เกรด E กับ F ต่างกันยังไง
| ลักษณะ | เกรด E | เกรด F |
|---|---|---|
| คะแนน | 0.0 หรือไม่คิด GPA | 0.0 |
| ผลกระทบ | ไม่ฉุดเกรด | ฉุดเกรดทันที |
เกรด E กับ F ต่างกันยังไง: เกรดไม่คิด GPA vs เกรด 0.0
การศึกษาเรื่อง เกรด E กับ F ต่างกันยังไง สำคัญต่อการรักษาสถานะนักศึกษาและวางแผนการเรียนอย่างถูกต้อง. ข้อมูลระบบประเมินผลมีส่วนป้องกันความเสี่ยงจากการถูกเตือนหรือพ้นสภาพเนื่องจากคะแนนเฉลี่ยสะสมต่ำ. ความเข้าใจในความแตกต่างนำไปสู่การบริหารจัดการเกรดเพื่อสำเร็จการศึกษาตามเป้าหมายและข้อกำหนดของสถาบัน.
เกรด E กับ F ต่างกันยังไง? ไขข้อสงสัยมาตรฐานวัดผลที่ไม่ตายตัว
การเห็น เกรด E กับ F ต่างกันยังไง คงสร้างความกังวลไม่น้อย - โดยเฉพาะเมื่อระบบเกรดของแต่ละมหาวิทยาลัยในไทยดูเหมือนจะไม่เหมือนกันซักแห่งเลย คำถามนี้ไม่มีคำตอบเดียวตายตัว เพราะมันขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของสถาบันที่คุณเรียนอยู่เป็นหลัก อย่างไรก็ตาม ส่วนใหญ่แล้วทั้ง E และ F ต่างเป็นสัญลักษณ์ของ การสอบตก หรือไม่ผ่านวิชานั้นๆ
เพื่อความชัดเจน เราได้สรุปประเด็นสำคัญในตารางเปรียบเทียบด้านล่าง แต่ให้จำไว้อย่างหนึ่งก่อน: กฎสำคัญที่สุดคือ ต้องตรวจสอบระเบียบของมหาลัยตัวเอง เสมอ เพราะนี่คือเกณฑ์เดียวที่สำคัญกับอนาคตการเรียนของคุณโดยตรง
ตารางเปรียบเทียบ: ความหมายและการดำเนินการของเกรด E กับ F ในมหาวิทยาลัยไทย
นี่คือภาพรวมเพื่อช่วยให้คุณเห็นความต่างได้ง่ายขึ้น แต่รายละเอียดปลีกย่อยอาจแตกต่างกันในแต่ละคณะหรือหลักสูตร
เกรด F (Failure หรือ ตก)
เกรด F คืออะไร เป็นสัญลักษณ์ที่ค่อนข้างชัดเจนและเป็นมาตรฐานสากลมากกว่า มักพบในระบบเกรดแบบ 4.0
ความหมายหลัก: สอบตก ไม่ผ่านวิชาเรียน โดยไม่มีเงื่อนไขหรือข้อยกเว้นใดๆ การคำนวณ GPA: คะแนนเทียบเท่า 0.0 คะแนน เกรด F จะดึงเกรดเฉลี่ยของคุณลงอย่างรุนแรง การดำเนินการ: คุณต้องลงทะเบียนเรียนวิชานั้นซ้ำ (Retake) และสอบให้ผ่าน หากไม่ผ่านซ้ำก็ต้องลงซ้ำอีกจนกว่าจะผ่าน พบที่ไหน: มหาวิทยาลัยที่ใช้ระบบเกรดแบบ 4.0 แทบทั้งหมด เช่น จุฬาฯ ธรรมศาสตร์ เกษตรศาสตร์ และมหาวิทยาลัยราชภัฏหลายแห่ง มักใช้ F เป็นตัวแทนการสอบตก
เกรด E (Extremely Poor, Fail, หรือ ข้อยกเว้น)
เกรด E คืออะไร เป็นตัวแปรที่สร้างความสับสนได้มากที่สุด เพราะความหมายเปลี่ยนไปตามแต่ละสถาบันอย่างสิ้นเชิง
ความหมายที่ 1 (สอบตก): มหาวิทยาลัยหลายแห่งใช้ E แทน F โดยสิ้นเชิง หมายถึงสอบตกและได้ 0 คะแนน เช่น มหาวิทยาลัยรามคำแหงในบางระบบเกณฑ์ มหาวิทยาลัยราชภัฏบางแห่ง และบางคณะในมหาวิทยาลัยของรัฐ ความหมายที่ 2 (ไม่ผ่านแต่ไม่ตกสุด): นี่คือจุดที่ต่างออกไป ในบางระบบ เช่น มหาวิทยาลัยมหิดลบางหลักสูตร เกรด E อาจหมายถึงผลการเรียน แย่มาก คุณอาจยังได้รับหน่วยกิต (Credit) แต่หน่วยกิตนั้นจะ ไม่ถูกนำไปคำนวณใน GPA หรือที่เรียกว่า ได้หน่วยกิตแต่ไม่คิดเกรด ซึ่งต่างจาก F ที่ไม่ได้รับหน่วยกิตเลย ความหมายที่ 3 (ความเข้าใจผิด): มีบางคนเข้าใจว่า E ย่อมาจาก Excellence (ยอดเยี่ยม) ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ผิดและพบได้น้อยมากในบริบทมหาวิทยาลัยไทย
เจาะลึกตัวอย่างจากมหาวิทยาลัยจริงในไทย
การดูตัวอย่างจากมหาลัยจริงจะช่วยให้เห็นภาพมากขึ้นว่าทำไมการหาคำตอบเดียวถึงเป็นไปไม่ได้
มหาวิทยาลัยรามคำแหง: E = F = สอบตก
ระบบเกรดของมหาวิทยาลัยรามคำแหงในหลายคณะใช้สเกล A, B+, B, C+, C, D+, D, และ E โดยที่ข้อสงสัยที่ว่า เกรด E ม.ราม คืออะไร นั้นหมายถึง สอบตก เทียบเท่ากับ F ในระบบอื่น นั่นคือ คุณต้องลงทะเบียนเรียนวิชานั้นใหม่อย่างเดียว
มหาวิทยาลัยมหิดล (บางหลักสูตร): E คือ 'รอดแต่แย่'
ที่นี่คือจุดที่ความแตกต่างชัดเจน ในบางหลักสูตรของมหาวิทยาลัยมหิดล ระบบเกรดคือ A, B+, B, C+, C, D+, D, และ E โดย E หมายถึงผลการเรียนอยู่ในระดับ ต่ำกว่าเกณฑ์มาก แต่คุณยังได้หน่วยกิต หน่วยกิตนี้จะถูกบันทึกแต่จะไม่นำไปคำนวณใน GPA สิ่งนี้สร้างความได้เปรียบเล็กน้อยเมื่อเทียบกับการได้ F ที่ไม่ได้หน่วยกิตเลย
มหาวิทยาลัยรัฐส่วนใหญ่: F คือมาตรฐาน
มหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่ในไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มักใช้ ระบบเกรดมหาวิทยาลัยไทย แบบ A-F โดยมี F เป็นเกรดตกเพียงเกรดเดียว [1] และไม่ได้ใช้เกรด E ในระบบการประเมินผลเลย สำหรับนักศึกษาในสถาบันเหล่านี้ เกรด E อาจไม่ปรากฏในใบผลการเรียนของคุณเลย
แล้วต้องทำยังไงต่อถ้าติด E หรือ F?
นี่คือส่วนที่สำคัญกว่าการหาความหมาย - คุณต้องรู้ว่าจะก้าวต่อไปอย่างไร
ขั้นตอนที่ 1: อย่าตกใจ ให้ตรวจสอบให้ชัวร์
สิ่งแรกที่ต้องทำคือเปิดระเบียบการวัดผลของคณะหรือมหาวิทยาลัยตัวเองดู บางครั้งอาจมีข้อยกเว้น เช่น การถอนรายวิชา (W) ที่ดูคล้าย E หรืออาจมีการประเมินผลล่าช้า อย่าตีความหมายเองโดยไม่ได้อ่านเอกสารหลักจากสถาบัน
ขั้นตอนที่ 2: วางแผนการลงทะเบียนเรียนซ้ำ
ไม่ว่าความหมายจะคืออะไร สิ่งที่แน่ชัดคือผลการเรียนในระดับ E/F นั้นไม่เป็นที่น่าพอใจ และสำหรับคำถามที่ว่า เกรด F ต้องเรียนซ้ำไหม คำตอบคือมักต้องมีการลงทะเบียนเรียนใหม่ - ตรวจสอบตารางเปิดสอน: ดูว่าวิชานี้เปิดสอนอีกครั้งเมื่อไหร่ มักจะเป็นเทอมถัดไปหรือปีการศึกษาถัดไป - คำนวณภาระการเรียน: การต้องลงวิชาซ้ำหมายถึงคุณจะมีหน่วยกิตเพิ่มในเทอมหน้า ต้องวางแผนให้ดีเพื่อไม่ให้กระทบกับวิชาอื่น - หาข้อมูลอาจารย์ผู้สอน: บางครั้งการเปลี่ยนอาจารย์ผู้สอนหรือกลุ่มเรียนอาจช่วยให้คุณเข้าใจเนื้อหาได้ดีขึ้น
ขั้นตอนที่ 3: สำรวจโอกาสในการ 'แก้เกรด' (ถ้ามี)
ขั้นตอนนี้ขึ้นอยู่กับระเบียบของแต่ละที่อย่างมาก บางมหาวิทยาลัยอาจมีกระบวนการ ตรวจข้อสอบใหม่ หรือ อุทธรณ์ผลการเรียน ได้ภายในเวลาที่กำหนด (เช่น 30 วันหลังประกาศผล) อย่างไรก็ตาม โอกาสที่จะเปลี่ยนจาก E/F เป็นเกรดผ่านนั้นค่อนข้างต่ำ กระบวนการนี้มักใช้ในกรณีที่มีความผิดพลาดในการคิดคะแนนหรือบันทึกผล
ขั้นตอนที่ 4: เรียนรู้และปรับปรุง
มองไปข้างหน้า วิเคราะห์ว่าสาเหตุที่ทำให้ได้ผลการเรียนระดับนี้คืออะไร - ปัญหาเรื่องความเข้าใจเนื้อหา: ลองหาคนติว ศึกษาเพิ่มเติมจากแหล่งอื่น หรือเข้าพบอาจารย์ผู้สอนเพื่อขอคำแนะนำก่อนเริ่มเรียนซ้ำ - ปัญหาเรื่องเวลาหรือการจัดการ: การเรียนซ้ำอาจเป็นโอกาสให้คุณจัดตารางเวลาการเรียนและการทบทวนได้ดีขึ้น - ปัญหาด้านอื่นๆ: หากมีปัญหาส่วนตัวที่ส่งผลต่อการเรียน การขอคำปรึกษาจากอาจารย์ที่ปรึกษาหรือหน่วยงานให้คำปรึกษาของมหาวิทยาลัยเป็นทางออกที่ควรพิจารณา
ผลกระทบต่อ GPA และอนาคต
คำถามถัดมาที่คนมักกังวลคือ เกรด E หรือ F จะทำลายเกรดเฉลี่ย (GPA) ของเรามากแค่ไหน?
เกรด F: มีผลกระทบสูงมาก เนื่องจากให้ค่าคะแนนเทียบเท่า 0.0 การได้ F หนึ่งวิชาสามารถดึง GPA ลงได้อย่างมีนัยสำคัญ โดยเฉพาะหากวิชานั้นมีหน่วยกิตสูง (เช่น 3-4 หน่วยกิต) ตัวอย่างเช่น หากเกรดเฉลี่ยของคุณอยู่ที่ 3.00 และได้ F ในวิชา 3 หน่วยกิต คะแนนเฉลี่ยใหม่อาจลดลงเหลือประมาณ 2.5 ทันที เกรด E (ในระบบที่หมายถึงสอบตก): ผลกระทบเทียบเท่า F คือ 0.0 คะแนน เกรด E (ในระบบที่หมายถึงได้หน่วยกิตแต่ไม่คิดเกรด): นี่คือข้อยกเว้นที่สำคัญ วิชานี้จะไม่ถูกนำไปคำนวณใน GPA เลย หมายความว่ามันจะไม่ดึงเกรดเฉลี่ยของคุณลง แต่ในใบแสดงผลการศึกษาจะยังแสดงว่าคุณได้รับเกรด E และหน่วยกิตนั้นจะไม่นับรวมในหน่วยกิตสะสมเพื่อสำเร็จการศึกษาในบางกรณี
ข้อควรระวังและความเข้าใจผิดที่พบบ่อย
เมื่อพูดถึง เกรด E กับ F เหมือนกันไหม มักมีเรื่องเข้าใจผิดๆ อยู่บ้าง
1. E กับ F เหมือนกันทุกที่: ผิดอย่างแรงที่สุด ดังที่เห็นจากตัวอย่างมหิดลและรามคำแหง บางที่เหมือนกัน บางที่ต่างกัน 2. ได้ E แล้วไม่ต้องเรียนซ้ำ: อันตรายมาก! ในระบบส่วนใหญ่ที่ใช้ E แทน F คุณต้องเรียนซ้ำ ถ้าไม่เรียนซ้ำก็ไม่มีทางจบวิชานั้น 3. เกรด E ในใบทรานสคริปต์ดูดีกว่า F: สำหรับนายจ้างหรือสถาบันต่อยอดที่เข้าใจระบบการศึกษาไทย เขาจะรู้ว่าทั้งสองคือผลการเรียนที่ไม่ดี ไม่มีใครดูดีกว่าใคร 4. รอให้อาจารย์แก้เกรดให้เอง: นอกเหนือจากกระบวนการอุทธรณ์ที่เป็นทางการแล้ว การหวังพึ่งการเปลี่ยนแปลงโดยไม่มีเหตุผลอันควรเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยาก
สรุปเปรียบเทียบชัดๆ: เกรด E vs เกรด F ต้องทำอะไรต่อ
เพื่อตัดความสับสน มาดูสรุปเปรียบเทียบในมุมมองการปฏิบัติจริงกันเกรด F (Failure)
สอบตก ไม่ผ่านวิชา หมายถึง 0 คะแนน
มีผลกระทบรุนแรง (0.0 คะแนน ดึงเกรดเฉลี่ยลงมาก)
ต้องลงทะเบียนเรียนวิชานั้นซ้ำ (Retake) ให้ผ่าน
จุฬาฯ, ธรรมศาสตร์, เกษตรศาสตร์, ม.ราชภัฏส่วนใหญ่ (ระบบ 4.0)
ไม่ได้รับหน่วยกิต
เกรด E (Extremely Poor / Fail)
สอบตก เทียบเท่า F (ใช้ในบางมหาวิทยาลัย เช่น รามคำแหง บางระบบ)
ผลการเรียนต่ำมากแต่ยังได้หน่วยกิต (ไม่นำไปคำนวณ GPA) (ใช้ในบางที่ เช่น ม.มหิดล บางหลักสูตร)
ตรวจสอบระเบียบมหาลัยตัวเองให้ชัดเจนก่อนว่าต้องเรียนซ้ำหรือไม่
มหาวิทยาลัยรามคำแหง (บางระบบ), มหาวิทยาลัยมหิดล (บางหลักสูตร), ม.ราชภัฏบางแห่ง
แบบที่ 1: 0.0 คะแนน (เท่า F) | แบบที่ 2: ไม่กระทบ GPA (ไม่ถูกคำนวณ)
สรุปให้ง่ายที่สุดคือ ให้คุณเปิดระเบียบการวัดผลของตัวเองดูเป็นอันดับแรก ถ้าเห็นเกรด E หรือ F โอกาสที่คุณต้องลงเรียนวิชานั้นซ้ำมีสูงมาก แม้ว่าบางระบบจะให้หน่วยกิตกับเกรด E ได้ แต่การได้ผลการเรียนในระดับนี้มักหมายถึงการต้องปรับปรุงและเรียนรู้ใหม่อยู่ดีเคสของนัท: จากสับสนกับเกรด E สู่การลงทะเบียนซ้ำที่ถูกต้อง
นัท เป็นนักศึกษาชั้นปีที่ 2 มหาวิทยาลัยรามคำแหง เธอตกวิชาเศรษฐศาสตร์จุลภาคและเห็นเกรด E ติดบนใบผลการเรียนเป็นครั้งแรก เธอสับสนมากเพราะเพื่อนในมหาลัยอื่นได้ F และเข้าใจว่า E อาจจะไม่ร้ายแรงเท่า
เธอคิดว่าเกรด E อาจจะหมายถึง 'พอใช้' หรือมีโอกาสได้ปรับคะแนน จึงไม่ได้ดำเนินการอะไรในช่วงลงทะเบียนเทอมใหม่ และใช้หน่วยกิตไปเลือกวิชาอื่นแทน
ปัญหาปรากฏเมื่อเธอต้องยื่นใบผลการเรียนเพื่อฝึกงาน บริษัทซักถามเกี่ยวกับเกรด E และอาจารย์ที่ปรึกษาแจ้งว่าเธอต้องลงวิชานั้นซ้ำถึงจะจบหลักสูตรได้ เพราะในระบบของรามฯ E = สอบตก เท่ากับ F นัทจึงต้องรอเปิดสอนอีกทีในปีถัดไป ทำให้แผนการเรียนล่าช้าไป 1 เทอม
บทเรียนที่ได้คือ นัทเรียนรู้ว่าการไม่อ่านระเบียบให้ดีและคิดเอาเองว่าเกรด E อาจจะโอเคทำให้เธอเสียเวลาไปเกือบปี ตอนนี้เธอจะไม่มองข้ามความหมายของเกรดใดๆ อีก และตรวจสอบกับหน่วยงานทะเบียนทุกครั้งที่มีข้อสงสัย
เคสของอั๋น: ความแตกต่างที่กำหนดอนาคต ระหว่าง E ของมหิดล กับ F ของเพื่อน
อั๋นและเพื่อนชื่อบีม เรียนหลักสูตรต่างคณะกันในมหาวิทยาลัยมหิดล ทั้งคู่ทำคะแนนได้แย่มากในวิชาหนึ่ง อั๋นได้เกรด E ส่วนบีมได้เกรด F อั๋นรู้สึกสบายใจกว่าเพราะคิดว่า E น่าจะดีกว่า F
เมื่อคำนวณเกรดเฉลี่ยออกมา อั๋นพบว่า GPA ของเขาไม่ถูกดึงลงจากวิชาที่ได้ E เลย ในขณะที่ GPA ของบีมลดฮวบเนื่องจากเกรด F ที่มีค่า 0.0 อั๋นเริ่มเข้าใจความแตกต่างที่สำคัญ: ในคณะของเขา E หมายถึง 'ได้หน่วยกิตแต่ไม่นำไปคำนวณ'
อย่างไรก็ตาม อั๋นก็ยังต้องลงวิชานั้นซ้ำในเทอมหน้าเพราะเนื้อหาวิชานั้นเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับวิชาชั้นปีสูง แม้ว่าเกรดเฉลี่ยจะไม่เสียหาย แต่ความรู้ที่ขาดหายไปจะส่งผลต่อการเรียนในอนาคต
เคสนี้สอนให้เห็นว่าความหมายของเกรดในแต่ละที่ส่งผลต่อเกรดเฉลี่ยและแผนการเรียนต่างกัน แต่สุดท้ายไม่ว่าจะได้ E หรือ F ถ้าคุณไม่เข้าใจเนื้อหา การเรียนซ้ำก็เป็นทางออกที่ดีที่สุดเพื่ออนาคตที่มั่นคง
ข้อความหลัก
กฎเหล็ก: เปิดระเบียบมหาวิทยาลัยตัวเองก่อนเสมอความหมายของเกรด E และ F เปลี่ยนแปลงได้ในแต่ละสถาบัน บางที่เหมือนกัน บางที่ต่างกันเล็กน้อย เอกสารระเบียบการวัดผลของที่คุณเรียนอยู่คือคำตอบที่ถูกต้องที่สุด
จุดร่วมที่สำคัญ: ทั้ง E และ F มักนำไปสู่ 'การเรียนซ้ำ'ไม่ว่าความหมายจะแตกต่างกันแค่ไหน จุดร่วมที่สุดของเกรด E และ F ในบริบทไทยก็คือ การที่คุณมีโอกาสต้องลงทะเบียนเรียนวิชานั้นใหม่อยู่ดี เพื่อให้เข้าใจเนื้อหาและผ่านเกณฑ์การจบการศึกษา
ผลกระทบต่อ GPA ขึ้นอยู่กับระบบเกรด F ทำลายเกรดเฉลี่ย (GPA) อย่างรุนแรงเพราะมีค่า 0.0 ส่วนเกรด E ในบางระบบก็ทำลายเหมือนกัน แต่ในบางระบบที่ E หมายถึงได้หน่วยกิตแต่ไม่คิดเกรด มันจะไม่ส่งผลต่อเกรดเฉลี่ยเลย
อย่าตกใจ แต่ต้องรีบดำเนินการการได้เกรด E หรือ F ไม่ใช่จุดจบของโลก แต่ก็ไม่ควรนิ่งนอนใจ รีบตรวจสอบระเบียบ วางแผนลงทะเบียนเรียนซ้ำ หรือกระบวนการอุทธรณ์ (ถ้ามีและเหมาะสม) ให้เร็วที่สุด
แนะนำให้อ่านเพิ่มเติม
เกรด E กับ F อันไหนแย่กว่ากัน?
โดยทั่วไปถือว่า 'แย่' พอๆ กันในมุมมองของการสอบตก ในระบบที่ E แทน F มันก็คือสิ่งเดียวกันเลย แต่ในระบบที่ E หมายถึงได้หน่วยกิตแต่ไม่คิดเกรด มันอาจดู 'เบา' กว่านิดหน่อยเพราะไม่ทำลายเกรดเฉลี่ยของคุณ อย่างไรก็ตาม ทั้งสองเกรดนี้ต่างเป็นสัญญาณว่าคุณต้องกลับไปทบทวนและปรับปรุงการเรียนในวิชานั้นอย่างแน่นอน
ติด E หรือ F แล้วมีโอกาสแก้เป็นเกรดอื่นไหม?
โอกาสมีน้อยและมีเงื่อนไขเข้มงวด โดยทั่วไปการแก้เกรดสามารถทำได้ผ่านกระบวนการ 'อุทธรณ์ผลการเรียน' หรือ 'ตรวจสอบข้อสอบคืน' ซึ่งมักมีระยะเวลาจำกัด (เช่น 30 วันหลังประกาศผล) และต้องมีเหตุผลที่น่าเชื่อถือ เช่น ความผิดพลาดในการคิดคะแนนหรือบันทึกผล การแก้เกรดเพราะรู้สึกว่าตนเองควรได้คะแนนมากกว่านั้นเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ยากมากในทางปฏิบัติ
เกรด E หรือ F จะอยู่บนใบปริญญาไหม?
ใบปริญญาจะแสดงเพียงชื่อปริญญา สาขา และเกียรตินิยม (ถ้ามี) ไม่ได้แสดงเกรดแต่ละวิชา อย่างไรก็ตาม ใบแสดงผลการศึกษาระดับอุดมศึกษา (Transcript) ซึ่งเป็นเอกสารสำคัญสำหรับการสมัครงานหรือศึกษาต่อ จะแสดงเกรดทุกวิชา รวมถึง E และ F ด้วย ดังนั้น ผลกระทบหลักจะอยู่ที่ทรานสคริปต์ ไม่ใช่ใบปริญญา
ได้ F หลายวิชา จะมีโอกาสถูกให้ออกจากมหาวิทยาลัยไหม?
ขึ้นอยู่กับระเบียบของมหาวิทยาลัยนั้นๆ โดยตรง มหาวิทยาลัยส่วนใหญ่มีเงื่อนไขเกี่ยวกับ 'ผลการเรียนต่ำกว่ามาตรฐาน' ซึ่งอาจวัดจากเกรดเฉลี่ยสะสม (GPA) ที่ต่ำกว่าเกณฑ์ที่กำหนด (เช่น ต่ำกว่า 2.00 ติดต่อกัน 2 เทอม) หรือจำนวนหน่วยกิตที่สอบตกในหนึ่งเทอม การได้ F หนึ่งวิชาอาจไม่นำไปสู่การถูกให้ออก แต่การได้ F หลายวิชาพร้อมกันจนเกรดเฉลี่ยร่วงอาจทำให้คุณอยู่ในสถานะ ' probation' หรือต้องถูกพิจารณาได้ ตรวจสอบระเบียบของสถาบันคุณให้ชัดเจน
วิชาไหนที่ถ้าติด E/F แล้วไม่ต้องเรียนซ้ำ?
โดยหลักการแล้ว หากเป็นวิชาบังคับหรือวิชาเฉพาะสาขาที่เป็นเงื่อนไขการจบการศึกษา คุณต้องเรียนซ้ำจนผ่าน อย่างไรก็ดี สำหรับวิชาเลือกเสรี (Free Elective) บางมหาวิทยาลัยอาจอนุญาตให้คุณเลือกเรียนวิชาอื่นแทนได้ หากคุณสอบตกวิชาเลือกเสรีใบนั้น ควรปรึกษาอาจารย์ที่ปรึกษาหรือหน่วยงานทะเบียนเพื่อความแน่ใจ
แหล่งข้อมูลข่าวสาร
- [1] Bba - มหาวิทยาลัยชั้นนำส่วนใหญ่ในไทย เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ มักใช้ระบบ A-F โดยมี F เป็นเกรดตกเพียงเกรดเดียว
ความคิดเห็นต่อคำตอบ:
ขอบคุณสำหรับความคิดเห็นของคุณ! ความคิดเห็นของคุณมีความสำคัญมากในการช่วยเราปรับปรุงคำตอบในอนาคต