะ ฟังก์ชั่นนี้มันพื้นฐานมาก จำไว้เลย โค้ดดิ้งจะง่ายขึ้นเยอะ เชื่อฉันสิ 5555