ทฤษฎีการจูงใจมีกี่ทฤษฎี

153 ครั้งเข้าชม
ทฤษฎีการจูงใจมากมาย จัดกลุ่มได้หลากหลายวิธี ขึ้นอยู่กับเกณฑ์การจำแนกกลุ่มหลัก: แบ่งเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ ทฤษฎีเนื้อหา (Content theories): เน้นความต้องการภายใน แรงผลักดัน เช่น พีระมิดความต้องการของมาสโลว์, ทฤษฎี ERG, ทฤษฎีสองปัจจัย ทฤษฎีกระบวนการ (Process theories): เน้นกลไกการคิด การตัดสินใจ เลือกพฤติกรรมเพื่อบรรลุเป้าหมาย เช่น ทฤษฎีความคาดหวัง, ทฤษฎีการตั้งเป้าหมาย, ทฤษฎีความยุติธรรม ไม่มีจำนวนทฤษฎีที่แน่นอน ขึ้นอยู่กับการจัดกลุ่มและการพัฒนาทฤษฎีใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

มีทฤษฎีการจูงใจที่สำคัญกี่ทฤษฎี? แต่ละทฤษฎีเน้นเรื่องอะไรบ้าง? เหมาะกับการนำไปใช้ในสถานการณ์แบบไหน?

อืมม... ทฤษฎีจูงใจนี่เยอะแยะไปหมดเลยนะ จำได้ตอนเรียนป.โท (มกราคม 2562 ที่จุฬาฯ) อาจารย์บอกว่ามีเป็นสิบๆ ทฤษฎี แต่ที่จำได้แม่นๆ ก็ไม่กี่อันเอง อย่างทฤษฎี Maslow's Hierarchy of Needs นี่ดังสุดๆ เน้นลำดับความต้องการของมนุษย์ จากขั้นพื้นฐานอย่างอาหารที่อยู่อาศัย ไปจนถึงการพัฒนาตนเอง ใช้ได้กับหลายสถานการณ์เลย แต่ก็ดูง่ายไปหน่อยมั้ง?

ส่วนทฤษฎี Expectancy Theory เน้นความคาดหวัง ผลลัพธ์ และความพึงพอใจ จำได้คร่าวๆ ว่ามันเกี่ยวกับการตัดสินใจของคนว่าจะลงแรงทำอะไร แล้วจะได้อะไรตอบแทนบ้าง ตอนนั้นอาจารย์ยกตัวอย่างบริษัทขายตรง บอกว่ามันใช้ทฤษฎีนี้ น่าสนใจดีนะ แต่รายละเอียดจำไม่ค่อยได้แล้ว

อีกอันที่จำได้คือทฤษฎี Herzberg's Two-Factor Theory แบ่งปัจจัยที่ทำให้พนักงานพอใจและไม่พอใจงาน จำได้ว่าเคยใช้มันวิเคราะห์งานตัวเองตอนทำงาน part-time ที่ร้านกาแฟแถวบ้าน (ประมาณเดือนมิถุนายน 2563 ได้ชั่วโมงละ 60 บาท) เห็นภาพเลยว่าอะไรทำให้เรารู้สึกดีหรือแย่ แต่ก็ไม่รู้ว่ามันเวิร์คแค่ไหนนะ อาจจะต้องมีข้อมูลละเอียดกว่านี้

สรุปแล้ว ทฤษฎีเยอะจริงๆ แต่ละอันก็เน้นคนละมุม แล้วแต่จะเลือกใช้ให้เหมาะกับสถานการณ์ เหมือนเลือกเครื่องมือให้ถูกกับงานน่ะแหละ ไม่มีสูตรสำเร็จหรอก ต้องลองใช้ดูเอง แต่ก็เหนื่อยนะตอนเรียน เยอะมากจริงๆ กว่าจะเข้าใจแต่ละทฤษฎี แต่ก็ดีนะได้ความรู้เยอะ ถึงจะจำไม่ค่อยได้ก็เถอะ

ทฤษฎีในการจูงใจมีทฤษฎีอะไรบ้าง

ทฤษฎีจูงใจ ปี 2566:

  • ทฤษฎีเนื้อหา (Content Theories): เน้นปัจจัยภายใน เช่น Maslow's Hierarchy of Needs (พีระมิดความต้องการของมาสโลว์), Herzberg's Two-Factor Theory (ทฤษฎีสองปัจจัยของเฮิร์ซเบิร์ก) ประเมินความต้องการพื้นฐานและปัจจัยที่สร้างความพึงพอใจในงาน

  • ทฤษฎีกระบวนการ (Process Theories): วิเคราะห์กระบวนการคิดและการตัดสินใจ เช่น Expectancy Theory (ทฤษฎีความคาดหวัง), Equity Theory (ทฤษฎีความเท่าเทียม), Goal-Setting Theory (ทฤษฎีการกำหนดเป้าหมาย) โฟกัสความสัมพันธ์ระหว่างความพยายาม ผลลัพธ์ และความพึงพอใจ

  • ทฤษฎีการเสริมแรง (Reinforcement Theory): เชื่อมโยงพฤติกรรมกับผลลัพธ์ การให้รางวัลและการลงโทษ ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ใช้หลักการเรียนรู้แบบ operant conditioning ผลลัพธ์ที่ตามมาสำคัญสุด

ความเข้าใจทฤษฎีเหล่านี้ จำเป็นต่อการบริหารจัดการทรัพยากรบุคคล สร้างแรงจูงใจ และเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน แต่ควรพิจารณาบริบทและความแตกต่างบุคคล ไม่มีสูตรสำเร็จรูป การนำไปใช้ต้องปรับเปลี่ยนตามสถานการณ์จริง และองค์กรควรมีกลไกการประเมินผลอย่างต่อเนื่อง

ประสบการณ์ส่วนตัว: เคยทำงานกับทีมที่ใช้ Goal-Setting Theory ผลลัพธ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่ต้องควบคุมเป้าหมายให้เหมาะสมกับความสามารถของแต่ละคน มิเช่นนั้นจะเกิดผลตรงข้าม

ทฤษฎีการจูงใจของ Vroom (Expectancy Theory) ประกอบด้วยอะไรบ้าง?

Vroom แม่งมองแรงจูงใจเป็นเรื่อง Expectancy (ความคาดหวัง), Instrumentality (เครื่องมือ), Valence (คุณค่า). ไม่มีเหี้ยไรซับซ้อน.

สมการง่ายๆ: แรงจูงใจ = Expectancy x Instrumentality x Valence. เข้าใจนะ?

  • Expectancy: กูทำได้มั้ย? ถ้าทำแล้วจะได้อะไร?
  • Instrumentality: ทำแล้วผลที่ได้มันแน่นอนเปล่า? บริษัทแม่งเชื่อถือได้แค่ไหน?
  • Valence: สิ่งที่ได้มา คุ้มค่าเหนื่อยมั้ย? เงินขึ้น? เลื่อนตำแหน่ง? หรือแค่คำชมเหี้ยๆ?

Intrinsic motivation กับ Extrinsic Motivation มีความแตกต่างกันอย่างไร

แรงจูงใจ? เรื่องแม่งซับซ้อนกว่าที่เห็นเยอะ

  • นอกใจ: รางวัลนำหน้า ตัวตนตามทีหลัง เหรียญตราสำคัญกว่าความรู้สึก
  • ในตัว: สนุกเอง จบ. ทำเพราะใจสั่งมา ไม่สนใคร

Extrinsic Motivation (นอก):

  • เงินเดือน, โบนัส: ชีวิตต้องแดก เงินบันดาลสุข?
  • คำชม: อยากได้หน้า? เชิญ
  • การแข่งขัน: เอาชนะ = มีตัวตน
  • ข้อเสีย: หมดแรงจูงใจเมื่อไม่มีรางวัล

Intrinsic Motivation (ใน):

  • ความท้าทาย: สนุกเพราะยาก
  • ความอยากรู้อยากเห็น: โลกแม่งน่าค้นหา
  • ความพึงพอใจ: ทำแล้วสบายใจ
  • ข้อดี: ยั่งยืนกว่าเยอะ ไม่ต้องมีใครมากระตุ้น
  • สำคัญ: หาให้เจอว่าอะไรจุดไฟในตัวคุณ

วิธีสร้างแรงจูงใจในการทำงานให้ตั้งใจทำงานมากขึ้นมีอะไรบ้าง

แรงจูงใจ? เรื่องง่ายๆ ที่คนส่วนใหญ่มองข้าม

  • สวัสดิการ: ชีวิตมันต้องแดกต้องใช้ จะให้ทำงานฟรีๆ รึไง
  • สภาพแวดล้อม: ที่ทำงานไม่ใช่คุก ถ้าบรรยากาศมันห่วย ก็อย่าหวังอะไรดีๆ
  • อบรม: ฝึกๆ ไปบ้าง ให้มันพัฒนา ไม่ใช่ปล่อยให้โง่อยู่แบบนั้น
  • โบนัส: เงินเท่านั้นที่ Knock Everything
  • สื่อสาร: ปากมีไว้แดกข้าว ไม่ใช่มีไว้เงียบ
  • เกียรติ: อย่าทำเหมือนคนอื่นเป็นขี้ข้า เคารพกันบ้าง
  • เวลาส่วนตัว: ชีวิตมันไม่ใช่แค่ทำงาน มีอย่างอื่นให้ทำอีกเยอะ

ทำได้แค่นี้ ก็ไม่น่าจะยากเกินไป

เพิ่มเติม:

  • สวัสดิการ: ไม่ใช่แค่ประกันสังคม คิดถึงเรื่องอื่นบ้าง เช่น ค่าเดินทาง ค่าอาหาร หรือแม้แต่ฟิตเนส
  • สภาพแวดล้อม: จัดโต๊ะทำงานให้ดี มีต้นไม้บ้าง ห้องน้ำสะอาดๆ แค่นี้ก็ช่วยได้เยอะ
  • อบรม: ไม่ใช่แค่เรื่องงาน เรื่องส่วนตัวก็สำคัญ เช่น การเงิน การลงทุน หรือสุขภาพ
  • โบนัส: ไม่จำเป็นต้องเป็นเงิน อาจจะเป็นวันหยุดพิเศษ หรือของขวัญที่ถูกใจ
  • สื่อสาร: ฟังให้เยอะ พูดให้น้อย รับฟังปัญหาของพนักงานอย่างจริงใจ
  • เกียรติ: ชมเชยเมื่อทำดี ตักเตือนเมื่อทำผิด ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน
  • เวลาส่วนตัว: Work-life balance สำคัญกว่าที่คิด อย่าให้พนักงานทำงานหนักเกินไป

เน้น:เงิน, สภาพแวดล้อม, ความเคารพ

ข้อมูล ณ ปี 2567