FFP คืออะไรทางการแพทย์

22 การดู

พลาสมาสดแช่แข็ง (FFP) ประกอบด้วยโปรตีนการแข็งตัวของเลือด เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ส่วนพลาสมาสดแช่แข็งชนิดเม็ดเลือดขาวน้อย (LDFFP) ลดความเสี่ยงต่อปฏิกิริยาแทรกซ้อนจากการได้รับเม็ดเลือดขาว ทั้งสองชนิดใช้รักษาภาวะเลือดออกที่ควบคุมไม่ได้ แต่ LDFFP มีข้อดีด้านความปลอดภัยสูงกว่า

ข้อเสนอแนะ 0 การถูกใจ

พลาสมาสดแช่แข็ง (FFP): โล่ป้องกันภาวะเลือดออกฉุกเฉิน

พลาสมาสดแช่แข็ง หรือ Fresh Frozen Plasma (FFP) เป็นส่วนประกอบสำคัญของเลือดที่ถูกแยกออกมาและแช่แข็งอย่างรวดเร็วหลังจากการบริจาคเลือด ความสำคัญของ FFP อยู่ที่การบรรจุโปรตีนการแข็งตัวของเลือด (coagulation factors) ไว้เป็นจำนวนมาก ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการหยุดการไหลเวียนของเลือด ทำให้ FFP เป็นเครื่องมืออันทรงพลังในการรักษาภาวะเลือดออกที่ควบคุมไม่ได้ และภาวะที่เกี่ยวข้องกับความผิดปกติของการแข็งตัวของเลือด

FFP ประกอบด้วยโปรตีนหลายชนิด ซึ่งรวมถึงปัจจัยการแข็งตัวของเลือดที่จำเป็นต่อกระบวนการแข็งตัวของเลือด เช่น Factor I (Fibrinogen), Factor II (Prothrombin), Factor V, Factor VII, Factor VIII, Factor IX, Factor X, Factor XI, และ Factor XIII เมื่อร่างกายขาดปัจจัยการแข็งตัวเหล่านี้ จะส่งผลให้เกิดการแข็งตัวของเลือดได้ไม่ดี นำไปสู่ภาวะเลือดออก ไม่ว่าจะเป็นเลือดออกเล็กน้อยหรือเลือดออกมากจนเป็นอันตรายถึงชีวิต

การใช้ FFP ในทางการแพทย์นั้น มักใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยมีภาวะเลือดออกรุนแรง ควบคุมไม่ได้ หรือในภาวะที่เกี่ยวข้องกับการขาดปัจจัยการแข็งตัวของเลือด เช่น โรคตับแข็ง โรคไต การใช้ยาบางชนิด หรือภาวะที่เกิดการใช้ปัจจัยการแข็งตัวของเลือดหมดไปอย่างรวดเร็ว เช่น การผ่าตัดใหญ่ อุบัติเหตุ หรือการคลอดบุตร นอกจากนี้ FFP ยังอาจใช้เป็นส่วนหนึ่งของการรักษาผู้ป่วยที่มีภาวะ DIC (Disseminated Intravascular Coagulation) ซึ่งเป็นภาวะการแข็งตัวของเลือดผิดปกติ ที่เกิดการแข็งตัวของเลือดกระจายตัวไปทั่วร่างกาย จนนำไปสู่การขาดปัจจัยการแข็งตัวและภาวะเลือดออก

ปัจจุบัน นอกจาก FFP ปกติแล้ว ยังมีการพัฒนา Low Leukocyte Fresh Frozen Plasma (LDFFP) หรือ พลาสมาสดแช่แข็งชนิดเม็ดเลือดขาวน้อย ซึ่งเป็น FFP ที่ผ่านกระบวนการลดปริมาณเม็ดเลือดขาว เพื่อลดความเสี่ยงต่อการเกิดปฏิกิริยาแทรกซ้อนจากการได้รับเม็ดเลือดขาว เช่น ปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน การติดเชื้อ หรือการเกิดไข้ ทำให้ LDFFP มีข้อดีด้านความปลอดภัยสูงกว่า และเหมาะสมสำหรับผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงต่อการเกิดปฏิกิริยาเหล่านี้

อย่างไรก็ตาม การใช้ FFP ไม่ว่าจะเป็นชนิดปกติหรือ LDFFP ควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากการใช้ FFP มีความเสี่ยง เช่น การเกิดปฏิกิริยาแพ้ การติดเชื้อ การเกิดภาวะ hypervolemia (เลือดในร่างกายมากเกินไป) และการเกิดภาวะน้ำในปอด การประเมินสภาพของผู้ป่วย การตรวจสอบปริมาณและชนิดของ FFP ที่เหมาะสม รวมถึงการติดตามผลหลังการให้ FFP จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อให้การรักษาเป็นไปอย่างปลอดภัยและมีประสิทธิภาพสูงสุด

บทความนี้มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับ FFP ไม่ใช่คำแนะนำทางการแพทย์ โปรดปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อรับคำแนะนำที่ถูกต้องและเหมาะสมกับสภาพร่างกายของท่าน