โรคติดต่ออันตราย ตาม พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีโรคอะไรบ้าง
โรคติดต่ออันตราย ตาม พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีโรคอะไรบ้าง และโทษปรับ 20,000 บาทคืออะไร?
โรคติดต่ออันตราย ตาม พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีโรคอะไรบ้าง การทราบหน้าที่เมื่อพบโรคเหล่านี้สำคัญต่อการปฏิบัติตามกฎหมาย การไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานภายในเวลาที่กำหนดส่งผลให้ได้รับโทษปรับซึ่งมีจำนวนเงินตามที่กฎหมายระบุ การศึกษาข้อกำหนดช่วยให้บุคคลและสถานประกอบการหลีกเลี่ยงการละเมิดและปกป้องสิทธิของตนเอง
เจาะลึกรายชื่อโรคติดต่ออันตราย ตาม พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558
การเข้าใจรายชื่อโรคติดต่ออันตรายไม่ใช่เพียงเรื่องของตัวเลขหรือชื่อโรค แต่เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยด้านสาธารณสุขของประเทศโดยตรง สรุป พรบ โรคติดต่อ 2558 ล่าสุดกำหนดรายชื่อโรคติดต่ออันตรายที่ต้องเฝ้าระวังและรายงานอย่างเร่งด่วนต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อ หากพบผู้ป่วยหรือมีเหตุอันควรสงสัยว่าติดเชื้อ โรคในกลุ่มนี้มีลักษณะร่วมกันคือมีความรุนแรงสูง แพร่กระจายได้รวดเร็ว หรืออาจก่อให้เกิดการระบาดข้ามประเทศ จึงต้องมีระบบแจ้งเหตุภายใน 3 ชั่วโมงเพื่อให้หน่วยงานสาธารณสุขสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ทันเวลา
ผมเคยคิดว่ากฎหมายพวกนี้เป็นเรื่องไกลตัว จนกระทั่งได้เห็นความวุ่นวายในสถานพยาบาลที่พยายามแยกแยะระหว่างโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวังกับโรคติดต่ออันตราย ความเข้าใจผิดเพียงเล็กน้อยอาจหมายถึงการสูญเสียเวลาในการกักกันโรคที่มีค่าที่สุดไป รายชื่อเหล่านี้จึงถูกคัดเลือกจากเกณฑ์ความรุนแรงของอาการ อัตราการเสียชีวิต และศักยภาพในการแพร่กระจายข้ามพรมแดนอย่างรวดเร็ว
เปิดโผ 14 โรคติดต่ออันตรายที่คนไทยต้องรู้จัก
รายชื่อโรคติดต่ออันตราย ต่อไปนี้ถูกกำหนดให้เป็นโรคที่หากพบผู้ป่วยหรือผู้สงสัยว่าป่วย เจ้าหน้าที่หรือผู้รับผิดชอบต้องแจ้งความต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อทันที: 1. กาฬโรค (Plague) 2. ไข้ทรพิษ (Smallpox) 3. ไข้เหลือง (Yellow fever) 4. โรคไข้ลาสซา (Lassa fever) 5. โรคติดเชื้อไวรัสมาร์บวร์ก (Marburg virus disease) 6. โรคติดเชื้อไวรัสอีโบลา (Ebola virus disease) 7. โรคติดเชื้อไวรัสนิปาห์ (Nipah virus disease) 8. โรคทางเดินหายใจตะวันออกกลาง หรือ เมอร์ส (MERS) 9. โรคทางเดินหายใจเฉียบพลันรุนแรง หรือ ซาร์ส (SARS) 10. โรคไข้หวัดนก (Avian Influenza) 11. วัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB) 12. ไข้เลือดออกไครเมียนคองโก (Crimean - Congo Hemorrhagic fever) 13. ไข้เวสต์ไนล์ (West Nile Fever) 14. ไข้ริฟต์แวลลีย์ (Rift Valley Fever)
น่าสนใจว่าในช่วงไม่กี่ปีมานี้ การจัดการวัณโรคดื้อยาหลายขนานชนิดรุนแรงมาก (XDR-TB) มีความเข้มงวดขึ้นอย่างมาก ในปี 2568 องค์การอนามัยโลกคาดประมาณว่าไทยมีผู้ป่วยวัณโรครายใหม่และกลับเป็นซ้ำประมาณ 157 ต่อแสนประชากร [2] ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นกลุ่มดื้อยาที่ต้องได้รับการควบคุมในระดับโรคติดต่ออันตรายเพื่อป้องกันการระบาดเป็นวงกว้างในชุมชน
ทำไมต้องแยกโรคติดต่ออันตรายออกจากโรคติดต่อเฝ้าระวัง?
ความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการคิดว่าโรคติดต่อทุกชนิดมีความสำคัญทางกฎหมายเท่ากัน ในความเป็นจริง ความแตกต่างระหว่างโรคติดต่ออันตรายและโรคติดต่อเฝ้าระวัง คือมาตรการบังคับที่เข้มงวดต่างกัน โรคติดต่ออันตราย (Dangerous Communicable Diseases) มีมาตรการบังคับที่เข้มงวดที่สุด เช่น การกักตัว (Quarantine) การแยกกัก (Isolation) และการสั่งปิดสถานที่ ซึ่งหากเป็นเพียงโรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (Communicable Diseases under Surveillance) มาตรการส่วนใหญ่จะเป็นเพียงการติดตามและรายงานผลเป็นระยะเท่านั้น
ในประสบการณ์ของผม การทำงานร่วมกับทีมระบาดวิทยาแสดงให้เห็นว่าการกำหนด นิยามโรคติดต่ออันตราย นั้นเป็นดาบสองคม มันช่วยให้เจ้าหน้าที่ทำงานได้เด็ดขาด แต่ก็สร้างความตื่นตระหนกให้สังคมได้ง่ายเช่นกัน ดังนั้น การพิจารณาจึงต้องมีเกณฑ์ที่ชัดเจนและได้รับการยอมรับในระดับสากล
เกณฑ์การตัดสิน: เมื่อไหร่ที่โรคจะถูกเรียกว่า อันตราย?
กระทรวงสาธารณสุขใช้เกณฑ์หลัก 3 ข้อในการพิจารณาว่า โรคติดต่ออันตราย ตาม พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีโรคอะไรบ้าง: ความรุนแรงของอาการ: มีอัตราการเสียชีวิตสูงหรือสร้างความพิการอย่างรุนแรง การแพร่ระบาด: เชื้อสามารถแพร่กระจายจากคนสู่คนได้ง่าย หรือมีพาหะที่ควบคุมได้ยาก ภาวะฉุกเฉินสากล: เป็นโรคที่องค์การอนามัยโลกประกาศให้เป็นภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขระหว่างประเทศ (PHEIC)
หน้าที่และความรับผิดชอบ: ถ้าเจอผู้ป่วยต้องทำอย่างไร?
กฎหมายกำหนดหน้าที่ชัดเจนสำหรับบุคคล 3 กลุ่มเมื่อพบโรคติดต่ออันตรายหรือโรคระบาดเกิดขึ้น คือ เจ้าของบ้าน ผู้รับผิดชอบในสถานพยาบาล และผู้ควบคุมสถานประกอบการหรือสถานที่เฉพาะ โดยต้องแจ้งต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อภายใน 3 ชั่วโมงนับแต่เวลาที่ตรวจพบ หากไม่ปฏิบัติตามจะมี โทษของการไม่รายงานโรคติดต่ออันตราย คือโทษปรับไม่เกิน 20,000 บาท [3]
หลายคนกังวลเรื่องการรายงานเพราะกลัวความยุ่งยาก แต่ความจริงคือการปกปิดข้อมูล โรคติดต่ออันตราย ตาม พรบ.โรคติดต่อ พ.ศ. 2558 มีโรคอะไรบ้าง กลับสร้างความเสี่ยงที่ร้ายแรงกว่า ปรับไม่เกิน 20,000 บาทอาจฟังดูไม่มากสำหรับบางคน แต่หากการปกปิดนั้นนำไปสู่การระบาดใหญ่ โทษทางสังคมและความรับผิดชอบต่อชีวิตผู้อื่นนั้นประเมินค่าไม่ได้เลย
เปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่มโรคตามกฎหมาย
เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนว่าทำไมโรคติดต่ออันตรายถึงต้องมีการจัดการที่พิเศษกว่ากลุ่มอื่น ๆ เรามาดูข้อแตกต่างสำคัญในมิติต่าง ๆ กันครับโรคติดต่ออันตราย (เช่น อีโบลา, กาฬโรค)
- สั่งกักตัว แยกกัก หรือปิดสถานที่ได้ทันทีตามกฎหมาย
- ต้องรายงานทันทีภายใน 3 ชั่วโมงหลังตรวจพบ
- สูงมาก อัตราการเสียชีวิตสูง และแพร่กระจายรวดเร็ว
โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง (เช่น โควิด-19, ไข้เลือดออกทั่วไป)
- เน้นการขอความร่วมมือและการติดตามอาการ
- รายงานภายใน 24 ชั่วโมง หรือตามรอบที่กำหนด
- ปานกลาง สามารถจัดการได้ด้วยระบบสาธารณสุขปกติ
ความแตกต่างที่สำคัญที่สุดคือความเร็วในการตอบโต้ โรคติดต่ออันตรายเน้นการ ตัดตอน วงจรการระบาดในระดับชั่วโมง ในขณะที่โรคเฝ้าระวังเน้นการ เก็บสถิติ เพื่อวางแผนรับมือในระยะยาวบทเรียนจากความล่าช้า: กรณีศึกษาการรายงานโรคในสถานพยาบาลเอกชน
คุณวิชัย ผู้จัดการโรงพยาบาลเอกชนขนาดกลางในกรุงเทพฯ พบผู้ป่วยชายชาวต่างชาติมีอาการไข้สูงและเลือดออกผิดปกติซึ่งสงสัยว่าเป็นไวรัสอีโบลาในคืนวันเสาร์ ทีมแพทย์สับสนว่าควรส่งตรวจยืนยันให้แน่ใจก่อนหรือแจ้งเจ้าหน้าที่ทันที
ความพยายามครั้งแรก: ทีมงานเลือกที่จะรอผลแล็บยืนยันซึ่งต้องใช้เวลาเดินทางไปศูนย์ตรวจส่วนกลาง ผลปรากฏว่าแล็บติดขัดเนื่องจากเป็นวันหยุด ทำให้เวลาล่วงเลยไปกว่า 12 ชั่วโมงโดยที่ผู้ป่วยยังไม่ได้ถูกกักตัวอย่างถูกต้อง
จุดเปลี่ยนเกิดขึ้นเมื่อคุณวิชัยตระหนักว่า กฎหมายใช้คำว่า เหตุอันควรสงสัย ไม่ใช่ ผลยืนยัน เขาตัดสินใจยกเลิกการรอและต่อสายตรงแจ้งกรมควบคุมโรคทันทีภายในนาทีนั้นเพื่อขอคำแนะนำในการเคลื่อนย้าย
ผลลัพธ์คือเจ้าหน้าที่เข้าควบคุมสถานการณ์ได้ทันท่วงที แม้ผลแล็บภายหลังจะออกมาเป็นลบ แต่โรงพยาบาลได้รับคำชมว่าทำตามมาตรฐานการรายงาน 3 ชั่วโมง ช่วยป้องกันความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับบุคลากรและคนไข้อื่น ๆ กว่า 200 ชีวิต
คู่มือการอ่านเพิ่มเติม
โควิด-19 ยังถือเป็นโรคติดต่ออันตรายอยู่หรือไม่?
ปัจจุบันโควิด-19 ถูกถอดออกจากรายชื่อโรคติดต่ออันตรายและจัดอยู่ในกลุ่ม โรคติดต่อที่ต้องเฝ้าระวัง ตั้งแต่ช่วงปลายปี 2565 เป็นต้นมา เนื่องจากการกระจายของวัคซีนและความรุนแรงของสายพันธุ์ที่ลดลง ทำให้การจัดการเน้นไปที่การเฝ้าระวังตามปกติแทนการใช้มาตรการบังคับทางกฎหมายที่เข้มงวด
ถ้าเราสงสัยว่าเพื่อนบ้านเป็นโรคติดต่ออันตรายแต่ไม่แจ้ง จะมีความผิดไหม?
ตามกฎหมายหน้าที่ในการแจ้งเป็นของเจ้าของบ้านหรือผู้รับผิดชอบสถานที่นั้น ๆ อย่างไรก็ตาม ในฐานะพลเมืองดี การแจ้งเบาะแสต่อเจ้าพนักงานควบคุมโรคติดต่อถือเป็นสิ่งที่ควรกระทำเพื่อความปลอดภัยของชุมชน โดยเจ้าหน้าที่จะมีการปกปิดข้อมูลผู้แจ้งเพื่อความปลอดภัย
หากไม่รายงานภายใน 3 ชั่วโมงจะโดนปรับเท่าไหร่?
สำหรับโรคติดต่ออันตราย หากผู้ที่มีหน้าที่ตามกฎหมายไม่แจ้งความต่อเจ้าพนักงานภายในเวลาที่กำหนด (3 ชั่วโมง) จะมีโทษปรับสูงสุดไม่เกิน 20,000 บาท และหากมีการขัดขวางการทำงานของเจ้าหน้าที่อาจมีโทษจำคุกร่วมด้วย
สิ่งที่สำคัญที่สุด
รายงานภายใน 3 ชั่วโมงคือหัวใจสำคัญสำหรับโรคติดต่ออันตราย ความเร็วในการรายงานมีผลต่อการควบคุมโรคมากกว่าผลการตรวจยืนยันห้องแล็บ
นิยาม เหตุอันควรสงสัย สำคัญกว่าผลแล็บไม่ต้องรอให้มั่นใจ 100% หากเข้าเกณฑ์อาการเบื้องต้น กฎหมายบังคับให้ต้องรายงานทันทีเพื่อความปลอดภัยส่วนรวม
วัณโรคดื้อยาคือภัยเงียบที่ต้องระวังXDR-TB เป็นโรคเดียวในรายชื่อที่เป็นโรคติดต่อเรื้อรังแต่ถูกจัดให้อันตรายเทียบเท่าอีโบลาเนื่องจากควบคุมการแพร่กระจายได้ยากมาก
ข้อมูลนี้จัดทำเพื่อการศึกษาและให้ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับข้อกฎหมายด้านสาธารณสุขเท่านั้น ไม่สามารถใช้แทนคำวินิจฉัยทางการแพทย์หรือคำปรึกษาทางกฎหมายเฉพาะกรณีได้ หากคุณสงสัยว่าตนเองหรือผู้อื่นติดเชื้อโรคติดต่ออันตราย โปรดติดต่อสายด่วนกรมควบคุมโรค 1422 หรือสถานพยาบาลที่ใกล้ที่สุดทันที
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต