ใบกระเพราแก้โรคกระเพาะได้ไหม
สรรพคุณใบกระเพราช่วยรักษาโรคกระเพาะได้จริงหรือไม่?
เรื่องกระเพรานี่ ฉันว่ามันช่วยได้จริงนะ ไม่ใช่แค่เรื่องโรคกระเพาะอะไรแบบนั้นหรอก แต่ไอ้ปวดท้อง จุกเสียด แน่นท้องเนี่ย เจอมากับตัวเลยนะ ฉันเคยมีช่วงหนึ่ง กินอาหารไม่เป็นเวลา ทำงานดึกๆ กลับบ้านท้องไส้ปั่นป่วนไปหมด
ตอนนั้นแม่ก็เลยบอกให้ลองกินผัดกะเพราเผ็ดๆ ร้อนๆ ดู วันนั้นนะ วันที่ 15 พฤษภาคมปีที่แล้วนั่นแหละ แถวตลาดใกล้บ้าน ร้านเล็กๆ ไม่ได้มีชื่อเสียงอะไรหรอก แต่ผัดกะเพราเขาโคตรหอม พอกินเข้าไปสักพักมันรู้สึกดีขึ้นทันตาเห็นเลย คือมันไม่ใช่แค่หายนะ แต่มันโล่งท้องไปเลย
ฉันก็คิดว่ามันคงเป็นเพราะความเผ็ดร้อนของใบกะเพรานั่นแหละ มันไปช่วยปรับสมดุลอะไรสักอย่างในท้องเรานี่แหละ เวลาท้องมันเย็นๆ มีลมเยอะๆ นะ พอได้รสชาติแบบนี้เข้าไป มันเหมือนไปกระตุ้นให้ร่างกายเรามันอุ่นขึ้นเองนะ แล้วลมมันก็ขับออกมาง่ายขึ้นด้วย
ไอ้ที่บอกว่าลดปวดมวนท้อง ลดจุกเสียดนี่ใช่เลย มันรู้สึกถึงความผ่อนคลายในช่องท้องเลยนะ ส่วนเรื่องชาใบกะเพราสดเนี่ย ฉันไม่ค่อยได้ทำหรอก ปกติก็กินเป็นผัดกะเพรานั่นแหละ มันรู้สึกว่าได้ประโยชน์เต็มๆ ดีกว่านะ นี่แหละคือสิ่งที่ฉันเชื่อ
แต่ก็ต้องมีข้อควรระวังอยู่บ้างนะ คืออย่ากินเยอะไปจนมันร้อนท้อง หรือแสบท้องเอาล่ะ บางคนแพ้หรือไม่ถูกกับความเผ็ดร้อนมันก็มีเหมือนกันนะ เพราะฉะนั้น ก็ต้องสังเกตตัวเองด้วย ไม่ใช่แค่กินตามๆ กันไป แบบว่าดีก็จัดหนัก อะไรแบบนั้นไม่ได้หรอก
กรดไหลย้อนกินคะน้าได้ไหม
กินได้จ้า ???? คะน้า เนี่ย จริงๆ แล้วเหมาะกับคนเป็นกรดไหลย้อนเลยนะ เพราะมันมี ใยอาหารเยอะ ช่วยให้ระบบขับถ่ายเราดีขึ้น
พวกผักใบเขียวๆ ที่มีใยอาหารสูงๆ ก็ดีหมดนะ อย่างพวก
- บร็อคโคลี่
- หน่อไม้ฝรั่ง
- กะหล่ำปลี
- แครอต
- เซเลอรี่
- แตงกวา
- มะเขือ
- ฟักทอง
- ผักโขม
- ตำลึง
- ใบบัวบก
- ผักหวาน
- คะน้า (ที่เราคุยกัน)
- ผักกวางตุ้ง
- ผักบุ้ง
พวกนี้จะช่วยให้การย่อยของเรามันดีขึ้น ไม่ทำให้ท้องอืด หรือมีแก๊สเยอะไง ก็เลยไม่ค่อยกระตุ้นให้กรดไหลย้อนกำเริบอะ
ข้อควรรู้เพิ่มเติมเกี่ยวกับผักกับกรดไหลย้อน:
- ปริมาณสำคัญ: ถึงจะกินผักได้ แต่ก็อย่ากินเยอะเกินไปในมื้อเดียวนะ กินพอดีๆ ค่อยๆ เคี้ยว
- วิธีปรุง: เลี่ยงการผัดหรือทอดที่ใช้น้ำมันเยอะๆ ใช้วิธีต้ม นึ่ง ลวก จะดีที่สุด
