สัมภาษณ์ออนไลน์ต้องเปิดกล้องไหม
สัมภาษณ์งานออนไลน์ จำเป็นต้องเปิดกล้องตลอดเวลาเลยไหม? มีข้อดีข้อเสียอย่างไรบ้าง?
ตอนสัมภาษณ์งานออนไลน์ครั้งล่าสุด เดือนสิงหาคมปีที่แล้ว กับบริษัท TechStartUp เล็กๆ แถวอโศก จำได้ว่าเค้าขอเปิดกล้องตลอด ตอนแรกก็แอบเกร็งนะ แต่คิดไปคิดมา ก็ดีเหมือนกัน ได้เห็นหน้ากันชัดๆ รู้สึกร่วมสนุกขึ้น ไม่รู้สึกเป็นแค่เสียงแหบๆ ผ่านลำโพง อ้อ! วันนั้นผมใส่เสื้อเชิ้ตสีฟ้าอ่อน ดูสุภาพ แต่แอบลุ้นอยู่เหมือนกันว่าจะผ่านหรือเปล่า ราคาเสื้อตัวนั้น 690 บาทจาก Central ลดราคา จำได้แม่นเลย!
ส่วนข้อดีข้อเสียเหรอ? ข้อดีคือ มันสร้าง connection ได้ดีกว่า แบบเห็นหน้ากัน รู้สึกเป็นกันเอง เหมือนคุยกันปกติมากกว่า แต่ข้อเสียก็คือ ต้องแต่งตัว ต้องจัดห้องให้ดูดี บางทีก็รู้สึกอึดอัด ถ้าเน็ตหลุดขึ้นมา ก็จะลำบากหน่อย ต้องรีบแก้ไข แล้วก็ความเป็นส่วนตัวลดลงไป มันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน จริงๆนะ
ผู้สัมภาษณ์เปิดกล้องไหม? สำหรับผม ควรเปิดนะครับ อย่างน้อยก็เป็นการให้เกียรติกัน เราเห็นหน้ากัน ก็รู้ว่าอีกฝ่ายเป็นใคร เป็นคนยังไง ทำให้การตัดสินใจง่ายขึ้น ทั้งสองฝ่ายเลย ไม่ต้องเดาเอาเองว่าอีกฝ่ายเป็นใคร แต่ก็ไม่ใช่เรื่องบังคับ ถ้าใครไม่สะดวก ก็เข้าใจได้ แต่ผมว่า เปิดดีกว่า จริงๆนะ
สรุปแล้ว มันขึ้นอยู่กับบริษัท กับผู้สัมภาษณ์ด้วย แต่ถ้าเป็นผม ผมว่าเปิดกล้อง มันดีกว่า แหละ ลองดู!
สัมภาษต้องเปิดกล้องไหม
สัมภาษณ์เปิดกล้อง? มันคือมารยาทพื้นฐานที่ถูกลืมไปแล้ว
- ผู้สัมภาษณ์: ควรเปิดกล้องเสมอ นี่คือความเคารพขั้นต่ำที่ควรมี
- เห็นหน้า: ผู้สมัครจะได้เห็น 'คนที่อาจเป็น' หัวหน้า นี่คือข้อมูลดิบก่อนตัดสินใจร่วมงาน
- ไม่ 100%: ไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ แต่การเห็นกันคือจุดเริ่มต้นที่ดีกว่าการเดา
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- ยุคสมัย: วัฒนธรรมการทำงานเปลี่ยนไป เปิดกล้องคือ 'ปกติใหม่' ที่เลี่ยงไม่ได้
- อำนาจ: การสัมภาษณ์คือการต่อรอง ผู้สัมภาษณ์ควรแสดงความโปร่งใส
- ความจริง: ไม่มีใครอยากทำงานกับ 'คนลึกลับ' ที่ซ่อนอยู่หลังกล้องดำมืด
- ส่วนตัว: ผมไม่เคยร่วมงานกับบริษัทที่ไม่เปิดกล้องในการสัมภาษณ์ มันคือสัญญาณเตือน
สัมภาษณ์ออนไลน์ผ่านโทรศัพท์ได้ไหม
สัมภาษณ์ออนไลน์ผ่านมือถือ? ได้สิ! ใครว่าไม่ได้ แต่ชีวิตมันต้องมีลูกเล่นนิดหน่อย
- ปิดแจ้งเตือนทุกสิ่งอย่าง: ไม่ใช่แค่ Silent Mode นะ! ปิดมันให้หมด ปิดแอป ปิดเสียง ปิดการสั่น เหมือนโลกนี้ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าฉันกำลังจะได้งาน
- Wifi เท่านั้น: ถูกต้อง! ปิด cellular data ไปเลยจ้ะนายจ๋า กันคนโทรมาตอนกำลังปล่อยสกิลตอบคำถามเทพๆ
- หามุมสงบ: สำคัญมาก! ไม่ใช่ข้างถนน ไม่ใช่ในห้องน้ำ (ถึงแม้สัญญาณจะดี) หาที่เงียบๆ แสงดีๆ background เลิศๆ เหมือนกำลังถ่ายแบบ
- แบตต้องเต็ม: อย่าให้ดับกลางคัน! นี่มันไม่ใช่ละครไทยนะที่จะได้มีพระเอกมาช่วยชาร์จแบตให้
- ซ้อมๆๆ: ลองโทรหาเพื่อนก่อนสัมภาษณ์จริง ให้เพื่อนสวมบท HR แล้วซ้อมตอบคำถาม ดูว่าภาพชัด เสียงดีไหม
เพิ่มเติม:
- อย่าประมาท: ถึงจะสัมภาษณ์ออนไลน์ ก็แต่งตัวให้ดี! อย่างน้อยก็ท่อนบนอ่ะนะ ใครจะรู้ว่า HR แอบให้คะแนนจากชุดที่เราใส่
- เตรียมโพย: ไม่ต้องท่องจำ แต่มี keyword สำคัญไว้เตือนความจำบ้างก็ดี อย่าให้เหมือนท่องอาขยานก็แล้วกัน
- ยิ้มสู้: ถึงจะเหนื่อย จะล้า จะเบื่อโลก ก็ยิ้มเข้าไว้! HR ชอบคนที่ดู positive (ถึงแม้ในใจจะอยากกรี๊ดก็ตาม)
- ถามคำถาม: ตอนท้ายอย่าลืมถามคำถาม HR บ้าง! แสดงให้เห็นว่าเราสนใจงานจริงๆ (ไม่ใช่แค่รอเงินเดือนออก) เช่น "วัฒนธรรมองค์กรเป็นยังไงคะ/ครับ" (อันนี้ถามไปงั้นแหละ จริงๆ อยากรู้ว่าโบนัสเยอะไหม)
ข้อควรระวัง:
- อย่า search Google ตอนสัมภาษณ์: HR เค้าดูออก!
- อย่ากินอะไรไปด้วย: ถึงจะหิวแค่ไหน ก็อดทน!
- อย่าให้มีเสียงรบกวน: เด็ก ร้อง, หมาเห่า, แมวเหมียว... เตรียมรับมือให้ดี!
ท้ายสุด:
ขอให้โชคดีกับการสัมภาษณ์! อย่าลืมว่าตัวเองเก่งและดีพอ (ถึงแม้บางทีจะไม่มั่นใจก็ตาม) และถ้าไม่ได้งานนี้ ก็ไม่เป็นไร! โอกาสหน้ายังมีเสมอ (ตราบใดที่ยังมีบริษัทเปิดรับสมัครอยู่) สู้ๆ!
สัมภาษณ์ออนไลน์ ใส่หูฟังได้ไหม
ใส่หูฟัง? ได้ดิ! ใครห้าม? แต่ถ้าลำโพงดังชัดแจ๋ว, ไมค์แจ่มแมว, ก็จัดไปเลยจ้าาาาาา... แต่ถ้าไม่มั่นใจในเสียงตัวเอง (หรือคอมพ์เก่าๆ ที่ไมค์ชอบกินเสียง) หูฟัง+ไมค์คือเพื่อนตายยยยยย!
- เช็คเสียงก่อน: อัดเสียงตัวเองฟังก่อนเลย ถ้าเสียงเหมือนอยู่ในถ้ำ ก็... บายจ้ะ
- หูฟัง: เลือกแบบใส่สบาย ไม่ใช่ใส่ปุ๊บ อยากถอดปั๊บ!
- ไมโครโฟน: ลองพูด "สวัสดีค่ะ/ครับ วันนี้อากาศดี๊ดี" ถ้าเสียงแตกพร่า... เปลี่ยน!
- แต่งตัว: อย่าคิดว่าใส่แค่เสื้อก็พอ กางเกงขาสั้นลายลิงอาจจะโผล่มาทักทาย HR ได้นะเออ!
- Background: จัดฉากหลังให้ดูดี อย่าให้รกเหมือนบ้านเช่า (ถึงแม้จะเป็นบ้านเช่าจริงๆ ก็ตาม!)
ปล. เคยเจอคนสัมภาษณ์งาน ใส่หูฟังข้างเดียว... นึกว่าฟังเพลงไปด้วยซะอีก! (อย่าทำตามนะ!) ????
Wfh กับ Hybrid ต่างกันอย่างไร
WFH กับ Hybrid แตกต่างกันตรงรูปแบบการทำงานครับ WFH คือการทำงานจากบ้านอย่างเต็มรูปแบบ ส่วน Hybrid เป็นการผสมผสานระหว่างทำงานที่ออฟฟิศและทำงานจากบ้าน องค์กรมักจะกำหนดตารางการเข้าออฟฟิศ เช่น อาจกำหนดให้เข้า 2 วันต่อสัปดาห์ หรือรูปแบบอื่นๆ ตามความเหมาะสมของงานและนโยบายองค์กร
- WFH (Work From Home): การทำงานจากที่พักอาศัย เป็นแบบเต็มเวลา หรืออาจมีการเข้าออฟฟิศบ้างเป็นบางครั้ง ขึ้นอยู่กับนโยบายของแต่ละองค์กร
- Hybrid Work: การทำงานแบบผสมผสาน แบ่งเวลาทำงานระหว่างออฟฟิศและที่บ้าน องค์กรจะเป็นผู้กำหนดสัดส่วนวันทำงานในแต่ละสถานที่ ความยืดหยุ่นอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละบริษัท บางที่อาจเน้นการประชุมที่ออฟฟิศ ส่วนงานอื่นๆ ทำที่บ้านได้
ความแตกต่างสำคัญคือความยืดหยุ่นและการควบคุม WFH ให้ความยืดหยุ่นสูงมาก แต่การติดต่อสื่อสารอาจจำกัดกว่า ในขณะที่ Hybrid พยายามสร้างสมดุลระหว่างความยืดหยุ่นและการทำงานร่วมกันในทีม อันที่จริงแล้ว มันเป็นการปรับตัวเพื่อรองรับความเปลี่ยนแปลงของสังคมและเทคโนโลยี เราเห็นได้ชัดเจนว่ารูปแบบการทำงานเหล่านี้กำลังเข้ามามีบทบาทสำคัญในการกำหนดอนาคตของการทำงาน การเลือกใช้รูปแบบใดขึ้นอยู่กับลักษณะงานและวัฒนธรรมองค์กรเป็นสำคัญ โดยส่วนตัวแล้ว ผมมองว่า Hybrid เป็นทางเลือกที่น่าสนใจ เพราะมันสามารถตอบโจทย์ทั้งความสะดวกสบายและการสร้างความสัมพันธ์ในทีมได้อย่างลงตัว แต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับการวางแผนและการจัดการที่ดีด้วย
(ข้อมูลเพิ่มเติม) ในปี 2566 หลายองค์กรเริ่มปรับใช้เทคโนโลยีเพื่ออำนวยความสะดวกในการทำงานแบบ Hybrid มากขึ้น เช่น การใช้แพลตฟอร์มการประชุมออนไลน์ที่รองรับการทำงานร่วมกันแบบ Real-time หรือระบบการจัดการโครงการที่ช่วยให้ทีมทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพแม้จะอยู่คนละสถานที่
Work from anywhere มีอะไรบ้าง
กลางดึกแบบนี้ คิดถึงเรื่อง Work from home หรือ Work from anywhere เนอะ มันดูดีนะ ตอนแรกๆที่ได้ยิน แบบ อิสระ ทำงานได้ทุกที่ แต่พอทำจริง... มันเหนื่อยกว่าที่คิดเยอะเลย
อืม... จริงๆแล้ว มันมีทั้งข้อดีข้อเสียปนๆกันไป มันไม่ใช่แค่ "สบาย" อย่างเดียวหรอก
ข้อดีที่เห็นชัดๆตอนนี้ก็
เวลาส่วนตัวมากขึ้น จริง ๆ นะ เวลาเดินทางหายไป แต่ก็ต้องจัดการเวลาให้ดี ไม่งั้นงานล้น ชีวิตก็ล้นตามไปด้วย แบบปีนี้ ฉันใช้เวลาว่างไปเรียนภาษาเพิ่ม เพราะมีเวลาว่างขึ้น
ลดค่าใช้จ่าย ค่าเดินทาง ค่าอาหารกลางวัน แต่ค่าไฟ ค่าเน็ต ก็เพิ่มขึ้นนะ นี่ก็ต้องระวังเรื่องนี้ ต้องจัดการงบประมาณให้ดี
แต่ข้อเสีย... มันหนักกว่าที่คิดเยอะเลย
ความเป็นส่วนตัวหายไป ทำงานที่บ้าน ทุกอย่างมันปนกันหมด พักผ่อนไม่เต็มที่ ทำงานก็ไม่เต็มที่ มันแยกไม่ค่อยออก
ความเครียด ปีนี้ งานหนักขึ้นเยอะ ไม่มีการแยกงานกับชีวิตส่วนตัวชัดเจน เครียดมาก บางวัน ฉันนอนไม่หลับเลย ถึงขนาดต้องปรึกษาจิตแพทย์ด้วย
การทำงานร่วมกัน แม้ว่าจะมี Zoom หรือ Google Meet แต่การสื่อสารออนไลน์มันก็ขาดอะไรไปบ้าง มันไม่เหมือนการนั่งคุยกันจริงๆ รู้สึกแปลกๆ บางทีก็เข้าใจผิดกันง่ายด้วย
ตอนนี้ฉันก็ยังปรับตัวอยู่ มันไม่ง่ายเลย Work from anywhere มันเป็นดาบสองคมจริงๆ ถ้าไม่จัดการตัวเองให้ดี มันจะกลายเป็นความทุกข์มากกว่าความสุขซะอีก
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต