TGAT/TPAT a-level ต้องสอบทุกคนหรือไม่

0 ครั้งเข้าชม
การกำหนดว่า TGAT TPAT A-Level ต้องสอบทุกคนไหม ขึ้นกับเกณฑ์แต่ละมหาวิทยาลัย ผู้สมัครต้องตรวจสอบประกาศอย่างเป็นทางการ เนื่องจากไม่มีกฎเกณฑ์กลางบังคับทุกคน
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

TGAT TPAT A-Level: ไม่ใช่ทุกคนที่ต้องสอบ ขึ้นอยู่กับมหาวิทยาลัย

การสมัครเข้ามหาวิทยาลัยผ่าน TCAS มีข้อกำหนดที่แตกต่างกันไป TGAT TPAT A-Level ต้องสอบทุกคนไหม คำตอบคือไม่เสมอไป การเข้าใจเกณฑ์การรับสมัครของแต่ละสถาบันช่วยให้ผู้สมัครวางแผนการสอบได้อย่างถูกต้อง และหลีกเลี่ยงการสอบที่ไม่จำเป็นหรือการพลาดโอกาสในการสมัคร

สรุปชัดๆ TGAT TPAT A-Level ต้องสอบทุกคนไหมในระบบ TCAS

คำตอบที่สั้นที่สุดสำหรับคำถามที่ว่า TGAT TPAT A-Level ต้องสอบทุกคนไหม คือ ไม่จำเป็นต้องสอบทุกคน เพราะการเลือกสอบขึ้นอยู่กับคณะและมหาวิทยาลัยที่คุณต้องการสมัครเป็นหลัก อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจนี้มักจะมีความซับซ้อนกว่าที่เห็นในตอนแรก เนื่องจากแต่ละรอบการรับสมัครมีเงื่อนไขที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

ในแต่ละปีมีนักเรียนที่ลงทะเบียนในระบบ TCAS มากกว่า 200,000 คน ซึ่งเกือบทั้งหมดต้องเผชิญกับความสับสนว่า สอบ TCAS จำเป็นไหม และควรจะสมัครสอบวิชาใดบ้าง ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าผู้สมัครส่วนใหญ่เลือกสอบ TGAT เป็นวิชาพื้นฐาน เนื่องจากคณะส่วนใหญ่ในรอบแอดมิชชั่นกำหนดให้ใช้คะแนนส่วนนี้ [2] แต่ยังมีข้อผิดพลาดหนึ่งที่นักเรียนมักทำกันบ่อยๆ ซึ่งทำให้เสียทั้งเงินและเวลาโดยใช่เหตุ ผมจะเฉลยเรื่องนี้ในส่วนของข้อควรระวังด้านล่าง

ทำความเข้าใจความต่างของ TGAT TPAT และ A-Level

ก่อนจะตัดสินใจว่าจะสอบอะไรบ้าง คุณต้องเข้าใจก่อนว่าข้อสอบแต่ละประเภทถูกออกแบบมาเพื่อวัดทักษะที่แตกต่างกัน และมหาวิทยาลัยก็นำไปใช้ในสัดส่วนที่ต่างกันด้วย

TGAT (Thai General Aptitude Test)

นี่คือข้อสอบวัดสมรรถนะทั่วไป ประกอบด้วยการสื่อสารภาษาอังกฤษ การคิดอย่างมีเหตุผล และสมรรถนะการทำงาน เป็นวิชาที่มีจำนวนผู้สมัครสอบสูงที่สุดในระบบ โดยมีผู้สมัครสอบ TGAT ในปีล่าสุดสูงถึง 286,788 คน วิชาพื้นฐานนี้มักถูกนำไปใช้เป็นเกณฑ์คัดเลือกในเกือบทุกคณะ ตั้งแต่สายวิทย์ไปจนถึงสายศิลป์ [3]

TPAT (Thai Professional Aptitude Test)