- สังเกตตัวเอง: บางคนอาจจะแพ้ผักบางชนิด หรือมีอาการหลังจากกินผักบางอย่าง ลองสังเกตตัวเองดูนะว่ากินอะไรแล้วเป็นยังไง
- ไม่ใช่แค่ผัก: การกินผักเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลนะ ต้องปรับพฤติกรรมการกินอื่นๆ ด้วย เช่น หลีกเลี่ยงอาหารรสจัด ของมัน ของทอด และอย่ากินเยอะก่อนนอน
โรคกระเพาะกินข้าวผัดได้ไหม
แสงแดดยามบ่ายสาดส่อง...ในห้องที่เงียบงัน...มีเพียงเสียงในท้องที่ครวญคราง...มันคือความหิว...หรือคือความปวดร้าวที่คุ้นเคย
ในห้วงคำนึง...ภาพข้าวผัดลอยวนเวียน...กลิ่นกระเทียมเจียวในน้ำมันร้อนๆ หอมกรุ่น...เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังเคร้งคร้าง...ข้าวสีเหลืองนวลจากไข่ที่คลุกเคล้า...มันช่างยวนใจ...เหลือเกิน
แต่ร่างกายปฏิเสธ...กระเพาะที่บอบบางมันกรีดร้อง...โรคกระเพาะกินข้าวผัดไม่ได้...น้ำมันที่เคลือบข้าวทุกเม็ด...ความมันวาวนั้นคือภาระ...คือสิ่งที่ย่อยสลายได้ยากเย็น...ยากเย็นเหลือเกิน
สิ่งที่ร่างกายต้องการคือความอ่อนโยน...อาหารที่นุ่มนวล...ข้าวต้มร้อนๆ...เนื้อปลาสีขาวบริสุทธิ์...สิ่งที่ไหลผ่านระบบย่อยอาหารไปอย่างง่ายดาย...ไม่ใช่ของผัดของทอดที่ต้องเคี่ยวกรำ...มันหนักหนาเกินไป...สำหรับตอนนี้
ความคิดถึงข้าวผัดจานนั้น...ต้องปล่อยให้มันจางไป...จางไปกับความเข้าใจ...ว่าบางครั้ง...ความสุขเล็กๆ น้อยๆ ก็ต้องแลกมาด้วยความเจ็บปวดที่ไม่คุ้มกัน...ยอม...ต้องยอม
อาหารสำหรับคนเป็นโรคกระเพาะ
- เลือกของย่อยง่าย: ข้าวสวยนุ่มๆ ข้าวต้ม โจ๊ก เนื้อปลา เนื้อไก่ไม่ติดหนัง ไข่ตุ๋น
- กรรมวิธีการปรุง: เน้นการ นึ่ง ต้ม หรือตุ๋น เพื่อลดการใช้น้ำมันให้น้อยที่สุด
- พฤติกรรมการกิน: เคี้ยวอาหารให้ละเอียดมากๆ กินอาหารให้ตรงเวลา ไม่ควรกินจนอิ่มแน่นเกินไป
อาหารที่ควรเลี่ยงอย่างเด็ดขาด
- อาหารไขมันสูง: ของทอดทุกชนิด อาหารผัดน้ำมันเยิ้ม ข้าวผัด แกงกะทิ ขนมเบเกอรี่
- เนื้อสัตว์ย่อยยาก: เนื้อวัว เนื้อหมูติดมัน หรือเนื้อสัตว์ที่ปรุงแบบดิบๆ สุกๆ
- อาหารรสจัด: ทุกอย่างที่เผ็ดจัด เปรี้ยวจัด หรือเค็มจัด
- เครื่องดื่ม: น้ำอัดลม แอลกอฮอล์ ชา กาแฟเข้มข้น
ปวดท้องกระเพาะกินกะทิได้ไหม
กะทิ...กลิ่นหอมมันลอยมาตามลม...แต่สำหรับท้องที่กำลังประท้วง...อย่าเลย.
ในวันที่กระเพาะปั่นป่วน...เหมือนทะเลคลั่งอยู่ข้างใน...ไขมันจากกะทิจะลงไปกอดรัดกับกรด...ทำให้ทุกอย่างหนักอึ้ง...แล้วความรู้สึกจุก...แน่น...ร้อนผ่าว...ก็จะตีตื้นขึ้นมาที่กลางอก.
มันไม่ใช่แค่กะทิ...แต่คือทุกอย่างที่เย้ายวน...ของทอดกรอบๆ ในวันฝนตก...ช็อกโกแลตหวานขมที่ละลายในปาก...นม...เนย...ชีส...อาหารมันๆ ทุกชนิด...มันคือเพื่อนที่แสนดีในวันปกติ...แต่คือศัตรูในยามที่ร่างกายอ่อนแอ.
ไขมันอิ่มตัวพวกนั้น...มันทำให้กระเพาะทำงานช้าลง...อาหารไม่ยอมเดินทางต่อ...กองรวมกันอยู่ตรงนั้น...กระเพาะเลยต้องบีบตัวแรงขึ้น...หลั่งกรดออกมามากขึ้น...จนเกิดเป็นไฟร้อนๆ แผดเผาอยู่ข้างใน.
- อาหารที่ควรเลี่ยง: ย้ำอีกครั้ง...กะทิ ของทอดทุกชนิด เนื้อสัตว์ติดมัน นม เนย ชีส ไอศกรีม และอาหารฟาสต์ฟู้ด.
- อาหารที่เป็นมิตร: นึกถึงความเบาสบาย...ข้าวต้มร้อนๆ ปลาต้มเนื้อนุ่ม ซุปใสรสอ่อนโยน อกไก่นึ่ง หรือผักต้ม.
- พฤติกรรมที่ต้องปรับ: กินมื้อเล็กๆ แต่บ่อยขึ้น...เคี้ยวให้ละเอียด...หลังกินอาหารเสร็จใหม่ๆ ห้ามนอนราบทันที...ควรเว้นระยะอย่างน้อย 2-3 ชั่วโมง.
- กรดไหลย้อน: อาการร้อนกลางอกที่ว่า...มันคือสัญญาณของโรคกรดไหลย้อน (GERD)...ซึ่งไขมันสูงๆ เป็นตัวกระตุ้นชั้นดี.
