แอร์ อิน เวอร์ เตอร์ ควร เปิด กี่ องศา ประหยัดไฟ

92 ครั้งเข้าชม
แอร์อินเวอร์เตอร์ประหยัดไฟ ควรกำหนดอุณหภูมิ 25-28 องศาเซลเซียส ร่างกายคนเรารับความเย็นสบายได้ที่ 27 องศา หากต้องการประหยัดไฟเพิ่มขึ้น... (เติมเคล็ดลับประหยัดไฟเพิ่มเติม เช่น เปิดพัดลมช่วย ปิดไฟที่ไม่ใช้ ล้างแอร์สม่ำเสมอ เพื่อให้เนื้อหาครบถ้วนและน่าสนใจ)
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เปิดแอร์อินเวอร์เตอร์กี่องศาประหยัดไฟที่สุด?

เอาจริงๆ นะ ตอนแรกที่บ้านติดแอร์ใหม่ๆ อินเวอร์เตอร์เนี่ย กะจะเปิด 22 องศาให้มันรู้แล้วรู้รอดไปเลย! แต่พอเห็นบิลค่าไฟเดือนแรกเท่านั้นแหละ...แทบเป็นลม (ประมาณ 4 พันกว่าบาท O_O)

หลังจากนั้นเลยลองปรับมาเป็น 25 องศาตามที่เขาว่ากัน เฮ้ย! มันก็เย็นสบายดีนะ ไม่ได้ร้อนอบอ้าวอะไรขนาดนั้น แล้วบิลค่าไฟก็ลดลงมาเยอะเลย เหลือประมาณ 2 พันกว่าบาทเอง คือแบบ...ต่างกันเยอะมาก!

แต่บางทีก็มีแอบขี้โกง ปรับลงมาเป็น 26-27 องศาบ้าง ถ้าวันไหนอากาศมันอบอ้าวเป็นพิเศษอ่ะนะ (ปกติจะเปิดประมาณช่วง 6 โมงเย็น ถึง 6 โมงเช้า) แต่โดยรวมคือ 25 องศาเนี่ยแหละ เวิร์คสุดสำหรับเราแล้ว ประหยัดไฟ แถมยังเย็นสบายกำลังดีด้วย ????

แล้วถ้าอยากประหยัดกว่าเดิมอีกหรอ? อืม...ส่วนตัวคิดว่าล้างแอร์บ่อยๆ ก็ช่วยได้นะ เพราะตอนแอร์ตันๆ นี่คือเปลืองไฟสุดๆ เคยลืมล้างไป 3-4 เดือน ค่าไฟขึ้นมาเฉยเลย!

Air Inverter เปิดกี่องศา

แอร์ Inverter: ลมเย็นไร้ขีดจำกัด

องศา? ไม่ใช่ข้อจำกัด

  • ตั้ง 22-24? ได้
  • 18 องศา? จัดไป
  • เย็นฉ่ำ? ตามใจปรารถนา

Inverter: ฉลาดกว่าที่คิด

  • คอมเพรสเซอร์ปรับรอบ ลดการกินไฟ
  • ไม่ใช่แค่ "เปิด-ปิด" แบบแอร์เก่า
  • เย็นคงที่ ประหยัดไฟกว่า

เกร็ดเล็กน้อย: เคยตั้ง 16 องศาในห้องนอนเล็ก ผลคือหนาวจนต้องห่มผ้าสองผืน สุดท้ายปรับขึ้นมา 25 ถึงจะพอดี

คำคม: ความเย็นสบาย ไม่ได้อยู่ที่ตัวเลข แต่อยู่ที่ความรู้สึก

ข้อมูลเพิ่มเติม:

  • ปัจจัยอื่น: ขนาดห้อง, ฉนวน, จำนวนคน มีผลต่อความเย็น
  • โหมด: ลองใช้โหมด "Eco" หรือ "Sleep" เพื่อประหยัดไฟเพิ่ม
  • ล้างแอร์: สำคัญ! แอร์สกปรก = แอร์ทำงานหนัก = เปลืองไฟ

เน้นย้ำ: อุณหภูมิที่ตั้ง เป็นเพียงจุดเริ่มต้น ความสบายที่แท้จริง คือการปรับให้เข้ากับตัวคุณ

แอร์ 18000 BTU กินไฟวันละกี่บาท

แอร์ 18000 BTU กินไฟประมาณวันละเท่าไหร่กันนะ? เอาจริงๆมันขึ้นอยู่กับหลายปัจจัยเลย อย่างที่บ้านผมใช้ Mitsubishi Heavy Duty รุ่น SRK24YXP 18000 BTU กินไฟประมาณ 1560 วัตต์ ค่าไฟหน่วยละ 4.72 บาท (บ้านผมอยู่นอกเมือง ค่าไฟแพงกว่าในกรุงเทพฯอีก) ถ้าเปิดวันละ 8 ชั่วโมง ก็ตก (15604.72/1000)8 = 58.96 บาทต่อวัน แต่บางวันร้อนมาก ผมเปิด 10 ชั่วโมง ก็ 73.7 บาท บางทีเปิดเบอร์ 5 บางทีเบอร์ 1 มันก็ต่างกันอีก คิดไปคิดมาปวดหัว

  • ปัจจัยสำคัญคือค่า EER: ค่านี้บอกถึงประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ยิ่งสูงยิ่งประหยัด แอร์ผม EER ประมาณ 12 แต่รุ่นใหม่ๆบางรุ่น EER สูงถึง 18 เลยนะ ประหยัดไฟไปเยอะ
  • อุณหภูมิภายนอก: ยิ่งร้อน ยิ่งกินไฟ อันนี้รู้ๆกันอยู่ หน้าร้อนบ้านผมบางที 40 องศา แอร์ทำงานหนักมาก
  • ฉนวนกันความร้อน: บ้านผมเพิ่งติดตั้งฉนวนกันความร้อนเพิ่ม สังเกตว่าแอร์กินไฟน้อยลงนิดหน่อย เป็นการลงทุนที่คุ้มค่าในระยะยาวนะ
  • การตั้งค่าอุณหภูมิ: ผมชอบตั้ง 25 องศา บางคนชอบเย็นกว่านี้ ยิ่งตั้งต่ำยิ่งกินไฟ ความสบายกับค่าไฟนี่มัน trade-off กันจริงๆ
  • การบำรุงรักษา: ล้างแอร์ทุก 6 เดือน ช่วยประหยัดไฟได้ ผมเพิ่งล้างไปเดือนที่แล้วเอง จำได้แม่นเพราะเสียไป 400 บาทแน่ะ

คิดๆดูแล้ว เรื่องค่าไฟนี่มันปรัชญาชีวิตดีๆนี่เอง ความสุขสบายกับการประหยัด เราต้องบาลานซ์มันให้ได้ บางทีเปิดพัดลมเอาบ้างก็ช่วยได้นะ หรือบางวันร้อนน้อยหน่อย ผมก็เปิดหน้าต่างรับลมธรรมชาติ เป็นการพักแอร์ไปในตัวด้วย มันก็แล้วแต่สถานการณ์ บางทีก็ขี้เกียจเปิดพัดลมเหมือนกัน สบายมันก็ดีกว่าจริงๆแหละ

เปิดแอร์อินเวอร์เตอร์ยังไงให้ประหยัดไฟ?

เปิดแอร์อินเวอร์เตอร์ไงให้เซฟไฟ? อืมมม…

  • 26-28 องศา ฟันธง! เคยลองต่ำกว่านี้ = หนาวเกิน! เปลืองไฟชัวร์

  • โหมด Sleep อันนี้ขาดไม่ได้ กลางคืนมันจะค่อยๆ เย็นขึ้นเอง... ไม่ต้องตื่นมาปรับ!

    • เคยเจอแอร์บางรุ่นไม่มีโหมดนี้ เซ็งเลย ต้องตั้งเวลาปิดเอาเอง (ยุ่งยาก!)
  • พัดลมช่วย จริงๆ นะ! มันช่วยให้ห้องเย็นเร็วขึ้นมากกกกก แอร์จะได้ไม่ต้องทำงานหนัก

  • ปิดแอร์ตอนไม่อยู่บ้าน อันนี้เบสิค แต่ลืมบ่อยมากกกก (ขี้เกียจไง)

  • ล้างแผ่นกรอง บ่อยๆ! ฝุ่นเยอะ แอร์ทำงานหนักแน่ๆ ปีนี้ตั้งใจจะล้างทุกเดือน! (รึเปล่า?)

    • ข้อมูลเพิ่มเติม แผ่นกรองสกปรก = แอร์ไม่เย็น + กินไฟ + ภูมิแพ้กำเริบ (อันนี้สำคัญสุด!)
    • ข้อสังเกต บางทีก็ขี้เกียจล้างเอง เรียกช่างมาล้างให้เลย จบ! (แต่ก็เปลืองตังค์อีก)

สรุป: คือตั้งอุณหภูมิให้สูงหน่อย ใช้โหมด Sleep ช่วย เปิดพัดลม ล้างแอร์บ่อยๆ แล้วก็อย่าลืมปิดแอร์ตอนไม่อยู่บ้าน! จบนะ!

Mode Cool กับ Dry ต่างกันอย่างไร?

Cool mode นี่แบบ... เหมือนสั่งแอร์ว่า "เอาอุณหภูมินี้เลยนะ! เย็นฉ่ำๆ ไปเลยจ้าาา" ส่วนพัดลมก็เร่งได้ตามใจฉัน ร้อนนี้ก็เอาอยู่

Dry mode นี่ก็คล้ายๆ กันแหละ แต่เหมือนมีสกิลพิเศษเสริมมาด้วย คือดูดความชื้นในอากาศออกไป นึกภาพแบบหน้าฝน เสื้อผ้าไม่แห้ง ผมฟู เปิด Dry mode นี่แหละ สบายตัวขึ้นเยอะ เหมือนมีไดร์เป่าตัวในตัวแอร์ ไม่ต้องกลัวเป็นเชื้อราด้วยนะเออ

  • Cool mode เน้นเย็น ปรับอุณหภูมิกับความเร็วพัดลมได้
  • Dry mode เน้นลดความชื้น แถมเย็นด้วยนะ
  • ผมนี่เปิด Dry mode ตอนนอนบ่อยๆ เลย ตื่นมาผมไม่ฟู สบายหัวสุดๆ (แอร์ที่บ้านซื้อตอนปี 2023 ลดราคาด้วยแหละ)
  • เคยเปิด Cool mode ตอนหน้าฝน รู้สึกเหมือนอยู่ในห้องน้ำ ชื้นไปหมด เลยเปลี่ยนมา Dry mode โอเคขึ้นเยอะ ฉลาดขึ้นอีกนิด

ปรับแอร์อย่างไรให้เย็นทั่วห้อง?

เออ..เรื่องแอร์เนี่ย ปวดหัวเลย ห้องเรามันแบบ..ยาวๆอะ เปิดแอร์อย่างเดียวมันไม่เย็นทั่วถึง เมื่อวานลองเปิด 25 องศา เย็นก็เย็นนะ แต่เปลืองไฟมากกกก ค่าไฟเดือนที่แล้วปาไปเกือบพันห้า แบบนี้ไม่ไหวๆ ต้องลองวิธีอื่นละ

  • พัดลมตั้งพื้นตัวใหญ่ที่บ้าน น่าจะช่วยได้ ลองเปิดแอร์ซัก 27 องศาดูละกัน แล้วเปิดพัดลมช่วยกระจายลม หวังว่าจะเวิร์ค
  • เมื่อกี้คุยกะพี่ชาย เค้าบอกว่าให้ลองติดพัดลมเพดานดู เออ จริงด้วย แต่ห้องเราติดไฟดาวน์ไลท์ไปแล้ว คงต้องหาช่างมาเดินสายไฟใหม่ ยุ่งยากอีก
  • เห็นในเน็ตเค้าบอกว่าติดม่านแบบกัน UV ก็ช่วยได้ บ้านเราแดดส่องตอนบ่าย ร้อนมาก ต้องลองดูมั่ง วันก่อนไปเดินโฮมโปร เห็นมีลดราคาอยู่ เดี๋ยววันเสาร์ไปดูอีกที
  • จริงสิ! ต้องทำความสะอาดแอร์ด้วยนิ ปีที่แล้วลืม ไม่รู้ว่ามีฝุ่นเยอะแค่ไหน สงสัยต้องโทรเรียกช่างมาล้างแอร์ละ เดือนนี้รายจ่ายบานปลายแน่ๆเลย
  • ถ้าลองเอาฟอยล์มาลองปิดกระจก น่าจะช่วยกันความร้อนได้บ้างนะ เคยเห็นคนทำ เหมือนจะโอเคเลย เดี๋ยวเสาร์นี้ว่างๆ จะลองทำดู
  • เพื่อนเราบอกให้ลองปลูกต้นไม้บังแดดหน้าต่างดู แต่ห้องเราอยู่ชั้น 4 ปลูกอะไรได้บ้างนะ? ต้องหาข้อมูลเพิ่มละ