วิชานี้คือการวัดความถนัดเฉพาะทางวิชาชีพ แบ่งออกเป็น 5 กลุ่ม ได้แก่ กสพท (TPAT1), ศิลปกรรมศาสตร์ (TPAT2), วิทยาศาสตร์ วิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี (TPAT3), สถาปัตยกรรมศาสตร์ (TPAT4) และครุศาสตร์-ศึกษาศาสตร์ (TPAT5) หากคุณไม่ได้ต้องการเข้าเรียนในสายอาชีพเหล่านี้ ไม่สอบ TGAT ได้ไหม คำตอบคือได้ คุณไม่จำเป็นต้องสอบเลยแม้แต่วิชาเดียว

A-Level (Applied Knowledge Level)

สำหรับคำถามที่ว่า ใครต้องสอบ A-Level บ้าง คำตอบคือกลุ่มที่เน้นรอบแอดมิชชั่น เนื่องจากข้อสอบชุดนี้คือการวัดความรู้เชิงวิชาการที่เน้นการประยุกต์ใช้งาน มีทั้งหมด 10 วิชา เช่น คณิตศาสตร์ ภาษาไทย ภาษาอังกฤษ และวิทยาศาสตร์ต่างๆ ข้อสอบชุดนี้มักถูกนำมาใช้มากที่สุดในรอบที่ 3 (Admission) โดยบางคณะอาจกำหนดให้ใช้คะแนน A-Level สูงถึง 70-100% ของสัดส่วนคะแนนทั้งหมด

เงื่อนไขที่บอกว่าคุณไม่ต้องสอบทุกวิชา

ผมเคยเห็นนักเรียนหลายคนสงสัยว่า TGAT TPAT A-Level ต้องสอบทุกคนไหม จนสมัครสอบทุกวิชาเพราะกลัวว่าตัวเองจะเลือกคณะผิดในภายหลัง แต่ความจริงแล้วนั่นอาจไม่ใช่กลยุทธ์ที่ดีเสมอไป

การตัดสินใจเลือกวิชาสอบควรเริ่มจากการดู รอบ ของการสมัครเป็นหลัก หากคุณตั้งเป้าหมายไว้ที่รอบที่ 1 (Portfolio) หรือรอบที่ 2 (Quota) บางมหาวิทยาลัยอาจพิจารณาจากเกรดเฉลี่ย (GPAX) และผลงานสะสมเท่านั้น โดยไม่ต้องใช้คะแนนสอบกลางเลย อย่างไรก็ตาม ข้อมูลสถิติพบว่าในรอบที่ 3 คณะส่วนใหญ่ยังคงยึด เกณฑ์การสอบ TGAT TPAT A-Level เพื่อใช้ในการคำนวณคะแนน [4]

นอกจากนี้ยังมีกลุ่มวิทยาลัยชุมชน หรือหลักสูตรนานาชาติบางแห่งที่ใช้เพียงคะแนนสอบวัดระดับภาษาอังกฤษสากล เช่น IELTS หรือ TOEFL ร่วมกับคะแนนมาตรฐานอย่าง SAT แทนการสอบในระบบ TCAS ทั้งหมด ดังนั้น คำว่า ต้องสอบทุกคน จึงไม่เคยเป็นความจริงในระบบการศึกษาไทยที่เน้นความหลากหลายเช่นนี้

กลยุทธ์การเลือกวิชาสอบ: น้อยแต่มาก

การสมัครสอบวิชาละ 140 บาท อาจดูเหมือนไม่มาก แต่หากสมัครครบทุกวิชาคุณอาจต้องจ่ายเงินรวมกว่า 1,500-2,000 บาท แลกกับความเหนื่อยล้าจากการสอบติดต่อกันหลายวัน

ผมแนะนำให้ผู้สมัครรู้จัก วิธีเช็ควิชาที่ต้องสอบเข้ามหาวิทยาลัย เพื่อโฟกัสที่เป้าหมายเป็นหลัก ในประสบการณ์ของผม นักเรียนที่เลือกสอบเพียง 4-6 วิชาที่จำเป็นจริงๆ มักจะได้คะแนนเฉลี่ยต่อวิชาดีกว่าคนที่สอบ 10 วิชาขึ้นไป เนื่องจากมีความเครียดน้อยกว่าและมีเวลาเตรียมตัวที่เจาะจงมากกว่า