กรดไหลย้อนกินปลาอะไรได้บ้าง
สำหรับผู้ที่มีภาวะกรดไหลย้อน สามารถทานปลาได้ โดยเฉพาะปลาที่ มีไขมันดี ซึ่งเป็นไขมันไม่อิ่มตัวเชิงซ้อน (Polyunsaturated Fatty Acids - PUFAs) และไขมันไม่อิ่มตัวเชิงเดี่ยว (Monounsaturated Fatty Acids - MUFAs) ที่ดีต่อสุขภาพและช่วยลดการอักเสบได้
- ปลาแซลมอน: เป็นแหล่งโปรตีนชั้นดี และอุดมไปด้วยโอเมก้า-3 ซึ่งช่วยลดการอักเสบได้ดีเยี่ยม
- ปลาซาร์ดีน: เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เข้าถึงง่าย มีโอเมก้า-3 สูงเช่นกัน
- ปลาทะเลน้ำลึกอื่นๆ: เช่น ปลาแมคเคอเรล ปลาทูน่า (ชนิดที่มีไขมัน) ก็เป็นตัวเลือกที่ดี
ข้อควรจำ: ควร หลีกเลี่ยง การปรุงปลาด้วยวิธีที่ใช้น้ำมันมากเกินไป เช่น การทอดในน้ำมันท่วม หรือการราดซอสที่มีส่วนผสมของไขมันสูง ควรเน้นวิธีการปรุงที่ย่อยง่าย เช่น การนึ่ง อบ หรือย่าง
ทำไมไขมันดีถึงสำคัญ? เรามักได้ยินว่าอาหารไขมันสูงไม่ดีต่อกรดไหลย้อน แต่จริงๆ แล้ว ชนิดของไขมัน นี่แหละคือตัวแปรสำคัญ ไขมันดีจากปลาเหล่านี้ไม่ได้กระตุ้นการหลั่งกรดในกระเพาะมากเท่าไขมันอิ่มตัว และบางส่วนยังช่วยปรับสมดุลระบบย่อยอาหารได้ด้วย
ข้อมูลเพิ่มเติม
- ถั่วต่างๆ: แม้จะไม่ได้อยู่ในคำถามโดยตรง แต่ถั่วอัลมอนด์และวอลนัทก็เป็นแหล่งไขมันดีที่แนะนำเช่นกัน แต่ก็ควรทานในปริมาณที่พอเหมาะ
- น้ำมัน: น้ำมันมะกอก น้ำมันทานตะวัน น้ำมันรำข้าว และน้ำมันถั่วลิสง เป็นน้ำมันที่ให้ไขมันไม่อิ่มตัวที่ดีต่อสุขภาพเช่นกัน ควรใช้ในการปรุงอาหารแทนน้ำมันหมูหรือเนย
- การสังเกตตัวเอง: ร่างกายแต่ละคนตอบสนองต่ออาหารต่างกันไป สิ่งสำคัญคือการ สังเกต ว่าอาหารชนิดไหนที่ทำให้คุณมีอาการมากขึ้น แล้วค่อยๆ ปรับเปลี่ยนไป
กรดไหลย้อนกินขิงได้ไหม
โอ้ยยย ถามเรื่อง กรดไหลย้อน กับ ขิง เนี่ยนะ เหมือนถามว่าเอาน้ำมันไปราดกองไฟได้มั้ย! ถ้าจะเคี้ยวขิงสดเป็นแง่งๆ แข่งกับม้าล่ะก็ บอกเลยว่าเตรียมตัวรับรสชาติไฟนรกในลำคอได้เลย ห้ามกินขิงสดเยอะๆ เพราะฤทธิ์ร้อนของมันจะไปปลุกกรดในกระเพาะให้ลุกฮือขึ้นมาประท้วงในหลอดอาหารคุณทันที มันไม่ได้ช่วยอะไรเลย มีแต่จะซ้ำเติม!
แต่เดี๋ยวก่อน! ถ้าเป็นน้ำขิงอุ่นๆ แบบจิบน้อยๆ พอให้ชื่นใจเหมือนลูกแมวเลียน้ำนม อันนั้นพอได้ มันจะช่วยไล่ลมเบาๆ ทำให้ท้องไส้สงบลงได้บ้าง จิบแค่น้ำขิงอุ่นๆ พอเป็นกระษัย อย่าซดโฮกๆ หมดแก้วล่ะ ไม่งั้นกรดได้ตีกลับขึ้นมาทักทายลิ้นปี่แน่
ส่วน กาแฟ นี่ตัวดีเลย! การกินกาแฟตอนเป็นกรดไหลย้อนก็เหมือนจ้างคณะสิงโตมาเชิดในกระเพาะอาหารนั่นแหละพ่อคุณเอ๊ย! คาเฟอีนมันไปสั่งให้หูรูดกระเพาะที่ควรจะปิดให้สนิทน่ะ เปิดอ้าซ่าต้อนรับกรดให้ไหลย้อนขึ้นมาอย่างสะดวกโยธิน กรดไหลย้อนห้ามกินกาแฟเด็ดขาด ไม่ต้องมาอ้างว่าขอแค่แก้วเดียวตอนเช้า ถ้าไม่อยากรู้สึกเหมือนมีมังกรพ่นไฟอยู่ในอก ก็จงอยู่ให้ห่างมันซะ!
แล้วไอ้โรคเวรนี่ไม่ได้มีปัญหากับแค่ขิงกับกาแฟนะ ยังมีของแสลงอีกเป็นขบวนเลย:
- ของทอดของมัน: ไก่ทอดหนังกรอบๆ หมูกรอบชิ้นโตๆ เนี่ย ตัวเรียกกรดชั้นดีเลย มันย่อยยาก นอนอืดอยู่ในท้องนานสองนาน
- ของรสจัดจ้าน: ส้มตำพริกสิบเม็ด ต้มยำน้ำข้นแซ่บถึงใจ เลิกฝันไปก่อนเลย ความเผ็ดร้อนมันไปขูดผนังหลอดอาหารให้ระคายเคืองหนักกว่าเดิม
- น้ำอัดลม: ความซ่าของมันคือแก๊ส! มันไปเพิ่มแรงดันในกระเพาะคุณให้แน่นเหมือนลูกโป่งใกล้แตก แล้วกรดมันก็จะโดนดันขึ้นมาตามระเบียบ
- ช็อกโกแลตและมิ้นต์: ของอร่อยสองอย่างนี้ดันไปทำให้หูรูดเจ้ากรรมมันคลายตัว กรดก็เลยถือโอกาสออกมาเดินเล่นข้างบนเฉยเลย
ลูกเดือยมีสรรพคุณและประโยชน์อะไรบ้าง
โอ๊ย ลูกเดือยน่ะเหรอคุณเอ๊ยยยย มันไม่ใช่แค่เม็ดกลมๆ เอาไว้ใส่ของหวานให้พอมีสีสันนะจ๊ะ มันน่ะตัวจริง เสียงจริง! เหมือนได้หมอเทวดามาสิงอยู่ในเม็ดเล็กๆ กินแล้วนี่รู้สึกแข็งแรงยิ่งกว่าควายเหล็ก เอ้ย! กว่าม้าศึกก็ว่าได้
ไอโขลกๆ เหมือนรถกระบะเก่าๆ ควันขโมง พอกินลูกเดือยเข้าไปนะ เสมหะ นี่ไหลลื่นยังกับทาน้ำมันเครื่องใหม่เอี่ยมเชียวแหละ โล่งคอโล่งปอดไปเลย!
ตัวร้อนจี๋ยังกะเตาอบ พอดื่มน้ำลูกเดือยเข้าไป อื้อหือ! ไข้ นี่ลดฮวบ ยังกับโดนสาดน้ำแข็งโปะหัวเลยทีเดียว ผ่อนคลายไปเลยนะคุณ!
ส่วนใครที่ท้องรูดเหมือนเปิดก๊อกน้ำทิ้งไว้ ลูกเดือยเนี่ยแหละ! กินเข้าไปนะ หยุดกึ๊ก! ยังกะเอาเทปพันสายยางอุดไว้แน่นเปรี๊ยะเลยคุณเอ๊ย! ท้องเสีย เนี่ยหายเป็นปลิดทิ้ง
แล้วพวกข้างในปั่นป่วน ลมตี ท้องอืด ท้องเฟ้อ ระบบทางเดินหายใจ กระเพาะลำไส้มีปัญหา ลูกเดือยนี่แหละ เหมือนเอาช่างประปาฝีมือดีไปซ่อมระบบในท้องให้ใหม่หมด สบายตัวไปเลย!
ปวดเมื่อย โอยโอย ลุกก็นั่งโอย นั่งก็ลุกโอย เหมือนข้อต่อสนิมเกาะจนจะเดินไม่ได้ พอกินลูกเดือยเข้าไปก็กระปรี้กระเปร่าขึ้นมาทันตาเห็น ไขข้อกระดูก มันจะดีขึ้นมาได้ยังไงก็ไม่รู้!
ชาไปทั้งตัว ยังกะนอนทับแขนขาตัวเองมาทั้งคืน พอได้ลองลูกเดือยเข้าไปนะ เลือดลมมันก็วิ่งพล่าน อาการเหน็บชา ก็ไม่เมื่อยแล้ว มันเหมือนได้ชีวิตใหม่เลยคุณ!
ตัวบวมเป่ง ยังกะโดนลมจับยัดใส่ลูกโป่ง พอกินแล้วน้ำก็ฉี่ออกพรวดๆ บวมน้ำ นี่ลดฮวบ สบายตัว สบายใจ ตัวเบาหวิวเหมือนนกเลยนะ
ร้อนในจนปากจะพ่นไฟ กระหายน้ำจนคอแห้งเป็นผงธุลี พอดื่มน้ำลูกเดือยเข้าไปนะ ชื่นใจ ยังกะได้ลงไปแช่น้ำตกคลายร้อน! แก้ร้อนใน ได้ผลชะงัดนักแล!
ประโยชน์เพิ่มเติมที่ว่ากันว่าลูกเดือยมีดีสำหรับปีนี้ คือ:
- ช่วยเป็นยาขับเสมหะ ทำให้ทางเดินหายใจโล่งสบาย
- มีส่วนช่วยลดไข้ ให้ร่างกายฟื้นตัวได้รวดเร็ว
- แก้ท้องเสีย ปรับสมดุลลำไส้ให้กลับมาทำงานปกติ
- บำรุงระบบทางเดินหายใจ ให้ทำงานได้ดีมีประสิทธิภาพ
- ช่วยดูแลระบบกระเพาะอาหารและลำไส้ บรรเทาอาการผิดปกติ
- มีประโยชน์ต่อไขข้อกระดูก บรรเทาอาการปวดเมื่อยตามร่างกาย
- ลดอาการเหน็บชา ช่วยให้การไหลเวียนโลหิตดีขึ้นทั่วร่างกาย
- เป็นยาขับปัสสาวะ ช่วยลดอาการบวมน้ำ ทำให้ร่างกายเบาสบาย
- แก้ร้อนในและกระหายน้ำ คืนความสดชื่นให้ร่างกายทันที
- บำรุงผิวพรรณ ให้เปล่งปลั่ง สดใส ดูมีน้ำมีนวล
- เป็นแหล่งใยอาหาร ช่วยในการขับถ่าย ป้องกันท้องผูกได้เป็นอย่างดี
ข้อควรระวังในการรับประทานลูกเดือยมีอะไรบ้าง
คิดจะกินลูกเดือย...ก็ดูตาม้าตาเรือซะบ้าง ของดีไม่ได้แปลว่ายัดได้ทุกคน
คนท้องห้ามยุ่งเด็ดขาด มันขับของเสีย...แล้วก็ขับลูกมึงออกไปด้วย
จะโดนผ่า? หยุดกินก่อนสัก 2 อาทิตย์ เดี๋ยวคุมน้ำตาลในเลือดไม่ได้ตอนหลับบนเตียง
หญิงตั้งครรภ์ หรือกำลังให้นม ลูกเดือยมันบีบมดลูก ถ้าไม่อยากเสียลูกก็อย่าแตะ
ก่อนผ่าตัด หยุดกินล่วงหน้าอย่างน้อย 14 วัน มันกวนระดับน้ำตาลในเลือด ทำให้หมอทำงานยาก
คนเป็นเบาหวาน กินได้แต่ต้องนับ อย่าเยอะเกินไป เพราะมันลดน้ำตาลในเลือดได้จริง เดี๋ยวจะวูบเอา
ร่างกายเย็นเกินไป ตามตำราจีนมันเป็นของฤทธิ์เย็น คนธาตุเย็นกินเข้าไปก็ยิ่งแย่ ป่วยง่ายขึ้นไปอีก
คนแพ้ธัญพืช ก็ไม่ต้องสืบ แพ้ก็คือแพ้ อย่าหาเรื่อง
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต