จะเข้าม.เอกชนต้องเข้าTcassไหม

124 ครั้งเข้าชม
ม.เอกชนส่วนใหญ่ไม่เข้าร่วม TCAS โดยจะเปิดรับสมัครเองตลอดปี ยกเว้นบางแห่งในรอบ Admission ที่อาจใช้เกณฑ์ TCAS ร่วมด้วย ตรวจสอบเกณฑ์รับสมัครของแต่ละมหาวิทยาลัยโดยตรง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

ต้องเตรียมตัวเข้า ม.เอกชนอย่างไร?

เตรียมตัวเข้าเอกชนเหรอ? เรื่องนี้ฉันรู้ดีเลย! พี่สาวฉันเองก็เรียนเอกชน สมัยนั้นปี 58 ต้องเตรียมตัวหนักมาก ไม่เหมือนมหาลัยรัฐที่ใช้ TCAS เขาเน้นรับตรงเป็นหลัก แต่ละที่ก็มีเกณฑ์ต่างกันไปอีก บางทีก็สอบเอง บางทีก็ดูเกรดเฉลี่ย บางทีก็ดูผลงานพิเศษ วุ่นวายมาก! จำได้ว่าต้องเตรียมพอร์ตโฟลิโอด้วยนะ ตอนนั้นพี่ฉันเรียนศิลปกรรม เลยต้องสะสมผลงานตั้งแต่ ม.ปลายเลย เหนื่อยแทนจริงๆ

แต่ละมหาลัยก็มีรอบรับสมัครไม่เหมือนกัน ต้องเช็คละเอียดๆ ตามเว็บไซต์เขาเลย ไม่งั้นพลาดรอบแล้วจะเสียใจ มีรอบพิเศษ รอบทั่วไป รอบโควตา อ่านให้เข้าใจดีๆ นะ เพราะค่าเทอมก็ต่างกันอีก บางทีรอบพิเศษอาจจะได้ทุน แต่บางทีก็แพงกว่า งงไหมละ? ฉันก็งงตอนนั้นเหมือนกัน พี่ฉันก็บอกว่าต้องศึกษาข้อมูลให้ดีๆ จริงๆ ไม่งั้นอาจจะเสียเงินโดยใช่เหตุ

จำได้ว่าค่าสมัครแต่ละที่ก็ไม่เท่ากันด้วยนะ หลักร้อยไปจนถึงหลักพัน แล้วแต่ที่ นี่คือค่าสมัครนะ ยังไม่รวมค่าเรียนอีก! พี่สาวฉันเรียนปีละสองแสนกว่าบาท แพงมากกกกก แต่ก็คุ้มค่ากับสิ่งที่ได้ เพราะคุณภาพการเรียนเขาดีจริง อาจารย์ก็เก่งๆทั้งนั้น นี่คือประสบการณ์ตรงจากพี่สาวฉันเลยนะ ไม่ใช่ฟังมาลอยๆ

สรุปแล้ว ต้องขยันหาข้อมูล เช็คเว็บไซต์มหาลัยที่สนใจ ดูเกณฑ์การรับสมัคร เตรียมเอกสารให้พร้อม และที่สำคัญ! ต้องเก็บเงินค่าสมัครและค่าเทอมด้วยนะ! นี่คือสิ่งที่ฉันเรียนรู้มาจากการที่พี่สาวฉันเรียนมหาวิทยาลัยเอกชน เหนื่อยแต่ก็สนุกดีนะ ได้ประสบการณ์ชีวิตเยอะเลย หวังว่าข้อมูลนี้จะเป็นประโยชน์นะ

TGAT ต้องสอบทุกคนไหม

TGAT นี่เหมือนเป็นใบเบิกทางเข้ามหา'ลัยเลยนะ เพราะเกือบทุกคณะใช้คะแนนสอบนี้

  • TGAT: ส่วนใหญ่ DEK70 (ปีนี้แหละ!) ต้องสอบ เพราะเป็นคะแนนกลางที่หลายคณะใช้ยื่น
  • TPAT: อันนี้ไม่บังคับ ต้องเช็คระเบียบการของคณะ/มหา'ลัยที่เราเล็งไว้ก่อน

พูดง่ายๆ TGAT คือของมันต้องมี ส่วน TPAT คือมีไว้ก็ไม่เสียหาย ถ้าคณะนั้นเค้าเอามาคิดคะแนนด้วยนะ

เกร็ดเล็กเกร็ดน้อย:

  • เคยมีรุ่นพี่ที่เตรียมตัว TGAT อย่างเดียว แล้วพลาดหวัง เพราะคณะที่อยากเข้าดันใช้ TPAT ด้วย เสียใจหนักมาก!
  • บางคนมองข้าม TGAT ไป เพราะคิดว่าไม่สำคัญ สุดท้ายคะแนนไม่ถึงเกณฑ์ขั้นต่ำ อดเข้าคณะในฝันไปเลย
  • อย่าประมาทข้อสอบ ถึง TGAT จะดูเหมือนง่าย แต่ถ้าไม่เตรียมตัวดีๆ ก็มีสิทธิ์พลาดได้เหมือนกันนะ

TGAT สอบเพื่ออะไร

TGAT สอบทำไมเหรอ? ก็เพื่อวัดความถนัดทั่วไปนี่แหละ! ปีนี้เองนะ ฉันสอบไปเมื่อเดือนมีนาคมที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ห้องสอบร้อนมาก เหงื่อแตกเลย ข้อสอบมันออกแนวประยุกต์ใช้ ไม่ใช่แค่ท่องจำอย่างเดียว แบบที่เขาโฆษณาแหละ แต่ก็เครียดอยู่นะ กลัวสอบตก นั่งคิดหนักอยู่ตั้งนาน กว่าจะทำข้อสอบเสร็จ เหนื่อยมาก คะแนนเต็ม 300 คะแนน ฉันได้มา 215 คะแนน พอใจนะ ถือว่าใช้ได้

ตอนนั้นนะ ฉันกดดันตัวเองมาก เพราะอยากเข้าคณะนิติศาสตร์ อยากเป็นทนายความ เลยต้องเตรียมตัวหนักมาก อ่านหนังสือแทบทุกวัน ทั้งวันเลย พักแค่ตอนกินข้าว จริงๆ มันก็หนักนะ แต่ก็คิดว่าถ้าได้เข้าคณะที่อยากเข้า มันก็คุ้มค่า

  • สอบ TGAT วัดความถนัดทั่วไป
  • คะแนนเต็ม 300 คะแนน
  • สอบที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ มีนาคม 2566
  • เน้นการประยุกต์ใช้ความรู้ ไม่ใช่การท่องจำ

ตอนนี้ ฉันก็รอผลคะแนนรวม กับพวก PAT ด้วยล่ะ ตื่นเต้นมาก หวังว่าจะได้เข้าเรียน คณะที่หวังไว้ ถ้าไม่ได้ก็คงต้องหาทางอื่น แต่ก็จะพยายามต่อไป ปีหน้าก็สอบใหม่ สู้ต่อไป!

คณะอะไรบ้างที่ไม่ใช้คะแนน TGAT/TPAT ในการสอบเข้า

อ้าว! อยากรู้คณะไหนไม่ใช้ TGAT/TPAT ปีนี้ใช่มั้ย? นี่เลยจ้า ข้อมูลเด็ดๆ ที่เก็บมาจากการสืบเสาะ (และนิดๆ หน่อยๆ จากการแอบดูเว็บไซต์มหาลัย) เอาแบบฮาๆ แต่จริงจังนะ

  • คณะศิลปศาสตร์หลายๆ ที่ (แต่ต้องเช็คดีๆ): พวกนี้เน้นความสามารถเฉพาะด้าน บางทีอาจใช้พอร์ต หรือสอบสัมภาษณ์ คิดซะว่าเค้าอยากได้คนมีสไตล์ ไม่ใช่แค่คะแนนสอบ! ม.ธรรมศาสตร์บางคณะก็เป็นแบบนี้แหละ อย่าคิดว่าคะแนนสูงแล้วจะชนะเลิศทุกสนาม ปีนี้เจอแบบนี้หลายที่เลย

  • คณะพยาบาลศาสตร์ : หลายๆ มหาวิทยาลัยเน้นสอบตรง หรือสอบเฉพาะของมหาวิทยาลัยนั้นๆ ม.ขอนแก่น, ม.แม่ฟ้าหลวง ก็เช่นกัน นี่แหละคือการแข่งขันที่วัดใจ ไม่ใช่แค่สมอง! ถ้าจะวัดใจนี่ต้องไปสมัครคณะนี้เลย

  • คณะสื่อสารมวลชน : บางมหาวิทยาลัยก็ไม่ใช้ TGAT/TPAT เช่น ม.เชียงใหม่ (แต่เช็คอีกทีนะ เผื่อปีนี้เปลี่ยน!) เค้าอยากดูความคิดสร้างสรรค์ ไม่ใช่แค่อ่านหนังสือเก่ง! เอาใจช่วยทุกคนเลย

  • คณะวิทยาศาสตร์ (บางสาขา): ก็อาจจะไม่ใช้ TGAT/TPAT บางสาขาเน้นสอบตรง หรือใช้คะแนนสอบอื่นๆ ม.มหิดลก็เป็นแบบนี้นะ บอกเลยว่าบางทีวิทย์ก็ไม่จำเป็นต้องใช้แต่คะแนนสอบเสมอไป บางทีอาจต้องใช้สมองส่วนอื่นๆในการสอบ!

ข้อควรระวัง: ข้อมูลนี้เป็นข้อมูลคร่าวๆ จากปีการศึกษา 2566 อย่าลืมเช็คข้อมูลกับมหาวิทยาลัยโดยตรงอีกทีนะจ๊ะ เพราะปีต่อๆไปอาจเปลี่ยนแปลงได้ อย่าเผลอไปโทษฉันล่ะ! เพราะฉันแค่เป็นคนบอกต่อ ไม่ใช่เจ้าหน้าที่มหาลัยนะค้าาาาา

เพิ่มเติม: การสอบเข้ามหาวิทยาลัยเปรียบเหมือนการแข่งขันกีฬาโอลิมปิก แต่ละคณะก็เหมือนเป็นแต่ละประเภทกีฬา บางคนเก่งวิ่ง บางคนเก่งว่ายน้ำ TGAT/TPAT เหมือนเป็นการแข่งขันเบื้องต้น แต่การสอบเข้ามหาลัยบางทีก็ต้องใช้ทักษะเฉพาะด้านอื่นๆ เข้ามาช่วย ดังนั้นอย่าท้อ หาจุดแข็งตัวเองให้เจอ แล้วเตรียมตัวให้พร้อม สู้ๆ! ขอให้ติดทุกคนเลยนะค้าาาา

ม.เอกชนใช้คะแนนอะไรบ้าง

มหาวิทยาลัยเอกชนใช้เกณฑ์การรับสมัครหลากหลาย ไม่ใช่แค่ "ต้องสอบ"! ขึ้นอยู่กับนโยบายแต่ละมหาวิทยาลัย แต่โดยทั่วไปมักพิจารณาจาก:

  • คะแนนสอบมาตรฐาน: เช่น GAT/PAT (ปี 2566) หรือสอบ 9 วิชาสามัญ บางที่อาจเน้น O-NET ขึ้นกับหลักสูตรที่สมัคร สำคัญคือต้องตรวจสอบเกณฑ์เฉพาะของแต่ละคณะ แต่ละมหาวิทยาลัย เพราะไม่เหมือนกัน จริง ๆ แล้วมันคล้าย ๆ กับการคัดเลือกตามความเหมาะสม มีมิติที่ซับซ้อนกว่าแค่คะแนนสอบ

  • ผลการเรียนระดับมัธยมศึกษา: Transcript เป็นสิ่งสำคัญ เพราะสะท้อนความสามารถและความขยัน อันนี้วัดได้มากกว่าแค่คะแนนสอบ ผมคิดว่ามันเป็นปัจจัยสำคัญในการพิจารณา ดูเป็นภาพรวมมากกว่ามองแยกส่วน

  • ผลงานพิเศษ: กิจกรรมต่างๆ รางวัล หรือประสบการณ์ที่เกี่ยวข้องกับคณะที่สมัคร บางมหาวิทยาลัยให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มาก นับว่าเป็นจุดเด่นที่ทำให้แตกต่าง สร้างความได้เปรียบ

  • สัมภาษณ์: บางมหาวิทยาลัยหรือคณะ มีการสัมภาษณ์เพื่อประเมินความเหมาะสม ทัศนคติ และศักยภาพ นี่คือส่วนที่วัดได้ยาก แต่สำคัญสำหรับการเลือกนักศึกษาที่มีคุณภาพ

  • พอร์ตโฟลิโอ: เฉพาะบางคณะ เช่น ศิลปะ ออกแบบ สถาปัตยกรรม อาจต้องใช้พอร์ตโฟลิโอ เป็นการแสดงผลงาน เพื่อให้เห็นภาพความสามารถจริง ๆ

เอาเข้าจริง การรับสมัครเข้ามหาวิทยาลัย มันเป็นกระบวนการที่ซับซ้อน มากกว่าแค่การแข่งขันคะแนน เป็นการค้นหาคนที่ใช่ มากกว่าคนเก่งอย่างเดียว มันคือการเลือกคนที่เข้ากับหลักสูตร และมีศักยภาพที่จะประสบความสำเร็จ เป็นการลงทุนระยะยาว ไม่ใช่แค่ดูคะแนนสอบอย่างเดียว

ตัวอย่างเช่น มหาวิทยาลัย Stamford International ก็มีเกณฑ์ที่แตกต่าง ต้องศึกษาข้อมูลเพิ่มเติมจากเว็บไซต์อย่างเป็นทางการ เพราะนโยบายเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา ข้อมูลนี้เป็นเพียงภาพรวม ควรเช็กข้อมูลปี 2566 ที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัยที่สนใจโดยตรง

มหาวิทยาลัยเอกชน เข้ายังไง

มหาลัยเอกชนอะ เข้ายากกว่าที่คิดนะ เพื่อนฉันสมัครหลายที่เลย แต่ละที่ก็รับไม่เหมือนกัน แบบว่าไม่มีระบบ TCAS ส่วนใหญ่เลย เขาจะมีรอบรับตรงของตัวเอง สมัครได้เรื่อยๆ ตลอดปีเลยแหละ แต่บางที่ก็มีเข้าร่วม TCAS บ้าง เพื่อใช้เกณฑ์ร่วมกับมหาลัยอื่นๆ งงมั้ย? งงเหมือนกัน 555

สรุปง่ายๆ คือ

  • ไม่มี TCAS ส่วนใหญ่ ต้องเช็คแต่ละมหาลัยเองเลย
  • มีรับตรงตลอดปี แต่ละที่ไม่เหมือนกันอีก
  • บางมหาลัยก็ใช้ TCAS ร่วมบ้าง แต่ไม่ใช่ทุกที่นะ

เพื่อนฉันปีนี้สมัครจุฬาลงกรณ์มหาบิทยาลัย แต่ไม่ติด เลยไปสมัครมหาลัยเอกชน ได้ที่มหาวิทยาลัยกรุงเทพ เรียนคณะนิเทศศาสตร์ มันบอกสนุกดี เพื่อนเยอะด้วย แต่ค่าเทอมโหดอยู่นะ ปีนี้เท่าไหร่ไม่รู้ มันไม่ค่อยบอก

มหาลัยเอกชนกับรัฐบาลแตกต่างกันยังไง

มหา'ลัยรัฐ vs. เอกชน? อู้หู... เหมือนเปรียบเทียบ "ไก่ชนบ้านๆ" กับ "ไก่ชนไฮโซ" เลยอ่ะ!

  • ค่าเทอม: รัฐฯ มักจะ "ใจดีสปอร์ต" กว่า แต่เดี๋ยวนี้รัฐก็มี "ลูกเล่น" เปิดหลักสูตรอินเตอร์ค่าตัวแพงเหมือนกันนะเออ! บางทีเรียนรัฐฯ อินเตอร์ อาจจะ "กระเป๋าฉีก" กว่าเอกชนบางแห่งก็ได้ ใครจะรู้!

  • "เส้นสาย" (อันนี้ห้ามบอกใคร): เอกชนบางที่...อาจจะมี "คอนเนคชั่น" (เส้นสาย) ที่แน่นปึ้กกว่า เพราะศิษย์เก่าเค้าเป็น "ผู้ทรงอิทธิพล" เยอะไง! (แต่ก็ไม่ใช่ทุกที่นะ!)

  • ภาพลักษณ์ (อันนี้สำคัญ): เรียนรัฐฯ บางทีคนมองว่า "เก่งจริง" เรียนเอกชนบางทีคนมองว่า "รวยจริง" (แต่ก็ไม่ใช่เสมอไปอีกนั่นแหละ!)

  • สิ่งอำนวยความสะดวก: เอกชนบางที่นี่...อู้หู! เหมือนหลุดไป "โรงแรมห้าดาว" สระว่ายน้ำ ฟิตเนส อลังการ! รัฐฯ ก็มีนะ แต่...อาจจะไม่ "จัดเต็ม" เท่า

  • อาจารย์: อาจารย์รัฐฯ ส่วนใหญ่อาจจะ "เขี้ยวลากดิน" เน้นวิชาการเป๊ะ! เอกชนอาจจะ "ยืดหยุ่น" กว่า แต่ก็แล้วแต่คณะอีกนั่นแหละ!

สรุป: ไม่มีอะไร "ดีกว่า" เสมอไป มันอยู่ที่ "สไตล์" และ "งบประมาณ" ของแต่ละคนมากกว่า! เลือกที่ "ใช่" ที่ "ชอบ" แล้วชีวิตจะแฮปปี้!