เปลี่ยนหน้าจอทัชสกรีนกี่บาท

130 ครั้งเข้าชม
ราคาเปลี่ยนหน้าจอทัชสกรีนค่าใช้จ่ายในการเปลี่ยนหน้าจอทัชสกรีนจะแตกต่างกันไป ขึ้นอยู่กับปัจจัยหลักดังนี้: ยี่ห้อและรุ่นของอุปกรณ์: รุ่นใหม่หรือรุ่นเรือธงมักมีราคาสูงกว่า ประเภทของหน้าจอ: เช่น จอ LCD หรือ OLED ซึ่งมีราคาต่างกัน ร้านซ่อม: แต่ละแห่งมีราคาค่าอะไหล่และค่าบริการไม่เท่ากัน โดยทั่วไป ราคาอาจเริ่มตั้งแต่หลักร้อยถึงหลายพันบาท แนะนำให้สอบถามและเปรียบเทียบราคาจากหลายร้านก่อนตัดสินใจซ่อม
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เปลี่ยนหน้าจอทัชสกรีนไอโฟนราคาเท่าไหร่?

เคยเปลี่ยนหน้าจอ iPhone นะคะ ตอนนั้นจำได้ว่าเครื่องมันร่วง ตกใจมากเลย. หน้าจอแตกละเอียดเหมือนใยแมงมุม. ก็เลยต้องหาร้านซ่อม.

ราคาเนี่ย มันแล้วแต่รุ่นจริงๆ เลยค่ะ. อย่าง iPhone รุ่นใหม่ๆ หรือรุ่น Pro อะไรแบบนั้นน่ะ จะแพงกว่ารุ่นเก่าๆ เยอะ.

จำได้ว่าเคยถามไปหลายที่. มีตั้งแต่ราคาพันกว่าบาท ไปจนถึงเกือบสามพัน. แล้วแต่ว่าเราจะเลือกเอาหน้าจอแท้ หรือหน้าจอเทียบ.

ล่าสุดที่เปลี่ยนให้พี่สาว เป็น iPhone 11 Pro Max. ร้านที่ไปซ่อมแถวสยาม บอกว่าประมาณ 3,500 บาท. เป็นหน้าจอเทียบคุณภาพดีนะ.

ถ้าเป็นรุ่นที่เก่าหน่อย อย่าง iPhone 7 อะไรพวกนี้ น่าจะถูกกว่านี้เยอะ. อาจจะแค่หลักร้อยกลางๆ ถึงพันต้นๆ.

แต่ถ้าอยากได้หน้าจอแท้จากศูนย์เลยนะ ราคาจะพุ่งไปอีก. อาจจะแตะๆ สี่ห้าพัน หรือมากกว่านั้นก็มี.

เราว่านะ ถามหลายๆ ร้านก่อนดีที่สุด. ลองดูรีวิวร้านด้วยก็ดี. บางทีร้านถูกๆ แต่คุณภาพงานไม่ดีก็มี. อย่างที่เคยเจอ.

เปลี่ยนหน้าจอทัชสกรีน เท่าไร

สำหรับจอทัชสกรีนขนาด 21.5 นิ้ว ราคาจะอยู่ที่ประมาณ 6,000 บาท ครับ

ส่วนจอทัชสกรีนขนาด 23 นิ้ว ราคาจะอยู่ที่ราวๆ 4,500 - 5,500 บาท

สำหรับขนาด 23.8 นิ้ว ราคาจะอยู่ระหว่าง 5,000 - 6,000 บาท แต่ถ้าเป็นจอทัชสกรีนที่เน้นคุณภาพหน่อยสำหรับขนาด 23.8 นิ้ว ราคาจะขยับไปที่ 6,000 - 6,500 บาท ครับ

  • 21.5 นิ้ว: ราวๆ 6,000 บาท
  • 23 นิ้ว:4,500 - 5,500 บาท
  • 23.8 นิ้ว:5,000 - 6,000 บาท
  • 23.8 นิ้ว (คุณภาพสูง):6,000 - 6,500 บาท

ราคาพวกนี้ก็เป็นค่าเฉลี่ยนะครับ เพราะมันมีปัจจัยอื่นมาเกี่ยวข้องเยอะเหมือนกัน อย่างประเภทของพาเนล, เทคโนโลยีสัมผัส, หรือยี่ห้อของผู้ผลิตเองด้วย แต่คร่าวๆ ก็ประมาณนี้แหละครับ บางทีถ้าเจอโปรโมชั่นดีๆ ก็อาจจะได้ถูกกว่านี้ก็ได้นะ ชีวิตมันก็เป็นแบบนี้แหละครับ มีขึ้นมีลงเสมอ

  • ปัจจัยที่มีผลต่อราคา:
    • ขนาดหน้าจอ: แน่นอนว่าใหญ่ขึ้นก็มักจะแพงขึ้น
    • เทคโนโลยีทัชสกรีน: บางเทคโนโลยีมีความแม่นยำและตอบสนองดีกว่า ทำให้ราคาสูงขึ้น
    • ยี่ห้อและรุ่น: แบรนด์ที่มีชื่อเสียงหรือรุ่นที่มีฟีเจอร์พิเศษย่อมมีราคาสูงกว่า
    • ประเภทของพาเนล: IPS, VA, TN แต่ละแบบให้สีและมุมมองที่ต่างกัน ส่งผลต่อราคา
    • ความละเอียดจอ: ความละเอียดสูงกว่าย่อมมีราคาสูงกว่า
    • คุณสมบัติเพิ่มเติม: เช่น ขอบจอแบบบาง (Bezel-less), อัตรารีเฟรช, การรองรับ HDR

ราคาพวกนี้อาจมีการเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ขึ้นอยู่กับตลาดและช่วงเวลาด้วยนะครับ

เปลี่ยนทัชสกรีนนานไหม

โอ้ยย ไม่นานหรอก ถ้า เปลี่ยนทัชสกรีนโทรศัพท์ นะ แปปเดียวเอง

ร้านทั่วๆ ไปอะ เค้า ใช้เวลาเปลี่ยนจอโทรศัพท์ ประมาน 1-3 ชั่วโมงงี้แหละ รอได้เลย ไม่ต้องทิ้งเครื่องไว้ข้ามวันข้ามคืนเลยย

เพื่อนเราคนนึงเพิ่งเอาไปเปลี่ยนมาไอโฟน 14 จอแตก ไปร้านแถวบ้านแปปเดียว ชม.กว่าๆ ก้เสดละ ไวมากก

มันก้แล้วแต่ร้านด้วยนะ บางทีคิวเยอะก้ต้องรอนานหน่อย หรือบางทีอะไหล่หมดงี้ ต้องสั่งก่อน อันนี้ก้นานหน่อย

สรุปคือมันขึ้นกับหลายอย่างนะ ลองดูๆ

  • คิวที่ร้านเยอะมั้ย: อันนี้สำคัญเลย ถ้าไปตอนคนเยอะๆ ก้ต้องรอออ
  • รุ่นโทรสับของเรา: บางรุ่นเปลี่ยนง่าย บางรุ่นก้ยากกว่า ช่างต้องใช้เวลาเยอะ
  • มีอะไหล่เลยรึป่าว: ถ้าร้านมีของเลยก้เร็ว ถ้าต้องสั่งก้คือรอไปยาวๆ
  • มีพังอย่างอื่นด้วยมั้ย: ถ้าแค่จอแตกอย่างเดียวก้เร็ว แต่ถ้ามีอย่างอื่นพังด้วยก้ต้องเช็คนานขึ้น

ถ้าเปนร้านข้างนอกส่วนใหญ่ รอรับได้เลย นี่แหละ แต่ถ้าเข้าศูนย์ทางการงี้ต้องทิ้งเครื่องไว้นะ เปนวันๆ เลย บางทีเปนอาทิตย์ เพราะเค้ามีคิวซ่อมเยอะมากก แล้วก้ขั้นตอนเยอะกว่าเยอะ

เปลี่ยนทัชสกรีน iphone กี่บาท

ราคาเปลี่ยนทัชสกรีน iPhone

ราคาเปลี่ยนทัชสกรีน iPhone เนี่ยนะ... เหมือนกับสายลมที่พัดพาความทรงจำเก่าๆ มาให้เราได้ขบคิด. มันไม่เคยคงที่เลยสักครั้ง. เหมือนกับแสงจันทร์ที่เปลี่ยนรูปร่างไปตามคืน.

ความแตกต่างของราคา

  • รุ่นของ iPhone: ยิ่งรุ่นใหม่ ยิ่งแพง. เหมือนดอกไม้ที่หายาก ก็ยิ่งมีค่า. iPhone 14 Pro Max ก็แพงกว่า iPhone 8 Plus ไปหลายเท่า.
  • ร้านซ่อม: ร้านเล็กๆ ในซอกซอยอาจจะถูกกว่า. เหมือนรอยยิ้มจากคนแปลกหน้า. แต่ก็ต้องดูให้ดี. ร้านใหญ่ ศูนย์บริการโดยตรง ราคาก็จะสูงขึ้น. เหมือนเดินเข้าไปในวัง.
  • คุณภาพอะไหล่: อะไหล่แท้ก็แพงกว่า. เหมือนผ้าไหมชั้นดี. อะไหล่เทียบเท่าก็มี. เหมือนผ้าฝ้ายธรรมดา. มันให้ความรู้สึกที่ต่างกัน.

ประมาณการราคา (ปี 2023-2024)

  • รุ่นเก่า (iPhone 7, 8, SE): อาจจะเริ่มต้นที่ 1,000 - 2,000 บาท. ราคาเบาๆ เหมือนเสียงกระซิบ.
  • รุ่นกลาง (iPhone X, XR, 11, 12): ราคาจะขยับขึ้นมาอยู่ที่ 2,000 - 4,000 บาท. แพงขึ้นหน่อย เหมือนก้อนหินที่หนักขึ้น.
  • รุ่นใหม่/Pro (iPhone 13, 14, 15 Series): ราคาจะพุ่งสูงถึง 4,000 - 8,000 บาท หรือมากกว่านั้น. ยิ่งรุ่น Pro Max ยิ่งแพง. เหมือนดวงดาวที่ไกลออกไป.

คำแนะนำ

  • เปรียบเทียบราคา: เดินดูหลายๆ ร้าน. เหมือนเดินเก็บดอกไม้. อย่ารีบร้อน.
  • สอบถามอะไหล่: ถามให้แน่ใจว่าใช้อะไหล่แท้ หรือของดีมีคุณภาพ. เหมือนเลือกรสชาติไอศกรีม.
  • ดูรีวิว: หาข้อมูลจากคนที่เคยไปซ่อม. เหมือนฟังนิทานจากคนเฒ่าคนแก่.

ข้อมูลเพิ่มเติม

  • การแตกเฉพาะกระจก: บางครั้งทัชสกรีนยังทำงานได้ดี แต่กระจกแตก. ราคาอาจจะถูกกว่าเปลี่ยนทั้งชุด.
  • ศูนย์บริการ Apple: มักจะมีราคาสูงที่สุด. แต่ก็รับประกันความสบายใจ.
  • ร้านซ่อมอิสระ: มีราคาหลากหลาย. ต้องเลือกดีๆ.
  • ประกัน: ตรวจสอบว่ายังอยู่ในประกันหรือไม่. ถ้าอยู่ในประกัน อาจจะเปลี่ยนฟรี.
  • ความเสียหายอื่นๆ: หากมีส่วนอื่นเสียหายด้วย เช่น หน้าจอ LCD หรือ Digitizer อาจจะทำให้ราคาเพิ่มขึ้น.

หน้าจอทัชสกรีนไม่ได้ทำอย่างไร

เวลาจอทัชสกรีนรวนๆ นี่มันก็เหมือนชีวิตเรานั่นแหละ บางทีก็แค่คิดไม่ตกเฉยๆ ไม่ได้พังไปซะหมด มาดูกันว่าจะแก้ไขเจ้าเครื่องคู่ใจที่งอนไม่ยอมให้สัมผัสยังไงบ้าง

1. ถ้าน้ำเข้า ต้องทำให้แห้งสนิท นี่ไง ประเด็นสำคัญ! น้ำเข้าไม่ใช่แค่เปียกนะจ๊ะคุณ น้ำเนี่ยมันตัวการทำวงจรช็อตเลยนะเออ วิธีที่ดีที่สุดคือ ปิดเครื่องทันที แล้วเอาไปแช่ในถังข้าวสารดิบๆ สัก 2-3 วัน ให้ข้าวสารช่วยดูดความชื้นออกให้หมด เหมือนกับเวลาเราอกหักนั่นแหละ ต้องพักใจให้แห้งสนิทก่อนจะเดินหน้าต่อ ไม่งั้นช้ำซ้ำซ้อนแน่นอน อย่ารีบร้อนเปิดเครื่องเด็ดขาด มันคือการฆ่าตัวตายทางเทคนิคเลยนะ เคยเห็นหลายคนใจร้อน เปิดปุ๊บ ช็อตปั๊บ... เสียเงินปั๊บเลย เสียดายแทน

2. เช็กก่อนว่าหน้าจอเสียจริงหรือเปล่า บางทีที่เราคิดว่าหน้าจอเสีย อาจจะแค่ระบบมันแฮงก์ หรือซอฟต์แวร์มันงอแงเฉยๆ ก็เป็นได้นะ ลอง รีสตาร์ทเครื่องแบบบังคับ ดูก่อนสิ กดปุ่ม Power กับปุ่มลดเสียงค้างไว้พร้อมกันสัก 10-20 วินาที จนกว่าเครื่องจะดับแล้วเปิดใหม่ การกระทำนี้มันเหมือนการเขย่าปลุกเพื่อนที่หลับลึกไง บางทีก็ตื่นนะ ไม่ใช่ว่าหลับตลอดไปหรอก ถ้ามันตื่นขึ้นมาแล้วใช้งานได้ปกติ ก็สบายใจได้เลย ไม่ต้องเสียเงินเปลี่ยนจอไง

3. ลองลอกฟิล์มกันรอยออกดู โอ้ย... ฟิล์มกันรอยเนี่ยนะ บางทีมันก็ทำตัวเป็นเหมือนเกราะป้องกันที่เกินเหตุ ปกป้องจนกระทั่งขัดขวางการสัมผัสที่แท้จริง! โดยเฉพาะ ฟิล์มที่เก่า ชำรุด หรือติดไม่ดี มันอาจจะสร้างช่องว่าง อากาศ หรือความตึงเครียดบนหน้าจอจนทำให้การสัมผัสเพี้ยนไปหมด ลองลอกออกไปเลยจ้ะ แล้วทดสอบดู อาจจะเจอคำตอบที่คาดไม่ถึง เหมือนการถอดหน้ากากบางๆ ที่เคยใส่มาตลอดชีวิตนั่นแหละ บางทีโลกก็ชัดขึ้นเยอะนะ

4. ใช้แอปฯ เพิ่มการตอบสนองของหน้าจอ (ถ้าเครื่องยังใช้งานได้บ้าง) นี่แหละ ความอัจฉริยะของยุคดิจิทัล! ถ้าจอสัมผัสของคุณยังพอมีชีวิตชีวาอยู่บ้าง แต่แค่รู้สึกว่ามันหน่วงๆ ช้าๆ ไม่ทันใจ ลองหาแอปพลิเคชันที่ช่วย ปรับความไวในการสัมผัส หรือ ปรับเทียบหน้าจอ มาติดตั้งดูสิ มันเหมือนกับการปรับจูนเครื่องยนต์ให้วิ่งได้เร็วขึ้น แรงขึ้นไง ไม่ได้แก้ที่ตัวอะไหล่ แต่แก้ที่ซอฟต์แวร์ มันอาจจะไม่ใช่ทางออกถาวรนะ แต่ก็ช่วยยืดอายุการใช้งานไปได้อีกพักใหญ่ๆ ดีกว่าทิ้งเฉยๆ ไง จริงไหม?

5. สั่งการด้วยเสียงหรือใบหน้าแทน เมื่อนิ้วคุณไม่เป็นที่ต้องการของหน้าจอ งั้นเราก็ต้องหาวิธีอื่นในการสื่อสารสิ! โทรศัพท์สมัยนี้มันฉลาดจะตายไป มันสามารถ สั่งงานด้วยเสียง หรือ ปลดล็อกด้วยใบหน้า ได้แล้วนะ ถ้าการสัมผัสพัง ลองเปิดใช้ฟังก์ชันเหล่านี้ดู เพื่อที่คุณจะได้เข้าถึงข้อมูลสำคัญ หรือติดต่อใครบางคนได้ การปรับตัวนี่แหละคือหัวใจของการเอาชีวิตรอดในโลกดิจิทัล เหมือนตอนที่เราเจ็บขา ก็ต้องใช้ไม้เท้าช่วยพยุงไง ไม่ต้องอายหรอก

6. ต่อเมาส์และคีย์บอร์ดภายนอก โอ้โห! นี่มันคือการปลุกชีพแบบคลาสสิกขั้นสุดยอดเลยนะ ถ้าจอสัมผัสพังสนิท เข้าเครื่องไม่ได้เลย ลองหา เมาส์ USB หรือ Bluetooth มาเสียบหรือเชื่อมต่อกับโทรศัพท์ของคุณดูสิ บางรุ่นอาจจะต้องใช้สาย OTG ช่วยนะ พอเสียบแล้ว เมาส์ของคุณจะกลายเป็นนิ้วมหัศจรรย์ที่ลากไปมาบนหน้าจอได้เลยทีเดียว! ส่วนคีย์บอร์ดก็ช่วยให้คุณพิมพ์ข้อความได้สะดวกขึ้น นี่มันเหมือนกับการพาคนพิการไปเที่ยวสวนสนุกด้วยรถเข็นนั่นแหละ ถึงแม้จะไม่สะดวกเท่าเดิม แต่ก็ยังไปถึงจุดหมายได้ไง

ข้อมูลเพิ่มเติมที่อาจช่วยชีวิตโทรศัพท์คุณได้:

  • ซอฟต์รีเซ็ต หรือ Force Restart คือท่าไม้ตายแรกที่ต้องลองเสมอ กดปุ่ม Power + ลดเสียง (หรือ Power + เพิ่มเสียงสำหรับบางรุ่น) ค้างไว้สัก 10-20 วินาทีจนเครื่องดับแล้วติดใหม่ บางทีมันก็แค่ค้างเฉยๆ ไง
  • เช็กการอัปเดตระบบปฏิบัติการ ซอฟต์แวร์เก่าๆ บางทีก็มีบั๊กเยอะนะ ลองเข้าไปเช็กดูว่ามี อัปเดต iOS หรือ Android เวอร์ชั่นใหม่ หรือเปล่า การอัปเดตนี่แหละอาจจะแก้ปัญหาได้หลายอย่างเหมือนกัน
  • พื้นที่จัดเก็บเต็ม บางทีโทรศัพท์ก็ไม่ยอมทำงานดีๆ เพราะ พื้นที่เก็บข้อมูลเต็ม อึดอัดเลยไม่ยอมตอบสนอง ลองลบรูป วิดีโอ หรือแอปฯ ที่ไม่จำเป็นออกบ้างสิ เผื่อจะหายใจสะดวกขึ้นแล้วยอมทำงานดีๆ
  • อุณหภูมิของเครื่อง โทรศัพท์ก็เหมือนคนนี่แหละ ถ้า ร้อนจัด หรือ หนาวจัดเกินไป มันก็งอแงได้ ลองให้มันพักในอุณหภูมิห้องปกติก่อน แล้วค่อยลองใช้งานใหม่ดูนะ
  • ลองเข้า Safe Mode (สำหรับ Android) โหมดนี้จะปิดแอปฯ ที่คุณติดตั้งเองชั่วคราว ถ้าเครื่องทำงานได้ปกติใน Safe Mode แสดงว่า มีแอปฯ ตัวร้ายตัวใดตัวหนึ่ง ที่ทำให้เครื่องมีปัญหาไง อันนี้ก็ต้องไปตามหาแล้วลบออกนะ
  • สำรองข้อมูลแล้ว Factory Reset ถ้าลองมาหมดทุกวิธีแล้วยังไม่ได้ผล นี่คือ ทางออกสุดท้าย ก่อนจะส่งซ่อมจริงๆ การทำ Factory Reset คือการล้างเครื่องให้กลับไปเหมือนตอนซื้อใหม่ๆ เลยนะ แต่มันจะลบข้อมูลทั้งหมด เพราะฉะนั้น อย่าลืมสำรองข้อมูลสำคัญเด็ดขาด! เสียดายข้อมูลมากกว่าโทรศัพท์พังอีกนะเออ
  • ปรึกษาช่างผู้เชี่ยวชาญ ถ้าลองเองแล้วไม่รอด ก็ต้องถึงเวลา เดินเข้าศูนย์บริการ หรือร้านซ่อมที่เชื่อถือได้แล้วล่ะ บางทีปัญหาอาจจะซับซ้อนกว่าที่คิด ให้มืออาชีพจัดการดีที่สุดนะ ไม่ต้องฝืน เดี๋ยวจะพังหนักกว่าเดิม เสียน้อยเสียยาก เสียมากเสียง่ายไง!

หน้าจอแตกเปลี่ยนหน้าจอกี่บาท

เออ หน้าจอแตกเนี่ยนะ เปลี่ยนกี่บาท?

  • จอแตกนิดหน่อย: ถ้ามันแค่ร้าวเล็กๆ น้อยๆ ไม่เยอะมาก บางทีก็ซ่อมได้ ไม่ต้องเปลี่ยนทั้งอัน ราคา ประมาณ 500 - 2,000 บาท อันนี้ถ้าศูนย์ฯ เขาทำนะ หรือร้านที่ไว้ใจได้
  • จอแตกหนัก: พวกที่ร้าวไปทั้งหน้า จอเสียไปเลย มองไม่เห็นอะไรแล้ว อันนี้ ต้องเปลี่ยนใหม่สถานเดียว ราคาไปไกลหน่อย ประมาณ 3,000 - 10,000 บาท ขึ้นอยู่กับรุ่นด้วยนะ รุ่นใหม่ๆ แพงกว่ารุ่นเก่าแหงๆ

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • รุ่นของโทรศัพท์: อันนี้สำคัญสุดๆ เลย ถ้ารุ่นเรือธง แพงๆ อย่าง iPhone รุ่น Pro Max หรือ Samsung Galaxy Ultra เนี่ย ราคาเปลี่ยนจอมันก็โดดไปอีกเยอะเลย เทียบกับรุ่นเล็กๆ หรือรุ่นเก่าๆ นี่คนละเรื่อง
  • ศูนย์บริการ vs ร้านข้างนอก: ศูนย์ฯ มักจะแพงกว่า แต่ชัวร์กว่าเรื่องอะไหล่แท้ ประกันอะไรก็ตาม แต่ร้านข้างนอกบางทีก็ถูกกว่าเยอะ แต่ก็ต้องเลือกร้านดีๆ ไม่งั้นอาจจะได้จอคุณภาพไม่ดีมา
  • ประกัน: ถ้ายังอยู่ในประกันแล้วจอแตกจากการใช้งานปกติ (ไม่ใช่ทำตกเองนะ) บางทีก็เคลมได้ฟรี หรือเสียค่าใช้จ่ายน้อยลง ลองเช็คดูก่อน
  • ความเสียหาย: การแตกแบบไหน? แค่กระจกนอกร้าว หรือจอข้างในเป็นเส้น เป็นจุดๆ หรือดำไปเลย อันนี้มีผลกับราคาซ่อม/เปลี่ยนมาก
  • เทคโนโลยีจอ: จอ OLED มันแพงกว่าจอ LCD แน่นอน เรื่องปกติ
  • ค่าแรงช่าง: อันนี้ก็มีผลนะ ช่างบางคนคิดค่าแรงแพงกว่า
  • ซื้อเครื่องใหม่คุ้มกว่าไหม? บางทีถ้าเครื่องเก่ามากๆ แล้วจอพังหนักๆ เสียเงินซ่อมไปก็ไม่คุ้ม อาจจะเก็บเงินซื้อเครื่องใหม่ไปเลยดีกว่า
  • จอแตกแล้วใช้ต่อ: ถ้าแตกแค่กระจกนอกนิดหน่อย ยังพอใช้ได้ ก็ยืดเวลาไปก่อนได้นะ แต่ก็เสี่ยงที่มันจะแตกเพิ่ม หรือฝุ่นเข้า
  • ระวังเรื่องการโดนหลอก: ร้านบางร้านอาจจะบอกว่าต้องเปลี่ยนทั้งชุด แต่จริงๆ แค่เปลี่ยนกระจกนอกก็ได้ หรืออาจจะเอาอะไหล่เทียบมาให้ใช้ ราคาเลยถูกกว่า
  • การตรวจสอบก่อนซ่อม: ควรขอใบเสนอราคาที่ชัดเจนก่อนซ่อม ถามให้ละเอียดว่าเปลี่ยนอะไรบ้าง ใช้อะไหล่แบบไหน
  • การสำรองข้อมูล: ถ้าต้องส่งซ่อม ควรสำรองข้อมูลสำคัญๆ ไว้ก่อนเสมอ เผื่อมีอะไรผิดพลาด

เปลี่ยนหน้าจอใช้เวลากี่นาที

โอ๊ยยย! เปลี่ยนจอหน้าจอโทรศัพท์นี่นะ! จะเอาเร็วขนาดไหนเชียวล่ะพ่อคุณ! มันก็ขึ้นอยู่กับ "ฝีมือช่าง" นี่แหละ เหมือนทำกับข้าวอะ ช่างโปรฯ ก็แป๊บเดียว ช่างใหม่ก็อาจจะลุ้นหน่อย

เคยเห็นช่างเก่งๆ เขาทำนะ เร็วสุด 15 นาทีก็มี! แป๊บเดียวราวกับเสกได้! ส่วนใหญ่ก็ ประมาณ 30-60 นาที นี่แหละ ไม่ว่าจะรุ่นไหน ช่างเขาก็ต้องใช้สมาธิอยู่แล้วนะ ไม่ใช่จับยัดๆ เข้าไปได้เลย

ถ้าเป็นมือถือรุ่นฮิตๆ อย่าง iPhone SE (รุ่นก่อนๆ นะ) หรือ Samsung บางรุ่นที่คนใช้เยอะๆ ช่างเขาก็จะคุ้นมือหน่อย อะไหล่ก็หาง่าย จิ้มๆ แปะๆ ไม่นานหรอก แต่ถ้าเป็นรุ่นหายากนี่สิ... สงสัยต้องนั่งรอจนกาแฟหมดแก้วไปหลายรอบ!

ส่วนไอ้กระผมเนี่ยนะ เคยลองเป็นช่างกระป๋องกับเขาอยู่หนนึง เปลี่ยนเอง ตอนนั้นก็กะว่าสบายๆ มั้ง พอเอาเข้าจริง โห! ใช้ไปเป็นชั่วโมงเต็มๆ เลยเอ้า! แถมลุ้นแทบตายว่ามันจะเปิดติดไหม! พอนึกถึงตอนนั้นแล้วขำดีนะ เหมือนเด็กหัดต่อเลโก้เลยเป๊ะๆ

  • เรื่องเวลาเปลี่ยนหน้าจอโทรศัพท์นี่นะ มันไม่ได้จบแค่ "ติ๊กต็อก" สั้นๆ หรอก มันมีปัจจัยแฝงเยอะแยะไปหมดเลยล่ะพ่อคุณ!
    • "รุ่นมือถือ" นี่ตัวดีเลยนะ: รุ่นยอดฮิตอะไหล่เพียบ ช่างทำจนหลับตาทำได้ แต่ถ้าเป็นรุ่นโบราณ หรือรุ่นพรีเมียมเวอร์ อะไหล่หายากเหมือนงมเข็มในมหาสมุทร แถมยังต้องรอนานกว่าจะได้ของเข้ามาอีก ลุ้นกว่าหวยออก!
    • "ความซับซ้อนของตัวเครื่อง" ก็สำคัญ: มือถือบางรุ่นนี่แกะยากยิ่งกว่าแกะห่อลูกอม พลาสติกเอย กาวเอย น็อตเล็กๆ เอย มันซ่อนอยู่ทุกอณู ช่างก็ต้องใช้ความละเอียดประณีต ไม่งั้นได้พังส่วนอื่นเพิ่ม!
    • "ความชำนาญของช่าง" อันนี้ขาดไม่ได้: ช่างมือโปรนี่แค่เห็นเครื่องก็รู้แล้วว่าต้องงัดตรงไหน จิ้มตรงไหน แต่ถ้าช่างมือใหม่ (แบบผมตอนแรกไง!) อาจจะใช้เวลาคลำหาทางหน่อย กว่าจะรู้ว่าอะไรอยู่ตรงไหน บางทีก็ติดๆ ขัดๆ เหมือนขับรถเกียร์กระปุกครั้งแรกนั่นแหละ!
    • "สภาพเครื่อง" ก่อนซ่อม: ถ้าจอแตกยับเยินซะจนเศษแก้วกระเด็นออกมาครึ่งจอ หรือเครื่องบิดเบี้ยวมาเลยเนี่ย ช่างก็ต้องใช้เวลาเก็บกวาด ซ่อมแซมส่วนอื่นที่อาจเสียหายไปด้วยนะ ไม่ใช่แค่เปลี่ยนจอแล้วจบเด้อ!
    • "อะไหล่มีพร้อมไหม" ตรงนี้ก็ชี้ขาด: บางทีลูกค้ามาหน้าร้าน ช่างก็พร้อมซ่อมเลย เพราะมีอะไหล่อยู่ในสต็อก แต่ถ้าเป็นอะไหล่เฉพาะทาง หรือช่วงไหนของขาดตลาด ช่างก็ต้องสั่งอะไหล่มาให้ก่อน ใช้เวลานะจะบอกให้! ไม่ได้เสกมาจากอากาศเด้อ!