สายเทอร์โมคัปเปิล มีกี่ชนิด

30 ครั้งเข้าชม
Thermocouple มีหลายประเภทแต่ละประเภทใช้งานแตกต่างกัน เช่น ย่านอุณหภูมิ ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความทนทานต่อสารเคมี และความอเนกประสงค์ Thermocouple ที่พบบ่อยได้แก่ Type J, K, T และ E ซึ่งเป็นโลหะพื้นฐาน ส่วน Type R, S และ B เป็นโลหะชั้นสูงที่เหมาะสำหรับการวัดอุณหภูมิสูง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ประเภทของสายเทอร์โมคัปเปิล

เทอร์โมคัปเปิลถูกจำแนกออกเป็นหลายประเภท โดยแต่ละประเภทมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่เหมาะกับการใช้งานในด้านต่างๆ เช่น ย่านอุณหภูมิที่วัดได้ ความทนทานต่อแรงสั่นสะเทือน ความต้านทานต่อสารเคมี และความอเนกประสงค์

ประเภทของโลหะพื้นฐาน

  • Type J (Iron-Constantan): มีช่วงอุณหภูมิกว้าง (-200 ถึง 1200 องศาเซลเซียส) มีความแม่นยำสูง และทนทานต่อการกัดกร่อน
  • Type K (Chromel-Alumel): มีช่วงอุณหภูมิกว้าง (-200 ถึง 1350 องศาเซลเซียส) มีความไวต่ออุณหภูมิสูง และทนทานต่อการเกิดออกซิเดชัน
  • Type T (Copper-Constantan): มีช่วงอุณหภูมิกว้าง (-200 ถึง 350 องศาเซลเซียส) มีความแม่นยำสูงที่อุณหภูมิต่ำ และไม่ทนต่อการเกิดออกซิเดชัน
  • Type E (Chromel-Constantan): มีช่วงอุณหภูมิปานกลาง (-250 ถึง 1000 องศาเซลเซียส) มีความไวต่ออุณหภูมิสูงกว่า Type K และไม่ทนทานต่อการกัดกร่อน

ประเภทของโลหะชั้นสูง

  • Type R (Platinum-13% Rhodium/Platinum): มีช่วงอุณหภูมิกว้าง (0 ถึง 1600 องศาเซลเซียส) มีความเสถียรในอุณหภูมิสูงและทนทานต่อสภาพแวดล้อมที่กัดกร่อน
  • Type S (Platinum-10% Rhodium/Platinum): มีช่วงอุณหภูมิที่สูงกว่าเล็กน้อย (0 ถึง 1750 องศาเซลเซียส) มีความแม่นยำสูงกว่า Type R และทนทานต่อการเกิดออกซิเดชัน
  • Type B (Platinum-30% Rhodium/Platinum-6% Rhodium): มีช่วงอุณหภูมิกว้างที่สุด (0 ถึง 1800 องศาเซลเซียส) มีความแม่นยำสูงสุดในอุณหภูมิสูง และมักใช้ในงานที่มีความต้องการแม่นยำสูง

การเลือกประเภทของเทอร์โมคัปเปิลที่เหมาะสมขึ้นอยู่กับปัจจัยต่างๆ เช่น ย่านอุณหภูมิที่ต้องการวัด สภาพแวดล้อมการใช้งาน ความต้องการด้านความแม่นยำ และต้นทุน