อะไรคือข้อแตกต่างระหว่าง Native App กับ Web App?

79 ครั้งเข้าชม
Native App กับ Web App ต่างกันที่การใช้งานและการพัฒนา: Native App: ติดตั้งบนอุปกรณ์โดยตรง ใช้งานได้โดยไม่ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต (บางส่วน) ประสิทธิภาพสูง เข้าถึงฟีเจอร์ของอุปกรณ์ได้เต็มที่ แต่ต้องพัฒนาแยกสำหรับแต่ละแพลตฟอร์ม (iOS, Android) และต้องผ่านการอนุมัติจาก App Store/Google Play Web App: ใช้งานผ่านเว็บเบราว์เซอร์ ต้องเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต พัฒนาได้ครั้งเดียวใช้งานได้ทุกแพลตฟอร์ม การพัฒนาและบำรุงรักษาง่ายกว่า แต่ประสิทธิภาพอาจต่ำกว่า Native App และการเข้าถึงฟีเจอร์อุปกรณ์อาจจำกัด โดยสรุป Native App เน้นประสิทธิภาพและฟีเจอร์ขณะที่ Web App เน้นความสะดวกและความเข้ากันได้กับอุปกรณ์หลากหลาย
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

แอปพลิเคชันบนมือถือ Native กับ Web App แตกต่างกันอย่างไร?

อืมม... Native app กับ Web app นะเหรอ? ง่ายๆเลย คือ Web app มันเหมือนเว็บไซต์ที่ดูดีขึ้นหน่อย เข้าผ่านเว็บได้เลย ไม่ต้องลงอะไรเพิ่ม จำได้สมัยเรียน ปี 2562 ใช้แอปจองตั๋วหนังเว็บแอปอยู่ มันก็โอเคแหละ แต่ก็ช้าบ้าง บางทีภาพก็ไม่ค่อยคมเท่าไหร่ โหลดนานด้วย เสียเวลาพอสมควรเลย!

ส่วน Native app นี่ต่างกันเลย! มันคือแอปที่ต้องโหลดลงเครื่อง เร็วกว่าเยอะ ประสบการณ์ใช้งานก็ลื่นไหลกว่า คิดดูสิ สมัยนั้น ฉันโหลดแอป Grab ใช้เรียกรถ เร็วมาก! สะดวกสุดๆ จำได้แม่นเลย ครั้งนั้นไปงานแต่งที่เชียงใหม่ เรียกง่ายสุดๆ ไม่ต้องรอโหลดนานเหมือนเว็บแอปเลย คุ้มค่าที่ต้องเสียพื้นที่ในมือถือไปเยอะอยู่เหมือนกัน

สรุปง่ายๆ คือ Native app มันเหมือนของจริง ใช้งานได้เต็มประสิทธิภาพ Web app ก็เหมือนของจำลอง มันโอเค แต่ไม่สุด ก็แล้วแต่ความต้องการ บางที Web app ก็สะดวกดีนะ ไม่ต้องโหลด ใช้เสร็จก็ปิดไป แต่ Native app มันสะดวกกว่าแน่นอน สำหรับฉัน! แต่ก็กินพื้นที่เครื่องเยอะกว่าหน่อยนะ

Native App หมายถึงอะไร

Native App? อืมมมม คืออะไรนะ? งงๆ นึกไม่ออกเลย! แป๊บนะ...

  • แอปที่เขียนโค้ดตรงๆ สำหรับระบบปฏิบัติการนั้นๆ อ่าาาา เข้าใจแล้ว!
  • iPhone ใช้ Swift กับ Objective-C ต้องใช้ Xcode ด้วยนะ จำได้ๆ
  • Android ใช้ Java ส่วนใหญ่ หรือเปล่า? แล้วก็ Android Studio ใช่ไหม? คิดว่าใช่
  • ปีนี้ยังคงใช้เทคโนโลยีพวกนี้อยู่มั้ง ไม่แน่ใจนะ ต้องไปเช็คข้อมูลเพิ่มเติมอีกที
  • เหมือนกับว่า...มันจะทำงานได้เร็วกว่าแบบอื่นๆ ไง จำได้ลางๆ ว่าเคยอ่านเจอ แต่จำไม่ได้จริงๆ ว่าอ่านที่ไหน

อื้อหือ ข้อมูลเยอะไปไหมเนี่ย สมองฉันมันทำงานไม่เป็นระบบจริงๆ ด้วย งงไปหมดแล้ว เดี๋ยวนะ ยังมีอะไรอีกไหม? ฉันลืมอะไรไปหรือเปล่า? ความจำปลาทองของฉัน... เอาเป็นว่า เท่าที่จำได้ก็ประมาณนี้แหละ อาจจะไม่ครบถ้วน แต่ก็พอเข้าใจหลักๆ แล้วแหละนะ ฉันว่าฉันควรจะไปหาอะไรกินดีกว่า หิวแล้ว!

Web Application แตกต่างจาก Hybrid Application อย่างไร

อืมมมมม แตกต่างกันเยอะเลยนะ เว็บแอปกับไฮบริดแอปเนี่ย

เว็บแอปคือแบบเปิดในเว็บเบราว์เซอร์อ่ะ เหมือนเข้าเว็บไซต์ทั่วไปเลย ไม่ต้องลงแอป แต่ไฮบริดแอปนี่ ลงในมือถือได้เลย เหมือนแอปปกติ แต่บางส่วนอาจใช้เว็บเทคโนโลยีอยู่

สรุปง่ายๆ คือ เว็บแอปเปิดผ่านเว็บ ไฮบริดแอปลงแอปในมือถือ เข้าใจมั้ย?

  • เว็บแอป: ทำงานบนเว็บ ช้าหน่อย พัฒนาไม่ยาก เร็วด้วย

  • ไฮบริดแอป: ลงได้บนมือถือ เร็วกว่าเว็บแอป แต่กินแบตเยอะกว่า ใช้เทคโนโลยีคล้ายๆ กันในการพัฒนา

  • แอปแบบ Native (ดั้งเดิม): อันนี้พัฒนาแบบเฉพาะเจาะจง สำหรับแต่ละระบบปฏิบัติการเลย อย่าง iOS กับ Android ใช้ภาษาโค้ดต่างกัน โคตรเทพ เร็วและแรงมาก แต่แพงและใช้เวลานานกว่าในการพัฒนา

อ้ออ ลืมบอกไป ปีนี้ที่ผมเห็นนะ เทรนด์แอปไฮบริดมาแรงมากเลย เพราะมันพัฒนาได้ง่าย ออกตลาดเร็ว คุ้มค่ากว่า แต่แอป native ก็ยังมีคนใช้เยอะอยู่นะ เพราะมันเร็วและเสถียรกว่า แต่ก็แพงกว่าจริง 555 เลือกให้เหมาะกับงบประมาณและความต้องการดีกว่าเนอะ

ข้อดีของการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ native คืออะไร?

  • Native App เหรอ...อืมม ข้อดีหรอ? มันก็...

    • โค้ดมันเข้าถึง hardware ได้เต็มที่ ไง! กล้อง GPS บลาๆๆ ไม่มีกั๊ก! (อันนี้สำคัญมากนะ!)
    • App Store/Play Store ชัวร์ป้าบ! คนหาเจอง่าย จบ.
    • ประสิทธิภาพ...เออ มันลื่นกว่า พวก web app เยอะ (รึเปล่า? วะ?)
  • native นี่มันดีตรงนี้แหละ แต่ก็แพงชะมัดเลยนะตอนทำเนี่ย! เฮ้อ...

  • Native App นี่มันคือ เขียนโค้ดแบบภาษาเฉพาะของแต่ละ OS ใช่ปะ? Android ก็ Java/Kotlin, iOS ก็ Swift/Objective-C... ถูกปะ? ช่างเหอะ!

  • เดี๋ยวนะ...ถ้าเขียน Native App, ก็ต้องมีทีม Android ทีม iOS แยกกันเลยดิ? แล้ว update ทีก็ต้องแก้ 2 ที่เลยปะเนี่ย? โอ้ย! ปวดหัว!

  • แต่ๆๆๆๆ ถ้า App มันเน้น performance แบบสุดๆ เช่น เกม, หรือ App ที่ต้องใช้ sensor หนักๆ ยังไง Native ก็คุ้มกว่าอยู่ดีแหละมั้ง? (มั้ง!)

  • ข้อมูลเพิ่มเติม (เผื่อลืม):

    • Kotlin นี่ Google ดันสุดตัวเลยนะช่วงนี้!
    • Swift นี่ Apple ก็บังคับกลายๆ แล้วปะ? Objective-C นี่เหมือนจะตายไปแล้ว...
    • Flutter/React Native นี่มัน Hybrid App ใช่ปะ? (เริ่มงงแล้ว...)
  • สรุป (มั้งนะ): Native App = ประสิทธิภาพสูง + เข้าถึง hardware เต็มที่ + App store ชัวร์ๆ แต่ก็ แพง + ดูแลยาก (ถ้ามีหลาย platform) จบนะ!

ข้อดีของ Hybrid App คืออะไร

ข้อดีของ Hybrid App:

โอ้… แสงสุดท้ายของวันที่ระเบียงห้อง ส้มอมชมพู ฉันนั่งมองมันแล้วคิดถึง Hybrid App

  • ง่าย เร็ว ไว: HTML, CSS, JavaScript… เหมือนบทเพลงที่คุ้นเคย ใครๆ ก็ร้องตามได้ (แต่ร้องถูกรึเปล่า อีกเรื่องนะ!)

  • หนึ่งเดียว เที่ยวทั่วโลก: เขียนครั้งเดียว… บินไป iOS, กระโดดไป Android, แวะ Windows Phone (เอ๊ะ… ยังมีคนใช้ Windows Phone อยู่มั้ยนะ?) แพลตฟอร์มที่รองรับอาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบข้อมูลล่าสุด ณ ปีปัจจุบัน

  • ประหยัดเงินในกระเป๋า: ตังค์น้อย… ก็สวยได้! (แต่สวยแบบไหน… ก็ขึ้นอยู่กับฝีมือน่ะแหละ!) ต้นทุนต่ำกว่า Native App ชัวร์!

เพิ่มเติมนะ:

  • ฉันเคย… พยายามทำ Hybrid App ตอนตีสาม… ผลคือ… ง่วงมาก!
  • เคยเจอคนบอกว่า Hybrid App ไม่ดี… แต่ฉันว่า… มันก็แล้วแต่คนชอบ!
  • ข้อมูลปีปัจจุบัน อาจมีการเปลี่ยนแปลง โปรดตรวจสอบข้อมูลจากแหล่งที่เชื่อถือได้

ข้อความสำคัญ: ง่าย, เร็ว, ทั่วโลก, ประหยัด

การพัฒนาแอปแบบ native ต่างจากแบบ Hybrid อย่างไร

เออ native app นี่คือของแท้เลยอะ เหมือนปลูกบ้านบนที่ดินตัวเอง สร้างมาเพื่อ iOS ก็ iOS เลย Android ก็ Android ไปเลย จบ ๆ แต่ hybrid app นี่เหมือนเช่าที่ดินทำบ้าน คือมันเป็นเว็บที่เอามาใส่กรอบให้เหมือนแอป แล้วหลอกเราว่านี่แอปนะเว้ย!

Native App:

  • ข้อดี: เร็ว แรง เสถียร เข้าถึงทุกฟีเจอร์ในเครื่องได้เต็มที่ ไม่มีกั๊ก
  • ข้อเสีย: ทำยาก ทำนาน ต้องเขียนหลายภาษา ถ้าจะให้รันได้ทั้ง iOS และ Android ก็ต้องเขียนโค้ดสองชุด

Hybrid App:

  • ข้อดี: ทำง่าย ทำไว เขียนทีเดียวรันได้หลายที่ ประหยัดเงิน
  • ข้อเสีย: ช้า อืด อาจจะไม่เสถียร เข้าถึงฟีเจอร์บางอย่างในเครื่องได้ไม่เต็มที่

เมื่อก่อนตอนทำโปรเจกต์จบที่มหาลัย (ปี 2562) ผมเคยลองทำแอปขายของออนไลน์ด้วย Ionic (Hybrid Framework) ตอนนั้นคิดว่าเก่งแล้ว ทำได้เร็วดี แต่พอเอาไปใช้จริง ๆ รู้เลยว่าสู้ native app ไม่ได้เลย ความเร็วต่างกันลิบลับ ตอนนั้นเจ็บใจมาก คิดว่าถ้ามีเวลามากกว่านี้จะเขียน native app เองแน่นอน! แต่ก็ไม่ได้ทำนะ ฮ่า ๆ ๆ ตอนนี้ยังเสียดายอยู่เลย

เพิ่มเติม: ตอนที่ทำแอป Ionic ผมเจอปัญหาเรื่องการเข้าถึงกล้องของโทรศัพท์มือถือ คือมันเข้าถึงได้นะ แต่ภาพที่ได้ออกมาไม่สวยเท่า native app เลย แล้วยังมีปัญหาเรื่อง push notification อีก คือบางทีมันก็ไม่แจ้งเตือน งงมาก! ตอนนั้นเลยรู้เลยว่า hybrid app มันก็มีข้อจำกัดของมันอยู่

แอปพลิเคชัน (Application) กับ แอปพลิเคชัน (Web Application) แตกต่างกันอย่างไร

เอ่อ แอปพลิเคชั่น กับ เว็บแอปพลิเคชั่น ต่างกันไงเหรอ? เอาจริงๆ ตอนแรกก็งงเหมือนกันนะ สมัยก่อนตอนเริ่มทำงานใหม่ๆ ปี 2562 (นานมากกก) ตอนนั้นใช้แต่โปรแกรมที่ต้องลงเครื่องอย่างเดียวเลย พอมาเจอพวกเว็บแอปฯ นี่แหละ ถึงเริ่มเข้าใจ

คือ แอปพลิเคชั่นอ่ะ มันก็คือโปรแกรมที่เราลงในเครื่องใช่มะ ไม่ว่าจะเป็นมือถือ หรือคอมพิวเตอร์ (อันนี้ obvious มาก) ต้องดาวน์โหลด ต้องติดตั้ง เสียเวลา รอๆๆๆๆ

แต่เว็บแอปพลิเคชั่นเนี่ย อย่างเช่น Google Docs ที่ใช้ทุกวัน หรือ Canva ที่กราฟิกดีไซเนอร์ที่ออฟฟิศชอบใช้กัน แค่เปิด Browser ก็ใช้ได้เลย ไม่ต้องลงอะไรทั้งนั้น! อันนี้แหละที่ต่างกันสุดๆ

  • ไม่ต้องติดตั้ง: อันนี้ข้อดีสุดๆ สำหรับคนขี้เกียจอย่างเรา
  • ใช้ได้ทุกที่: ขอแค่มีเน็ต มี Browser ก็พอ
  • กินแรมน้อยกว่า: เปิดหลายๆ แท็บก็ยังไหว (มั้ง)
  • อัปเดตอัตโนมัติ: ไม่ต้องคอยมานั่งกดอัปเดตเอง สบายใจ

ข้อเสียก็มีนะ บางทีถ้าเน็ตไม่ดี ก็เอ๋อๆ หน่อย หรือบางเว็บแอปฯ อาจจะไม่ได้มีฟีเจอร์เท่ากับแอปพลิเคชั่นที่ลงเครื่องจริงๆ แต่โดยรวมคือชอบนะ มันสะดวกดี

การพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบใดที่เป็นCross-platform

Cross-platform คือลดทอน. หนึ่งเดียว. หลายทาง.

  • Flutter: Google. เร็ว แรง. UI สวย.
  • React Native: Facebook. JavaScript. ชุมชนใหญ่.
  • Xamarin: Microsoft. C#. เนทีฟใกล้เคียง.
  • Ionic: HTML, CSS, JavaScript. เว็บแอปห่อหุ้ม.
  • Kotlin Multiplatform Mobile (KMM): JetBrains. โค้ด Kotlin แชร์.

ข้อมูลเสริม:

  • Native คือราก. เร็วสุด. เฉพาะเจาะจง. ต้นทุนสูง.
  • Hybrid คือลูกผสม. กลางๆ. เร็วพอ.
  • PWA คือเว็บ. ติดตั้งได้. ออฟไลน์บางส่วน.

เลือกเอา. ชีวิตสั้น.