รหัสผ่าน Gmail ดูที่ไหน

132 ครั้งเข้าชม
ต้องการดูรหัสผ่าน Gmail ที่บันทึกไว้? ทำตามนี้: ที่อยู่: ไปที่ passwords.google.com หรือใช้เครื่องมือจัดการรหัสผ่านบน Google ในอุปกรณ์ของคุณ การดู: เลือกบัญชีที่ต้องการ แล้วแตะ "แสดงตัวอย่าง" เพื่อดูรหัสผ่าน การลบ: เลือกบัญชี แล้วแตะ "ลบ" เพื่อนำรหัสผ่านออก การส่งออก: แตะ "การตั้งค่า" เพื่อส่งออกรายการรหัสผ่านทั้งหมด
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

จะหารหัสผ่านที่เคยเซฟไว้ใน Google ทำยังไงนะ?

เอาจริงๆ นะ ผมเข้าตรงๆ เลยที่ passwords.google.com คือมันง่ายสุดแล้วสำหรับผมอะ พิมพ์ปุ๊บเจอปั๊บ หรือถ้าในมือถือ มันก็จะอยู่ในตัวจัดการรหัสผ่านของ Google เองเลย ไม่ต้องไปหาที่ไหนไกล

พอเข้าไปแล้วนะ มันจะลิสต์เว็บมาให้พรึ่บเลย อยากดูของเว็บไหนก็แค่จิ้มเข้าไป แล้วกดรูปดวงตาอะ แค่นั้นแหละ พาสเวิร์ดก็จะโผล่มาให้เห็นเลย บางทีมันจะให้เรายืนยันตัวตนก่อนนะ แบบใช้ลายนิ้วมือหรือรหัสล็อคเครื่อง

แล้วถ้าอยากลบอันไหนทิ้ง ก็แค่เลือกบัญชีนั้นแล้วกดลบ ง่ายๆ เลย ส่วนถ้าใครอยากย้ายบ้าน อยากเอาพาสเวิร์ดทั้งหมดออกไปใช้กับแอปอื่น ก็เข้าไปที่ตั้งค่าแล้วหาคำว่าส่งออก (Export) ได้เลย มันจะให้ไฟล์เรามาเก็บไว้ ผมเคยทำตอนจะลองใช้ password manager ตัวอื่นเมื่อปีที่แล้ว สะดวกดีเหมือนกัน

สมัคร Gmail ยังไง?

ขั้นตอนสมัคร Gmail แบบละเอียด:

การสร้างบัญชี Gmail นั้นง่ายเหมือนปอกกล้วยเข้าปากเลยล่ะค่ะ ถ้าเข้าใจหลักการแล้วจะรู้สึกว่ามันไม่ได้ซับซ้อนอะไรเลย

  1. เริ่มต้นที่หน้าลงชื่อเข้าใช้บัญชี Google: อันดับแรกสุด ก็ตรงไปที่หน้าสำหรับสร้างบัญชี Google โดยเฉพาะเลยค่ะ หรือจะค้นหาคำว่า "สมัคร Gmail" ใน Google ก็จะเจอลิงก์ที่พาไปได้โดยตรง

  2. กด "สร้างบัญชี": พอเข้ามาในหน้าแล้ว จะเห็นปุ่ม "สร้างบัญชี" ตัวใหญ่ๆ ให้กดตรงนั้นเลยค่ะ

  3. เลือกประเภทบัญชี: ตรงนี้แหละที่เราต้องเลือกว่าเราจะสร้างบัญชีนี้เพื่อใคร มีให้เลือกอยู่หลายแบบเลยค่ะ

    • สำหรับใช้งานส่วนตัว: อันนี้คือพื้นฐานที่สุด เหมาะกับคนทั่วไปที่อยากมีอีเมลไว้ใช้เอง
    • สำหรับบุตรหลาน: ถ้าเราเป็นผู้ปกครองแล้วอยากสร้างบัญชีให้ลูกหลาน ก็เลือกอันนี้ค่ะ จะมีการตั้งค่าที่เหมาะสมกับเด็กๆ
    • สำหรับธุรกิจหรือที่ทำงาน: อันนี้ก็เหมาะสำหรับใครที่ต้องการใช้อีเมลในเชิงธุรกิจ หรือองค์กรต่างๆ
  4. ทำตามขั้นตอนบนหน้าจอ: หลังจากเลือกประเภทบัญชีแล้ว ระบบก็จะแนะนำทีละขั้นตอนค่ะ จะมีให้กรอกข้อมูลส่วนตัว ชื่อ-นามสกุล วันเกิด เพศ อะไรพวกนี้ก็ใส่ไปตามความจริงเลยค่ะ

  5. สร้างชื่อผู้ใช้ (Username) และรหัสผ่าน: ส่วนนี้สำคัญมาก! ชื่อผู้ใช้ก็คือส่วนที่จะอยู่หน้า @gmail.com นั่นแหละค่ะ พยายามตั้งให้จำง่าย แต่ก็ไม่ควรซ้ำกับคนอื่น ลองผสมตัวอักษร ตัวเลข หรือจุด (.) เข้าไปด้วยก็ได้ค่ะ ส่วนรหัสผ่านก็ต้องตั้งให้แข็งแรงหน่อยนะคะ ผสมตัวอักษรพิมพ์ใหญ่ พิมพ์เล็ก ตัวเลข และสัญลักษณ์ต่างๆ จะช่วยเพิ่มความปลอดภัยได้เยอะเลยค่ะ

  6. ยืนยันเบอร์โทรศัพท์: ส่วนใหญ่แล้ว Google จะให้เรายืนยันเบอร์โทรศัพท์ค่ะ เพื่อเพิ่มความปลอดภัยให้บัญชี และช่วยในการกู้คืนบัญชีหากเกิดปัญหาในอนาคต

  7. อ่านและยอมรับข้อกำหนด: สุดท้ายก็จะมีข้อกำหนดและนโยบายความเป็นส่วนตัวให้อ่านค่ะ อ่านแล้วก็กด "ยอมรับ" เพื่อดำเนินการต่อ

เท่านี้ก็เรียบร้อย! เราก็จะได้บัญชี Gmail เป็นของตัวเองแล้วค่ะ

เกร็ดความรู้เพิ่มเติม:

  • ชื่อผู้ใช้ Gmail: บางทีชื่อที่เราอยากได้ก็อาจจะถูกคนอื่นใช้ไปแล้วค่ะ ลองคิดชื่อสำรอง หรือเติมตัวเลขเข้าไปท้ายชื่อดูนะคะ เช่น ชื่อของเรา123 หรือ ชื่อของเรา_official
  • รหัสผ่านที่แข็งแรง: การมีรหัสผ่านที่คาดเดาได้ยากเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งในยุคดิจิทัลค่ะ ไม่ควรใช้รหัสผ่านที่ซ้ำกับที่อื่น หรือรหัสที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนตัวง่ายๆ เช่น วันเกิด หรือชื่อเล่น
  • การกู้คืนบัญชี: การใส่เบอร์โทรศัพท์หรืออีเมลสำรองที่สามารถใช้กู้คืนบัญชีได้ เป็นสิ่งที่ควรทำอย่างยิ่งค่ะ เพราะบางครั้งเราอาจจะลืมรหัสผ่าน หรือเกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันกับบัญชีได้
  • ประโยชน์ของบัญชี Google: บัญชี Google ไม่ได้มีไว้แค่ใช้ Gmail เท่านั้นนะคะ แต่ยังสามารถใช้เข้าถึงบริการอื่นๆ ของ Google ได้อีกมากมาย เช่น Google Drive, Google Photos, YouTube, Google Maps และอื่นๆ อีกเพียบ เปรียบเสมือนเป็น "กุญแจดอกเดียว" ที่เปิดประตูสู่โลกดิจิทัลของ Google ได้เลยค่ะ

การสร้างตัวตนออนไลน์ที่ปลอดภัยและเป็นระเบียบ เริ่มต้นง่ายๆ จากการมีบัญชีอีเมลที่ดีค่ะ.

ควรมีกี่อีเมล?

ในความมืดสลัวยามค่ำคืน เสียงฝนพรำกระทบหน้าต่างเบาๆ แสงจากหน้าจอคอมพิวเตอร์สาดส่อง วาบไหวไปบนผนังเปล่าๆ ใจมันล่องลอย คิดถึงกล่องจดหมาย... ที่เคยว่างเปล่า ใสสะอาด ไม่ได้ถูกเติมเต็มด้วยสิ่งใดๆ เลย นั่นมันนานมาแล้ว นานเกินไป.

เคยรู้สึกไหม... ว่าชีวิตมันซับซ้อนขึ้นทุกวัน กล่องจดหมายหลายใบ... มันเหมือนเสียงสะท้อนของตัวเราในโลกดิจิทัล บางทีก็อยากให้มันน้อยลง แต่บางที... อีเมล 2-4 ที่อยู่ ก็ดูจะเป็นเลขที่เหมาะสมพอดี มันพอดีกับจังหวะชีวิตที่หมุนเวียนไป.

สองสามสี่... เลขเหล่านี้มันเต้นระริกในความรู้สึก เหมือนดาวดวงเล็กๆ ที่กระจายอยู่เต็มฟ้า แต่เราเลือกที่จะมองแค่บางดวงที่สว่างไสวเป็นพิเศษ กล่องจดหมายก็เช่นกัน... บางใบมันเปิดออกรับแสง บางใบมันปิดเงียบเพื่อซ่อนความลับ. เพื่อความสงบ.

การแบ่งแยก... เพื่อความเป็นระเบียบ เพื่อความส่วนตัว. มันเป็นเหมือนลมหายใจที่ช่วยให้เราไม่จมดิ่งลงไปในกระแสข้อมูลที่ถาโถม มันคือการจัดการ สแปม ที่ไม่พึงประสงค์ ให้ห่างไกลจากความสงบสุขของเรา.

  • อีเมลส่วนตัว: สำหรับเพื่อนและครอบครัว เรื่องสำคัญส่วนตัวมากๆ เลย.
  • อีเมลงาน: แยกออกจากเรื่องส่วนตัว ให้เป็นระเบียบ เป็นมืออาชีพนะ.
  • อีเมลสำหรับการสมัคร: ใช้สมัครสมาชิกเว็บต่างๆ หรือโปรโมชั่น กล่องนี้รับ สแปม ได้ง่ายสุด.
  • อีเมลสำรอง/กู้คืน: สำหรับบัญชีสำคัญ ใช้กู้รหัสผ่านเวลาฉุกเฉิน มันเหมือนกุญแจสำรอง.
  • ความปลอดภัย: ใช้รหัสผ่านที่ต่างกันในแต่ละอีเมล สำคัญที่สุดเลย.

ตัวอย่างการตั้งชื่ออีเมลมีอะไรบ้าง?

ชื่ออีเมลอ่ะนะ... ตอนนั้นจำได้ว่ากำลังจะสมัครงานที่บริษัทอสังหาฯ แห่งหนึ่งแถวสุขุมวิทช่วงปลายปี 2022 อะ แบบตื่นเต้นมาก อยากได้งานนี้สุดๆ แล้ว HR เขาก็บอกว่าให้ส่ง Resume พร้อม Cover Letter มาทางอีเมล

ตอนนั้นนั่งคิดอยู่นานมากว่าจะใช้ชื่ออีเมลอะไรดี สุดท้ายก็เลยเอาแบบตรงไปตรงมาเลย ชื่อจริง ตามด้วยนามสกุล ไปเลยอะ

อย่างของฉันนะ ชื่อ สมชาย ใจดี ก็ตั้งไปเลย [email protected] ง่ายดี จำง่าย แล้วก็ดูเป็นมืออาชีพดี ไม่เหมือนพวกอีเมลเล่นๆ ที่ชอบใส่ตัวเลขเยอะๆ หรือคำแปลกๆ อะ

คือถ้าชื่อนามสกุลมันยาวเกินไป หรือมีคนใช้ชื่อนี้ไปแล้ว ลองเติมจุด หรือขีดกลางเข้าไปก็ได้นะ เช่น [email protected] หรือ [email protected] อะ

สมัยก่อนนะ ชอบใช้อีเมลแบบ [email protected] ไรงี้ ตอนเด็กๆ คิดว่าเท่ดี แต่พอจะมาสมัครงานจริงจังอะ มันดูไม่น่าเชื่อถือเลยจริงๆ

สรุปสั้นๆ:

  • ชื่อจริง นามสกุล: เช่น [email protected]
  • ชื่อจริง.นามสกุล: เหมาะสม จดจำง่าย ดูเป็นมืออาชีพ
  • ชื่อจริง.อักษรย่อ นามสกุล: หากชื่อยาวเกินไป เช่น [email protected]
  • หลีกเลี่ยง: ตัวเลขเยอะๆ, คำเล่นๆ, ตัวอักษรพิเศษที่ไม่จำเป็น

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ความสำคัญของการตั้งชื่ออีเมล:

    • สร้างความประทับใจแรก: โดยเฉพาะตอนสมัครงาน หรือติดต่อธุรกิจ
    • ความเป็นมืออาชีพ: แสดงถึงความใส่ใจในรายละเอียด
    • จดจำง่าย: ลดโอกาสการพิมพ์ผิดพลาด
    • ความปลอดภัย: อีเมลที่มีชื่อจริง มักจะถูกมองว่าน่าเชื่อถือมากกว่า
  • ตัวอย่างชื่ออีเมลที่ไม่แนะนำ:

  • เทคนิคเพิ่มเติม:

    • ลองใช้นามสกุลเป็นหลักหากชื่อซ้ำบ่อย เช่น หากชื่อนามสกุลเป็น "สมชาย ใจดี" และ "somchai.jaidee" ถูกใช้ไปแล้ว อาจลองเป็น "[email protected]"
    • บางครั้งอาจต้องเพิ่มชื่อกลาง หรือตัวย่ออื่นๆ หากยังซ้ำอีก แต่พยายามทำให้สั้นและจำง่ายที่สุด
    • ถ้าเป็นอีเมลบริษัท มักจะมีรูปแบบเฉพาะ เช่น ชื่อ.นามสกุล@ชื่อบริษัท.com หรือ ตัวย่อชื่อ.นามสกุล@ชื่อบริษัท.com