PhD กับ DR ต่างกันอย่างไร

152 ครั้งเข้าชม
PhD vs. Doctorate Degrees: เจาะลึกความต่าง พร้อมเส้นทางสู่ปริญญาเอก PhD: เน้นงานวิจัยเชิงลึก เหมาะสำหรับผู้มุ่งสู่เส้นทางอาจารย์มหาวิทยาลัย นักวิชาการ Doctorate Degrees: มุ่งเน้นการบริหารและประยุกต์ใช้ความรู้ เหมาะสำหรับผู้บริหารระดับสูง ภาครัฐ เอกชน เรียนต่อปริญญาเอก: ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป ศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมที่ www.eduforlife.net/apply-for-phd
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

คำถาม?

ฉันยังจำได้ดีเลยนะ ตอนเพื่อนสนิทคนหนึ่ง ชื่อต้น ตั้งใจมากจะเรียนต่อ Ph.D. ช่วงปี 2558 ตอนนั้นเรานั่งคุยกันที่ร้านกาแฟแถวสยาม ต้นบอกว่าอยากเป็นอาจารย์จริงๆ อยากสอน อยากเขียนงานวิชาการมากๆ นั่นแหละที่เหมาะกับเขา

แต่ก็มีอีกเคสอย่างรุ่นพี่ที่ทำงานเก่า พี่อาร์ม เขาเรียนจบโทบริหารมาจากอังกฤษ แล้วตัดสินใจต่อ DBA ที่จุฬาฯ เมื่อต้นปี 2560 พี่อาร์มเล่าว่าเขาไม่ได้อยากไปยืนหน้าห้องบรรยายเท่าไรนะ แต่อยากเอาความรู้ระดับสูงมาปรับใช้กับบริษัท อยากเป็นผู้บริหารที่เข้าใจอะไรลึกซึ้งกว่าเดิมเลย

สำหรับฉัน มันชัดเจนเลยว่า Ph.D. คือคนที่รักความรู้แท้ๆ อยากผลิตองค์ความรู้ใหม่ๆ เป็นนักวิชาการตัวจริง เสียงจริง

ส่วน Doctorate Degrees แบบอื่น เช่น DBA หรือ Ed.D. มันเหมือนถูกออกแบบมาเพื่อคนที่มีประสบการณ์ทำงานอยู่แล้ว อยากพัฒนาตัวเองไปเป็นผู้บริหารระดับสูง หรือผู้เชี่ยวชาญในสายงานนั้นๆ โดยตรง เอาไปต่อยอดในองค์กรเอกชน หรือแม้แต่หน่วยงานรัฐบาลเลย

จริงๆ แล้ว ไม่ว่าจะเป็นเส้นทางไหน มันไม่ยากเกินเอื้อมหรอก ถ้าเราชัดเจนกับตัวเองว่าอยากทำอะไรจริงๆ

ฉันเคยเห็นเพื่อนอีกคน จบ Ph.D. ด้านประวัติศาสตร์จากธรรมศาสตร์ ช่วงปี 2562 เขายอมรับเงินเดือนอาจารย์เริ่มต้นน้อยนิด แต่มีความสุขกับการได้วิจัยในหอสมุด ยิ่งกว่าตำแหน่งผู้บริหารเงินเดือนแพงๆ ซะอีกนะ มันเลือกแล้วก็จบเลย

Ph.d. ย่อมาจากคำว่าอะไร

อืม Ph.D. เนี่ยนะเพื่อน มันย่อมาจาก Doctor of Philosophy เลยแหละ เป็นชื่อภาษาอังกฤษนะ. ส่วนภาษาไทย เราเรียกกันว่า ปรัชญาดุษฎีบัณฑิด ใช้อักษรย่อก็คือ ปร.ด. ไง. บางทีอะ เขาจะมี Doctor of Arts ด้วยนะ อันนั้นก็ D.A. แต่ถ้า Ph.D. ก็ Philosophy ชัวร์ๆ เลย.

  • เรื่องปริญญาโท ที่อยู่ในข้อมูลเก่า อันนั้นก็มีนะ
    • เขาเรียก ศิลปศาสตรมหาบัณฑิต อักษรย่อคือ ศศ.ม. ง่ายๆ เลยเพื่อน.
    • ส่วนชื่ออังกฤษก็ Master of Arts ใช้ตัวย่อ M.A. อะนะ.
    • พวก Ph.D. หรือ ด็อกเตอร์เนี่ย เป็นระดับการศึกษา สูงสุด เลยนะ หลังปริญญาโทเลย.
    • การเรียนอะ จะเน้นงานวิจัยหนักมาก ต้องสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้วงการอะ.
    • เพื่อนเราคนนึงอะ ตอนเรียนปรัชญาดุษฎีบัณฑิต ก็บ่นตลอดเลยนะ ว่าอ่านเยอะมาก แทบจะไม่มีเวลาทำอย่างอื่นเลย เหนื่อยสุดๆ จริงๆ.
    • ส่วนมากพวกนี้จะใช้เวลาเรียนกันประมาณ 3-5 ปีเลยแหละ แล้วแต่สาขาด้วยนะ.
    • แล้วก็ไม่ได้มีแค่ Ph.D. อย่างเดียวนะ ยังมีพวก Ed.D. (Doctor of Education) หรือ DBA (Doctor of Business Administration) ที่เป็นสายเฉพาะทางอื่นๆ ด้วยไง.
    • พวกนี้ก็เน้นนำความรู้ไปใช้จริงกับการทำงานมากกว่าจะวิจัยจ๋าขนาดนั้นอะ.
    • ที่สำคัญคือ ต้องดูว่าเราชอบอะไร แล้วอยากทำอะไรในอนาคตนะ เลือกให้ตรงจะดีสุด.

ดร. ย่อมาจากอะไรในภาษาไทย

ดร. เนี่ยนะ... ดึกๆ แบบนี้ก็นั่งมองตัวย่อนี้แล้วคิดอะไรไปเรื่อยเลย

จริงๆ มันย่อมาจากคำว่า ด็อกเตอร์ ตรงๆ นั่นแหละ หรืออีกคำก็คือ ดุษฎีบัณฑิต ทั้งหมดคือคนที่เรียนจบ ปริญญาเอก มาแล้ว

มันไม่ใช่แค่ตำแหน่งนะ... เหมือนเป็นเส้นทางที่ยาวนานมากเส้นหนึ่งกว่าจะไปถึงตรงนั้นได้ ฉันเคยเห็นคนที่เรียนด้านนี้ เขาเหนื่อยมากนะ แต่ก็มีแววตาที่มุ่งมั่นอยู่ตลอดเลย

บางทีก็คิดนะ... การจะได้คำว่า ดร. นำหน้าชื่อมันต้องแลกมาด้วยอะไรบ้าง ความรู้ ความเข้าใจในเรื่องที่ลึกซึ้งมากๆ จนบางทีคนทั่วไปก็อาจจะเข้าไม่ถึงเลยนะ

  • เน้นวิจัย: ปริญญาเอกส่วนใหญ่จะเน้นที่การทำวิจัยอย่างเข้มข้น เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ให้กับสาขาวิชานั้นๆ
  • ระยะเวลาเรียน: โดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 3-5 ปี หรือนานกว่านั้น ขึ้นอยู่กับแต่ละสาขาและข้อกำหนดของมหาวิทยาลัย
  • การสอบวิทยานิพนธ์: จุดสำคัญคือการนำเสนอและปกป้องวิทยานิพนธ์ที่เป็นผลงานวิจัยของตัวเองต่อคณะกรรมการ
  • สาขาที่หลากหลาย: มีทั้งด้านวิทยาศาสตร์ มนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ ศิลปกรรมศาสตร์ หรือสาขาเฉพาะทางอื่นๆ
  • ความสำคัญของงานวิจัย: งานวิจัยที่ทำ มักเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาสังคม วงการวิชาการ หรือเป็นพื้นฐานให้เกิดนวัตกรรมใหม่ๆ