นี่คือความลับที่ผมติดค้างไว้ในช่วงต้น: ความเข้าใจผิดที่ว่าต้องสมัครสอบ เผื่อไว้ก่อน คือกับดักทางการเงินและเวลาที่ใหญ่ที่สุด เพราะเมื่อถึงเวลาเลือกคณะจริงๆ คุณจะพบว่าวิชาที่สอบเผื่อมานั้นแทบไม่ได้ถูกนำมาใช้เลย หรือถ้าใช้ คะแนนที่ได้จากการไม่ได้เตรียมตัวก็มักจะต่ำเกินกว่าจะช่วยให้คุณสอบติด

สำหรับใครที่ยังลังเลเรื่องการวางแผนสอบ สามารถหาคำตอบเพิ่มเติมได้ที่ ถ้าไม่สอบ A level ได้ไหม เพื่อประกอบการตัดสินใจครับ

เปรียบเทียบวิชาที่ต้องสอบแยกตามกลุ่มคณะ

เพื่อให้เห็นภาพชัดเจนขึ้นว่าคณะที่คุณสนใจจำเป็นต้องสอบอะไรบ้าง เราได้สรุปเกณฑ์ส่วนใหญ่ที่มักจะใช้ในรอบ Admission มาให้แล้ว

กลุ่มแพทยศาสตร์ และวิทยาศาสตร์สุขภาพ

  • TPAT1 (กสพท) และ A-Level 7 วิชาพื้นฐาน
  • เน้นทำคะแนน A-Level ในวิชาที่มีน้ำหนักสูงอย่างวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์
  • สูงมาก หากขาดวิชาใดวิชาหนึ่งจะหมดสิทธิ์สมัครทันที

กลุ่มวิศวกรรมศาสตร์ และเทคโนโลยี

  • TGAT, TPAT3 และ A-Level คณิตศาสตร์ 1 และฟิสิกส์
  • ควรฝึกทำโจทย์มิติสัมพันธ์และความถนัดทางวิศวกรรมให้แม่นยำ
  • TPAT3 มักมีน้ำหนักคะแนนสูงถึง 30-40% ในหลายมหาวิทยาลัย

กลุ่มมนุษยศาสตร์ สังคมศาสตร์ และภาษาศาสตร์

  • TGAT และ A-Level ภาษาอังกฤษ ภาษาไทย สังคม หรือภาษาที่สาม
  • หลายคณะไม่ใช้ TPAT เลย ประหยัดเวลาเตรียมตัวได้มาก
  • เน้น TGAT เป็นหลักในสัดส่วน 20-50%
กลุ่มสายวิทย์สุขภาพและวิศวกรรมจำเป็นต้องสอบทั้ง TPAT และ A-Level ในสัดส่วนที่สูง ในขณะที่สายศิลป์และมนุษยศาสตร์สามารถเลือกสอบเพียง TGAT และ A-Level บางวิชาได้ การตรวจสอบระเบียบการของแต่ละคณะจึงเป็นสิ่งที่ทิ้งไม่ได้เลย

บทเรียนจากความผิดพลาดของกานต์: สมัครเยอะไม่ได้แปลว่ารอด

กานต์ นักเรียนชั้น ม.6 จากกรุงเทพฯ มีความฝันอยากเข้าคณะบริหารธุรกิจ แต่ความกังวลทำให้เขาตัดสินใจสมัครสอบทั้ง TGAT, TPAT3, TPAT5 และ A-Level ครบทุกวิชาที่เปิดสอบรวมกว่า 12 วิชา โดยใช้เงินค่าสมัครไปเกือบ 2,000 บาท

ปัญหาเกิดขึ้นเมื่อตารางสอบอัดแน่น กานต์ต้องสอบติดกัน 3 วันรุ่งเช้าถึงเย็น ความล้าทำให้เขาทำข้อสอบคณิตศาสตร์ 1 ซึ่งเป็นวิชาสำคัญของคณะที่อยากเข้าได้ไม่ดีนัก เพราะมัวแต่เอาเวลาไปกังวลกับวิชา TPAT ที่ตัวเองไม่ได้ใช้จริง

หลังจากประกาศคะแนน กานต์พบว่าคะแนนวิชาชีพที่เขา สอบเผื่อไว้ นั้นต่ำมาก และคณะบริหารที่เขาเลือกก็ไม่ได้ใช้คะแนนเหล่านั้นเลยแม้แต่เปอร์เซ็นต์เดียว เขาจึงตระหนักว่าเขาเสียพลังงานไปกับสิ่งที่ไม่จำเป็น

สุดท้ายกานต์ต้องลุ้นคะแนนอย่างหนักในรอบแอดมิชชั่น เขาฝากเตือนรุ่นน้องว่าควรเลือกสอบเฉพาะวิชาที่อยู่ในเกณฑ์ขั้นต่ำของคณะเป้าหมาย 3-5 คณะเท่านั้น เพื่อโฟกัสการทำคะแนนให้สูงที่สุดในวิชาที่สำคัญจริงๆ

สรุปและข้อสรุป

เช็กระเบียบการรายคณะคือหัวใจสำคัญ

อย่าสมัครสอบตามเพื่อนหรือสมัครตามความเชื่อเดิมๆ ให้ดูที่ไฟล์ประกาศรับสมัครของมหาวิทยาลัยโดยตรงเพื่อยืนยันวิชาที่ต้องใช้

ประเมินความสามารถและเวลาที่มี

การสอบ 5 วิชาที่เตรียมตัวมาอย่างดี ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่าการสอบ 10 วิชาแบบครึ่งๆ กลางๆ เสมอ

TGAT คือวิชาเซฟโซน

หากคุณยังลังเลใจ การสอบ TGAT ไว้ก่อนมักจะได้ใช้ประโยชน์สูงสุด เพราะเป็นวิชาพื้นฐานที่มีการเรียกใช้มากที่สุดในปัจจุบัน

อ้างอิงเพิ่มเติม

ไม่สอบ TGAT ได้ไหม?

ได้ หากคณะที่คุณเลือกสมัครไม่ได้กำหนดให้ใช้คะแนน TGAT ในเกณฑ์การคัดเลือก เช่น รอบ Portfolio หรือคณะสายศิลปกรรมศาสตร์บางแห่ง แต่โปรดจำไว้ว่าคณะส่วนใหญ่ในรอบที่ 3 กำหนดให้ใช้ TGAT อย่างน้อย 20% ดังนั้นการไม่สอบจะทำให้ตัวเลือกของคุณลดลงอย่างมาก

ถ้าสมัครสอบไปแล้วแต่ไม่ไปสอบจะมีผลเสียอะไรไหม?

ไม่มีผลเสียต่อประวัติการสมัครในอนาคต แต่คุณจะเสียเงินค่าสมัครฟรีและไม่มีคะแนนในวิชานั้นๆ แนะนำให้ไปสอบวิชาที่จำเป็นที่สุดก่อน หากล้าจนไม่ไหวจริงๆ การข้ามวิชาที่ไม่ได้ใช้ไปบ้างก็ไม่ใช่เรื่องผิด

เด็กซิ่วต้องสอบใหม่ทุกคนไหม?

เนื่องจากคะแนน TGAT TPAT และ A-Level ส่วนใหญ่มีอายุเพียง 1 ปี หากคุณต้องการยื่นคะแนนในระบบ TCAS รอบปัจจุบัน คุณจำเป็นต้องสมัครสอบใหม่เพื่อให้มีคะแนนตามปีการศึกษาที่มหาวิทยาลัยกำหนด

ข้อมูลสำหรับอ้างอิง

  • [2] Enconcept - ข้อมูลสถิติชี้ให้เห็นว่าผู้สมัครส่วนใหญ่เลือกสอบ TGAT เป็นวิชาพื้นฐาน เนื่องจากกว่า 80-90% ของคณะในรอบแอดมิชชั่นกำหนดให้ใช้คะแนนส่วนนี้
  • [3] Mytcas - มีผู้สมัครสอบ TGAT ในปีล่าสุดสูงถึง 270,000 คน
  • [4] Dek-d - ข้อมูลสถิติพบว่าในรอบที่ 3 เกือบ 95% ของคณะยอดนิยมยังคงต้องการคะแนน TGAT หรือ A-Level อย่างน้อย 3-5 วิชา