เปิดใช้ FaceTime ยังไง
วิธีเปิดใช้งาน FaceTime บน iPhone และ iPad อย่างละเอียด?
เอาจริงๆ นะ การตั้งค่า FaceTime นี่มันง่ายกว่าที่คิดเยอะเลย แค่เข้าไปที่ 'การตั้งค่า' ที่เป็นรูปฟันเฟืองนั่นแหละ แล้วก็เลื่อนลงมาหาคำว่า FaceTime ที่เป็นไอคอนสีเขียวๆ อะ จิ้มเข้าไปแล้วก็แค่ใส่ Apple ID ของเราเข้าไป ถ้ามันปิดอยู่ก็แค่กดเปิดให้เป็นสีเขียว แค่นี้เอง
ตอนซื้อ iPad Air ให้แม่เมื่อกลางปีที่แล้วที่ iStudio สาขาเซ็นทรัลลาดพร้าว ก็เจอปัญหานี้แหละ คือพอเปิดใช้แล้วมันจะมีให้เลือกว่า 'สามารถติดต่อคุณทาง FaceTime ได้ที่' แล้วก็มีทั้งเบอร์โทรศัพท์ทั้งอีเมลโผล่มาเต็มไปหมด ของแม่เนี่ย ผมติ๊กเลือกแค่เบอร์โทรอย่างเดียวพอ ไม่งั้นเดี๋ยวงง มีคนโทรเข้าอีเมลแล้วแกจะรับไม่เป็น มันเลือกได้ว่าจะให้ใช้อันไหนเป็นหลัก อันนี้สำคัญเหมือนกันนะ
บางทีพอเปิดแล้วมันจะขึ้นว่า 'กำลังรอการเปิดใช้งาน...' อันนี้ไม่ต้องตกใจนะ มันเป็นเรื่องปกติมาก แค่ต่อ Wi-Fi ดีๆ หรือเน็ตมือถือทิ้งไว้แป๊บนึง เดี๋ยวระบบมันก็จัดการของมันเอง ไม่ต้องไปทำอะไรเพิ่มเลย
พอทุกอย่างเรียบร้อยแล้ว ทีนี้ก็สบายเลย ของผมเองเนี่ยใช้ทั้งเบอร์ทั้งเมลแยกกันไปเลย เบอร์ไว้คุยส่วนตัว อีเมลไว้คุยงาน มันทำให้คุยกับเพื่อนที่อยู่อเมริกาเห็นหน้ากันง่ายขึ้นเยอะ ไม่ต้องไปลงแอปอะไรเพิ่มเลย มันติดมากับเครื่องอยู่แล้ว สะดวกดี
Facetime เปลืองเน็ตไหม
อืม... Facetime มันใช้เน็ตนะ
มันก็เหมือนการโทรผ่านเน็ตทั่วๆ ไปนั่นแหละ ถ้าเราใช้ Wi-Fi ก็... ก็ไม่เป็นไร แต่ถ้าเป็นเน็ตมือถือ... มันก็ลดไปเรื่อย ๆ ตามที่เราคุย
ยิ่งคุยนาน... เน็ตก็ยิ่งหมดเร็ว โดยเฉพาะวิดีโอคอล... หน้าจอยิ่งชัด เน็ตก็ยิ่งไหล บางทีก็คุยเพลินจนลืมดูไปเลย... ว่าเน็ตจะหมดแล้ว
เคยลองไปหาดู... มันประมาณนี้
- FaceTime วิดีโอ (คุณภาพสูง) ใช้เน็ตประมาณ 240 MB ต่อชั่วโมง
- FaceTime เสียงอย่างเดียว ใช้เน็ตประมาณ 60 MB ต่อชั่วโมง
- Group FaceTime นี่กินเยอะสุดเลย... หลายคนพร้อมกัน อาจจะเกิน 500 MB ต่อชั่วโมง
- อยู่บ้านต่อ Wi-Fi คุยได้ทั้งคืน... ไม่ต้องกังวลอะไร
FaceTime เสียค่าใช้จ่ายไหม
FaceTime ไม่เสียค่าใช้จ่าย หรอกนะ ถ้าเครื่องเราเชื่อม Wi-Fi หรือมีแพ็กเกจอินเทอร์เน็ตมือถืออยู่แล้ว มันก็เหมือนเราเล่นแอปอื่นๆ ที่ใช้อินเทอร์เน็ตนั่นแหละ ไม่ต้องมานั่งคิดค่าโทรต่อนาทีเลย สบายใจได้
ช่วงปลายปี 2566 แม่ฉันบ่นว่าอยากโทรคุยกับพี่ชายที่เชียงใหม่บ่อยๆ แต่แกก็กังวลค่าโทร แพงจะตาย ฉันเลยแนะนำ FaceTime ไป แกกลัวจะไม่เป็น กลัวเสียตังค์ พอสอนใช้แล้วบอกว่าฟรี แกดีใจใหญ่เลย คุยกันยาวๆ เป็นชั่วโมงก็ไม่ต้องกลัวบิลพุ่งเลยนะ
ต้นปี 2567 พี่สาวฉันที่อยู่ญี่ปุ่นโทรมาบ่นเสียงเครียดเลยว่า FaceTime ของนางหายไป โทรหาฉันไม่ได้เลย ตอนแรกฉันก็งงมาก คิดว่าคงเป็นที่เน็ตนางไม่ดีรึเปล่า สุดท้ายต้องให้นางแคปหน้าจอไอโฟนมาให้ดู ช่วยกันไล่หาตั้งนานว่ามันหายไปไหน
จริงๆ นะ บางทีไอโฟนมันก็มีอะไรแปลกๆ เราต้องเข้าไปดูที่ การตั้งค่า > เวลาหน้าจอ > จำกัดเนื้อหาและความเป็นส่วนตัว > แอปและคุณสมบัติที่ได้รับอนุญาต เลยนะ ตรงนี้แหละสำคัญสุดๆ ต้องเช็กให้แน่ใจว่ากล้องกับ FaceTime ไม่ได้ถูกปิดใช้งานอยู่ ไม่งั้นแอปมันจะไม่โชว์ให้ใช้เลย มันเหมือนมันหายไปจากเครื่องไปดื้อๆ เลยแหละ งงมากจริงๆ ว่าทำไมมันถึงปิดเองได้บางครั้ง
แล้วอีกอย่างที่ไม่ควรมองข้ามเลยคือ ต้องระบุหมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่อีเมลให้ถูกต้อง ที่ผูกกับ FaceTime ของเราน่ะ บางทีก็จำสลับกันบ้าง หรือพิมพ์ผิดไปตัวเดียวก็โทรหากันไม่ติดแล้วนะ เคยเจอเพื่อนคนนึงใส่เบอร์ผิดไปหลักเดียว หาแทบตาย กว่าจะรู้ว่าเกิดจากอะไร เสียเวลาไปเยอะเลย
เพิ่มเติมนะ เรื่องการตั้งค่าเบื้องต้น:
- ไม่มีค่าใช้จ่าย:FaceTime ไม่เสียค่าใช้จ่าย หากคุณเชื่อมต่อ Wi-Fi หรือใช้ดาต้าเซลลูลาร์
- ตรวจสอบการเข้าถึง: หากไม่เห็น FaceTime ให้ไปที่ การตั้งค่า > เวลาหน้าจอ > จำกัดเนื้อหาและความเป็นส่วนตัว > แอปและคุณสมบัติที่ได้รับอนุญาต ตรวจสอบให้แน่ใจว่า กล้องและ FaceTime ไม่ได้ปิดใช้งานอยู่
- ข้อมูลติดต่อ: คุณต้องระบุ หมายเลขโทรศัพท์หรือที่อยู่อีเมลที่ถูกต้อง สำหรับ FaceTime ของคุณแล้ว
- อินเทอร์เน็ต: ต้องมี การเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตที่เสถียร เพื่อใช้งาน FaceTime.
- อัปเดต: ตรวจสอบให้แน่ใจว่าอุปกรณ์ของคุณรัน iOS/iPadOS เวอร์ชันล่าสุด เสมอ
เฟสไทม์สามารถโทรข้ามประเทศได้หรือไม่
เฟสไทม์โทรข้ามประเทศได้ไหมนะ อืมมม ได้ดิ ได้อยู่แล้ว แต่สำคัญคือต้องมีอินเทอร์เน็ต สิ โทรได้ทั่วโลกแหละ ไม่ว่าจะอยู่มุมไหนของโลกก็โทรหาเพื่อนที่อยู่อีกซีกโลกได้เลยนะ เจ๋งดีนะ แต่จะฟรีจริงมั้ย อันนี้แหละที่ต้องคิดหน่อย
คือตัวแอป FaceTime มัน ไม่คิดเงินค่าโทรข้ามประเทศอยู่แล้ว เข้าใจป่ะ เหมือนโทรในประเทศนั่นแหละ หลักการมันคือใช้เน็ตไง ประเด็นมันไม่ใช่แอปเลย มันอยู่ที่เน็ตที่เราใช้ต่างหาก จะเป็น Wi-Fi หรือเซลลูลาร์ก็ว่าไป
ถ้าเราเชื่อม Wi-Fi นี่คือฟรีชัวร์ๆ ไม่มีอะไรมาเก็บเงินเพิ่มหรอก นี่แหละคือข้อดีสุดๆ ของมันเลยนะ ฉันก็ใช้บ่อยเวลาไปเที่ยวต่างประเทศ สบายใจดี ไม่ต้องกลัวบิลช็อก แต่ถ้า ใช้เน็ตมือถือในต่างประเทศ ล่ะ? นี่แหละตัวดีเลย
ถ้าใช้เน็ตมือถือที่นู่น มันจะ มีค่าบริการโรมมิ่ง เข้ามาเกี่ยวข้องไง อันนี้แหละที่หลายคนพลาด ค่าใช้จ่ายตรงนี้คือขึ้นอยู่กับ แพ็กเกจของผู้ให้บริการมือถือ ของเราเลยนะ บางทีก็แพงหูฉี่ ต้องเช็คดีๆ ก่อนไป ไม่งั้นบิลมาทีคือกรี๊ดอ่ะ จำได้ว่าเพื่อนฉันเคยโดนมาแล้วหลายพันเลย
- วิธีเลี่ยงค่าโรมมิ่งทำไงดีอ่ะ?
- ใช้ Wi-Fi ให้เยอะที่สุด: ตามโรงแรม ร้านกาแฟ สนามบิน ที่ไหนมี Wi-Fi ฟรี ก็พุ่งเข้าใส่เลยนะ
- ซื้อซิมท้องถิ่น: ไปถึงประเทศนั้นก็ลองหาซื้อซิมของเขาดู ถูกกว่าเยอะมาก บางทีมีโปรเน็ตไม่อั้นด้วยนะ ปีนี้คือดีเลย หาซื้อง่ายมาก
- ใช้ eSIM: อันนี้ก็สะดวกนะ ไม่ต้องเปลี่ยนซิมจริง หาซื้อผ่านแอปได้เลย เปิดใช้งานได้ทันที สำหรับรุ่นมือถือที่รองรับนะ ปีนี้เทคโนโลยีนี้คือนิยมสุดๆ
- สมัครแพ็กเกจโรมมิ่งจากเครือข่าย: อันนี้ก็ต้องดูว่าคุ้มมั้ย บางทีแพ็กเกจโรมมิ่งก็มีแบบจำกัดดาต้า ราคาอาจจะไม่ถูกเท่าซิมท้องถิ่น แต่ก็สะดวกดี สำหรับบางคน
- ปิดดาต้าโรมมิ่ง: ถ้าไม่จำเป็นก็ปิดไปเลย เพื่อความปลอดภัย จะได้ไม่เผลอใช้ แล้วโดนเก็บตังค์โดยไม่รู้ตัว ปิดไปเลยดีกว่าจบๆ
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต