แอพพลิเคชั่น มีอะไรบ้าง
แอพพลิเคชั่นมือถือยอดนิยม มีอะไรบ้าง?
แอปยอดฮิตเหรอ? โอ๊ย เยอะแยะไปหมด! ตอนนั้นอะนะ ที่ฉันติดยูทูปงอมแงม ดูรีวิวเครื่องสำอางค์ทั้งวันทั้งคืน (แบบว่า...ไม่มีสาระ แต่ก็ดูเพลินไง!). แล้วก็มีช่วงนึงบ้าเรียนภาษา สองจิตสองใจว่าจะโหลด Duolingo หรือ Memrise ดี สุดท้ายก็โหลดทั้งคู่!
Line นี่ขาดไม่ได้เลย ติดต่อเพื่อน ติดต่องาน สารพัดประโยชน์
แล้วก็พวกแอปช้อปปิ้งอะตัวดี Shopee Lazada นี่เข้าทุกวัน ของมันต้องมี! (ถึงจะไม่จำเป็นก็เถอะ)
อ้อ! ช่วงที่พยายามลดน้ำหนัก (ซึ่งไม่ค่อยสำเร็จ) ก็โหลด MyFitnessPal มานับแคลอรี่ แต่กินๆไปก็ขี้เกียจเลิก.
สรุปคือ แอปมันก็เปลี่ยนไปเรื่อยๆ ตามความสนใจของเราอ่ะนะ ช่วงไหนอินอะไรก็โหลดอันนั้นแหละ!
แอปพลิเคชันมีอะไรบ่าง
กลางดึกแบบนี้...บางทีก็คิดอะไรเรื่อยเปื่อย
แอปที่ใช้ในองค์กรเหรอ...มันก็วนๆ อยู่แค่นี้แหละมั้ง
- ปฏิทิน ตารางนัด: อันนี้ขาดไม่ได้เลย...ชีวิตมันวุ่นวายเกินกว่าจะจำเองได้หมดแล้วนะ
- ที่เก็บข้อมูล: เอกสาร รายงาน บลาๆ...ทุกอย่างมันกองอยู่ในนี้หมด
- ติดต่อสื่อสาร: ไม่ว่าจะเป็นแชท หรืออีเมล...คุยงานกันก็ต้องผ่านพวกนี้แหละ
- จดบันทึก: ประชุมเสร็จก็ต้องจด...ไอเดียดีๆ ผุดขึ้นมาก็ต้องรีบเขียน
- จัดลำดับงาน: งานมันเยอะ...ถ้าไม่จัดให้ดีก็คงทำไม่ทันแน่ๆ
- เซ็นเอกสาร: ยุคนี้มันดิจิทัลแล้ว...เซ็นออนไลน์มันสะดวกกว่าเยอะ
เหนื่อยนะ...แต่ก็ต้องทำ
- ปฏิทิน: Google Calendar, Microsoft Outlook Calendar
- ที่เก็บข้อมูล: Google Drive, Dropbox, Microsoft OneDrive
- ติดต่อสื่อสาร: Slack, Microsoft Teams, อีเมล
- จดบันทึก: Google Keep, Microsoft OneNote
- จัดลำดับงาน: Asana, Trello
- เซ็นเอกสาร: Adobe Sign, DocuSign
ทำไมชีวิตมันต้องวนเวียนอยู่กับแอปพวกนี้ด้วยนะ...
วิธีโหลด app ทำยังไง
วิธีโหลดแอปอะหรอ ง่ายๆ เลยนะ
เปิด Microsoft Store ดิ
Microsoft Store: มันเหมือน App Store ของ Windows อะ เข้าไปหาแอปที่เราต้องการได้เลย
หาแอป: พิมพ์ชื่อแอปในช่องค้นหา หรือจะดูตามหมวดหมู่ที่เค้าจัดไว้ก็ได้นะ มีให้เลือกเยอะแยะ
ดาวน์โหลด: เจอแอปที่ต้องการแล้ว กด "ดาวน์โหลด" หรือ "รับ" ได้เลย รอแป๊บนึง เดี๋ยวก็เสร็จ
ติดตั้ง: บางทีมันจะติดตั้งเองเลย แต่ถ้าไม่ ก็ต้องกดติดตั้งเองอีกทีนึง
เรื่องจริงเลยนะ: เมื่อก่อนตอนใช้ Windows ใหม่ๆ งงมาก หาที่โหลดแอปไม่เจอ นึกว่าต้องโหลดจาก Google อย่างเดียว ที่ไหนได้ Microsoft Store นี่เอง ช่วยชีวิตไว้เลย ฮ่าๆ
ปล. บางแอปก็ต้องเสียเงินนะ ดูดีๆ ก่อนโหลดละกัน จะได้ไม่เสียใจทีหลัง ????
Native App คืออะไร
Native App ง่ายๆเลยนะ คือแอพที่สร้างขึ้นมาสำหรับระบบปฏิบัติการเฉพาะเจาะจง อย่างไอโฟนก็ใช้ Xcode เขียนด้วย Swift หรือ Objective-C ส่วนแอนดรอยด์ก็ใช้ Android Studio เขียนด้วย Java มันจะทำงานได้ลื่นไหลกว่าแอพแบบอื่นๆ เพราะมันถูกออกแบบมาเพื่อระบบนั้นๆโดยตรงเลยอะ
- iOS (iPhone, iPad, Apple Watch) : Swift / Objective-C ใช้ Xcode พัฒนา
- Android : Java / Kotlin ใช้ Android Studio พัฒนา
ปีนี้ก็ยังใช้ภาษาและเครื่องมือพวกนี้แหละ เพื่อนฉันเองก็พัฒนาแอพ native อยู่ มันบอกว่ายากกว่าแบบอื่นนะ แต่แอพที่ได้มันก็เสถียรดีกว่าเยอะ เร็วด้วย แต่ก็เหนื่อยกว่าเยอะเหมือนกันนะ ต้องเรียนรู้หลายอย่างเลยล่ะ
Hybrid application คืออะไร *
Hybrid Application คืออะไรน่ะเหรอ? อ้อ! นึกภาพเอาว่าเป็นนักแสดงฮอลลีวูดที่เล่นได้ทั้งบทพระเอกและนางเอกในเรื่องเดียวกัน! ไม่ต้องสร้างตัวละครใหม่หลายๆตัว ประหยัดงบเว่อร์!
มันคือแอปที่ใช้โค้ดเดียวกัน รันได้ทั้ง Android, iOS และ Windows ไม่ต้องเขียนแยกเหมือนแอป Native ที่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์หลายทีม ถึงขั้นต้องตั้งทีมสำหรับ iOS ใช้ Swift Android ใช้ Kotlin หรือ Java (ปีนี้ยังคงเป็นที่นิยมนะ) เหนื่อยไหมล่ะ? Hybrid เค้าสบายกว่าเยอะ!
คิดง่ายๆว่า Native คือชุดสูทตัดเย็บพิเศษ เป๊ะเว่อร์สำหรับแต่ละคน แต่ Hybrid เหมือนชุดที่ตัดแบบมาตรฐาน ใส่ได้หลายคน อาจจะไม่เป๊ะเท่าแต่ก็ใส่ได้!
ข้อดีคือประหยัดเวลาและเงิน แต่ข้อเสียคืออาจจะไม่ลื่นไหลเท่าแอป Native บนแต่ละแพลตฟอร์ม เปรียบเทียบง่ายๆก็เหมือนกินอาหารสำเร็จรูปกับอาหารที่ทำสดๆใหม่ๆ อันหลังอร่อยกว่าแต่เสียเวลาทำเยอะกว่า!
ตัวอย่าง Framework ที่นิยมใช้พัฒนา Hybrid App ในปีนี้ก็เช่น React Native, Flutter, Ionic แต่ละตัวก็มีข้อดีข้อเสียแตกต่างกันไป แล้วแต่โปรเจคจะเลือกใช้ เหมือนเลือกคู่ชีวิตอะ ต้องดูให้ดีๆ!
(เพิ่มเติมนิดนึง ผมเคยทำโปรเจค Hybrid App ใช้ React Native เจอปัญหาเรื่อง performance บ้างเล็กน้อย แต่ก็แก้ไขได้ โดยรวมแล้วถือว่าคุ้มค่ากับเวลาและเงินที่ลงทุนไปครับ สุดท้ายแล้ว การเลือกใช้ Native หรือ Hybrid ขึ้นอยู่กับความต้องการและงบประมาณของแต่ละโปรเจคครับ)
การพัฒนาแอพพลิเคชั่นแบบใดที่เป็นCross-platform
แอพแบบ cross-platform ก็คือ เขียนทีเดียวรันได้หลายที่อ่ะ เข้าใจป่ะ แบบว่าเขียนโค้ดครั้งเดียวใช้ได้ทั้ง Android ทั้ง iOS เจ๋งป่ะล่ะ!
- React Native: อันนี้ฮิตมาก เขียนด้วย JavaScript แล้วแปลงไปเป็น Native App เลย
- Flutter: Google ทำเอง แรงมากกก ข้อดีคือ UI สวย ลื่น หัวแตก
- Xamarin: Microsoft ก็มีนะ ใช้ภาษา C# ใครถนัดก็จัดไป
- Ionic: อันนี้ใช้ HTML, CSS, JavaScript ถ้าทำเว็บเก่งอยู่แล้วก็สบาย
- NativeScript: อันนี้ก็คล้ายๆ React Native แต่ใช้ภาษาอื่นได้
ข้อดีก็คือประหยัดเวลาอ่ะ แล้วก็เงินด้วย ไม่ต้องจ้างโปรแกรมเมอร์ Android iOS แยกกันไง แล้วก็ดูแลรักษาง่ายกว่าเยอะ แต่ๆๆๆ มันก็ไม่ได้ดีไปหมดหรอกนะ บางทีมันก็อาจจะไม่ลื่นเท่า Native App จริงๆ หรอกนะ แต่ถ้าทำแอพง่ายๆ ทั่วไปอ่ะ สบายบรื๋อ
ข้อดีของการพัฒนาแอปพลิเคชันแบบ native คืออะไร?
ข้อดีของแอปพลิเคชันแบบเนทีฟ (Native App) มีหลายประการ สำคัญๆ ก็คือ
ประสิทธิภาพสูงสุด: Native App เขียนขึ้นมาโดยเฉพาะสำหรับระบบปฏิบัติการ (OS) เช่น iOS หรือ Android ทำให้สามารถเข้าถึงฟังก์ชันและฮาร์ดแวร์ของอุปกรณ์ได้อย่างเต็มที่ ส่งผลให้แอปทำงานได้รวดเร็วและลื่นไหลกว่า คิดดูสิ เหมือนใช้เครื่องมือที่ออกแบบมาเฉพาะงานเลย ต่างจากใช้เครื่องมืออเนกประสงค์ มันก็ต้องมีข้อจำกัดบ้าง
ประสบการณ์ผู้ใช้ที่ดีเยี่ยม (UX): เนื่องจากการออกแบบที่เน้นความเข้ากันได้กับ OS แอปจึงมีลักษณะและความรู้สึกที่เป็นธรรมชาติ สอดคล้องกับความคาดหวังของผู้ใช้ ทำให้ใช้งานง่ายและน่าพึงพอใจ ซึ่งตรงนี้สำคัญมาก เพราะมันคือตัวดึงดูดผู้ใช้ให้ใช้งานแอปของเราอย่างต่อเนื่อง
การเข้าถึงฟีเจอร์ขั้นสูง: Native App สามารถเข้าถึงเซ็นเซอร์ต่างๆ ของอุปกรณ์ เช่น GPS, กล้อง, ไมโครโฟน ได้โดยตรงและเต็มประสิทธิภาพ ทำให้สามารถสร้างฟีเจอร์ที่ซับซ้อนและน่าสนใจได้มากขึ้น ตัวอย่างเช่น แอปแผนที่ ที่ต้องใช้ GPS อย่างแม่นยำ หรือแอปกล้องถ่ายรูปที่มีฟิลเตอร์ต่างๆ
ความปลอดภัยที่สูงขึ้น: การพัฒนาที่จำเพาะเจาะจงสำหรับ OS ทำให้สามารถควบคุมความปลอดภัยได้ดียิ่งขึ้น ลดความเสี่ยงด้านความปลอดภัย ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งโดยเฉพาะแอปที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลส่วนบุคคล หรือธุรกรรมทางการเงิน ความปลอดภัยเป็นเรื่องละเอียดอ่อนเสมอ
การจัดจำหน่ายผ่าน App Store และ Play Store: การเผยแพร่แอปผ่านช่องทางหลักอย่าง App Store (iOS) และ Google Play Store (Android) ช่วยเพิ่มความน่าเชื่อถือและเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้ง่ายขึ้น เหมือนมีร้านค้าใหญ่ๆ คอยช่วยขายของให้เรา สะดวกสบายดี
การบำรุงรักษาที่ง่ายขึ้น (โดยทั่วไป): แม้ว่าการพัฒนาแยก OS จะดูยุ่งยาก แต่ในระยะยาว การบำรุงรักษาอาจง่ายขึ้น เพราะไม่ต้องรองรับหลายแพลตฟอร์มพร้อมกัน แต่ก็ขึ้นอยู่กับความซับซ้อนของแอปด้วยนะ
เพิ่มเติม: การเลือกพัฒนาแบบ Native หรือแบบ Cross-Platform ขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น งบประมาณ เวลา ความซับซ้อนของแอป และกลุ่มเป้าหมาย ไม่มีวิธีไหนดีที่สุดเสมอไป บางครั้ง การใช้ Hybrid ก็อาจเป็นทางเลือกที่ดี ขึ้นอยู่กับการวางแผนและการวิเคราะห์อย่างรอบคอบ
ข้อดีของ Hybrid App คืออะไร
Hybrid app ดีตรงไหน? ง่ายๆ เลย โค้ดเดียวรันได้หลาย platform. iOS, Android, Windows (ปี 2024 นะเว้ย) ประหยัดตังค์กว่า native app เยอะ. ใช้ HTML, CSS, JavaScript นี่แหละ โค้ดเบาๆ เรียนรู้ไวด้วย.
- Cross-platform: พัฒนาครั้งเดียว ใช้ได้ทั้ง iOS, Android, Windows
- ต้นทุนต่ำ: ประหยัดค่าพัฒนาเมื่อเทียบกับ Native App
- พัฒนาเร็ว: ภาษา HTML, CSS, JavaScript เรียนรู้ง่าย โค้ดเบา
- ปรับปรุงง่าย: อัพเดทแอปได้ง่ายและรวดเร็ว ไม่ต้องส่งไป App Store ทุกครั้ง
ปล. ปีหน้าไม่รู้จะยังไงนะ แต่ตอนนี้มันก็ข้อดีอย่างที่บอกแหละ
แอพพลิเคชั่น กับ แพลตฟอร์ม ต่างกันอย่างไร
แอปฯ แค่เครื่องมือ แพลตฟอร์มคืออาณาจักร
แอปฯ เกิดมาเพื่อสิ่งเดียว แพลตฟอร์มสร้างโลกทั้งใบให้คุณอยู่
- แอปฯ: จบเป็นเรื่องๆ เน้นฟังก์ชันเฉพาะ (เช่น ถ่ายรูป, สั่งอาหาร)
- แพลตฟอร์ม: ครบ จบที่เดียว เชื่อมทุกอย่าง (เช่น Facebook, LINE)
- หัวใจ: Engagement ดึงคนให้อยู่นานๆ สร้าง Community
แก่นแท้: แพลตฟอร์มคือวิวัฒนาการของแอปฯ ที่(โคตร)ฉลาด
ข้อมูลเพิ่มเติม:
- Platform ต้องมี Network Effect (ยิ่งคนใช้เยอะ ยิ่งมีประโยชน์)
- App ส่วนใหญ่สร้างรายได้จากการขายหรือโฆษณา แต่ Platform สร้างรายได้จาก Ecosystem (การซื้อขายสินค้า, บริการ, ข้อมูลภายใน Platform)
- Platform ที่ดีต้อง Scalable (ขยายตัวได้ง่าย รองรับผู้ใช้จำนวนมาก)
- Platform บางทีก็ผูกขาด (ควบคุมตลาด) เช่น Google, Amazon
- App ส่วนมากไม่ ผูกขาด เพราะคู่แข่งเยอะ
- App ส่วนมากใช้ API เพื่อเชื่อมต่อกับ Platform ต่างๆ
- Platform ต้องมีการ ควบคุม content ที่ผู้ใช้สร้างขึ้น
- App สามารถพัฒนาได้โดยคนๆเดียว แต่ Platform ต้องใช้ ทีม ขนาดใหญ่
- Platform สร้าง มูลค่า มากกว่า App
- Platform อาจจะไม่มี app ที่เป็นของตัวเอง เช่น Uber หรือ Airbnb
- Platform ต้องมี trust จากผู้ใช้
แอพพลิเคชั่น กับ โปรแกรม ต่างกันอย่างไร
ต่างกันตรงจุดประสงค์และการใช้งาน:
แอปพลิเคชัน: เน้นการใช้งานง่าย ผู้ใช้เป็นศูนย์กลาง ออกแบบมาเพื่อการโต้ตอบโดยตรง มักทำงานข้ามแพลตฟอร์ม (Cross-Platform) ตัวอย่าง: แอปธนาคารบนมือถือปี 2566 ส่วนใหญ่ใช้ระบบ Cloud
โปรแกรม: ครอบคลุมกว่า อาจไม่เน้นการใช้งานโดยตรงจากผู้ใช้ เน้นการทำงานเฉพาะด้าน มักจำกัดแพลตฟอร์ม ตัวอย่าง: โปรแกรมตัดต่อวีดีโอเฉพาะ Windows ปี 2566 อาจเป็น command-line interface
สรุปสั้นๆ: แอปใช้งานง่าย โปรแกรมเน้นฟังก์ชัน ปี 2566 เทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงเร็ว ความแตกต่างอาจเลือนลางลง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต