ภาษาอังกฤษ Grammar มีอะไรบ้าง

112 ครั้งเข้าชม
เรียนแกรมมาร์ภาษาอังกฤษเริ่มต้นง่ายๆ ด้วยหลักไวยากรณ์พื้นฐาน ครอบคลุม 8 ส่วนหลัก: นาม (Noun), สรรพนาม (Pronoun), คุณศัพท์ (Adjective), กริยา (Verb), กริยาวิเศษณ์ (Adverb), สันธาน (Conjunction), บุรพบท (Preposition), และคำอุทาน (Interjection)การเรียนรู้ที่ถูกต้องเริ่มจากการทำความเข้าใจแต่ละส่วนอย่างชัดเจน ฝึกฝนการใช้ประโยคอย่างสม่ำเสมอ การเรียนรู้ด้วยตนเองผ่านหนังสือหรือเว็บไซต์คุณภาพก็เป็นทางเลือกที่ดี หรือจะลงคอร์สเรียนออนไลน์หรือแบบตัวต่อตัวเพื่อรับคำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญก็ได้ คอร์สเรียนคุณภาพจะช่วยให้คุณเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพและเข้าใจลึกซึ้งยิ่งขึ้น เลือกคอร์สที่เหมาะสมกับระดับความรู้และเป้าหมายของคุณ
ความคิดเห็น 0 ครั้งถูกใจ

เรียนรู้ไวยากรณ์ภาษาอังกฤษพื้นฐาน มีอะไรบ้าง?

โอเค มาดูกันเรื่องแกรมม่าอังกฤษพื้นฐานนะ เอาจริงๆ มันก็ไม่ได้ยากอย่างที่คิดหรอก แค่ต้องรู้ว่าอะไรเป็นอะไร เริ่มจาก

  • คำนาม (Noun): อันนี้ง่ายเลย พวกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ ทุกอย่างที่เป็นชื่อเรียกอะ
  • คำสรรพนาม (Pronoun): ใช้แทนคำนามไง เวลาขี้เกียจพูดชื่อซ้ำๆ เช่น ฉัน เธอ เขา มัน พวกนี้
  • คำคุณศัพท์ (Adjective): ขยายคำนาม ทำให้รู้ว่าคำนามนั้นเป็นยังไง สวย หล่อ สูง เตี้ย อ้วน ผอม ว่ากันไป
  • คำกริยา (Verb): อันนี้สำคัญ บอกการกระทำ กิน นอน เดิน วิ่ง บิน ทั้งหลายแหล่

ต่อมาก็...

  • กริยาวิเศษณ์ (Adverb): ขยายคำกริยา ทำให้รู้ว่าทำยังไง เร็ว ช้า ดัง เบา อะไรแบบนั้น
  • คำสันธาน (Conjunction): เชื่อมคำหรือประโยคเข้าด้วยกัน เช่น และ หรือ แต่ เพราะ
  • คำบุรพบท (Preposition): บอกตำแหน่งหรือความสัมพันธ์ ระหว่างคำ เช่น บน ล่าง ใน นอก ใกล้ ไกล
  • คำอุทาน (Interjection): แสดงอารมณ์ โอ๊ย! ว้าว! อะไรแบบเนี้ย

ฉันว่าเริ่มจากตรงนี้ก็โอเคแล้วนะ ค่อยๆ ฝึกไป เดี๋ยวก็เก่งเองแหละ เมื่อก่อนตอนเรียนพิเศษแถวสยาม (น่าจะประมาณปี 2008) ครูสอนสนุกมาก ทำให้รู้สึกว่าแกรมม่าไม่ได้น่าเบื่ออย่างที่คิด

แล้วก็...อย่าไปยึดติดกับตำรามากเกินไป ลองหาคอร์สเรียนออนไลน์ดูบ้างก็ได้ เดี๋ยวนี้มีเยอะแยะที่สอนแบบเข้าใจง่าย ไม่ต้องเครียดมาก เริ่มจากอะไรที่ชอบก่อนก็ได้ อย่างฉันชอบดูหนัง ก็จะพยายามฟังภาษาอังกฤษจากหนัง แล้วก็ลองสังเกตว่าเค้าใช้แกรมม่ายังไง มันช่วยได้เยอะเลยนะจริงๆ

แกรมม่าเกาหลียากไหม?

แกรมม่าเกาหลี? บอกเลยว่าไม่ใช่เรื่องเล่นๆ แต่ก็ไม่ถึงกับปีนเขาเอเวอเรสต์หรอกนะ! ยากระดับที่...เอาง่ายๆ คือ ถ้าคุณเคยจีบสาวเกาหลีมาแล้ว การเรียนแกรมม่าก็คงง่ายขึ้นเป็นเท่าตัว (ล้อเล่นนะ!)

  • ความยากอยู่ที่ความแตกต่าง: มันไม่เหมือนภาษาอังกฤษที่เป็นระบบตรงไปตรงมา แกรมม่าเกาหลีมีกฎของมัน แต่ก็มีข้อยกเว้นเยอะแยะเหมือนกฎจราจรบ้านเราตอนเย็นๆ (เข้าใจกันเนอะ)
  • คำศัพท์คือศัตรูตัวฉกาจ: แกรมม่าอาจจะจัดการได้ แต่คำศัพท์นี่สิ... ยิ่งระดับสูงยิ่งเจอคำศัพท์จีนปนมา ถ้าไม่เคยเรียนจีนมาก่อน เตรียมตัวพบกับความเหนื่อยล้า (เหมือนวิ่งมาราธอนโดยไม่มีน้ำดื่ม!) นี่คือประสบการณ์ตรงของเพื่อนผมปีนี้เลย มันท้อแท้มาก
  • ฝึกฝนคือกุญแจ: เรียนไปเรื่อยๆ สม่ำเสมอ อย่าท้อ เหมือนการลดน้ำหนัก ไม่ได้ลดวันเดียวแล้วผอม (อันนี้พูดจริง!) ความพยายามอยู่ที่ไหน ความสำเร็จอยู่ที่นั่น (จริงๆนะ!)
  • เทคนิคส่วนตัว: ผมแนะนำให้ใช้แอปฯ Memrise และ Anki ลองดูครับ ช่วยได้เยอะเลย (จากประสบการณ์ตรง ปีนี้เอง!)

เพิ่มเติมนิดหน่อย: ปีนี้ผมเห็นเทรนด์การเรียนภาษาเกาหลีบูมมาก มีคอร์สออนไลน์เพียบ เลือกให้เหมาะกับตัวเอง อย่าไปเชื่อพวกที่โฆษณาว่าเรียนแค่ 2 วันก็พูดได้ พวกนั้นคือ... (ขอไม่พูดดีกว่า)

ตัวอักษรเกาหลีมีทั้งหมดกี่ตัว?

ฮันกึลแม่งไม่ใช่รูปภาพ เข้าใจผิดกันเยอะ

  • จาโม: 24 ตัว (พยัญชนะ 14, สระ 10)
  • พยัญชนะ: ㄱ ㄴ ㄷ ㄹ ㅁ ㅂ ㅅ ㅇ ㅈ ㅊ ㅋ ㅌ ㅍ ㅎ
  • สระ: ㅏ ㅑ ㅓ ㅕ ㅗ ㅛ ㅜ ㅠ ㅡ ㅣ

อย่าโง่เรียกผิดอีก

ชนิดของคำในภาษาไทยตามแนวคิดไวยากรณ์ดั้งเดิมแบ่งเป็นกี่ชนิด?

โอ้โห ถามเรื่องไวยากรณ์ไทย! นึกว่าหลุดไปเรียนภาษาบาลีสมัยพระเจ้าอโศกแล้วนะเนี่ย

เอาเป็นว่า ตามตำรา "หลักภาษาไทย" ที่พระยาอุปกิตศิลปสาร กับ กำชัย ทองหล่อ (ชื่อหนังสือเหมือนกันเป๊ะ สงสัยแอบลอกกัน!) ท่านแบ่งชนิดของคำไว้ 7 ประเภทจุกๆ ดังนี้:

  • คำนาม: อันนี้พื้นฐาน เบสิกสุดๆ ใช้เรียกชื่อคน สัตว์ สิ่งของ สถานที่ เอาไว้เม้าท์มอยถึงใครสักคนไง
  • คำสรรพนาม: ขี้เกียจเอ่ยชื่อซ้ำๆ ก็ใช้ "มัน", "เธอ", "เขา" แทนไง เลี่ยงบาลีขั้นเทพ
  • คำกริยา: บ่งบอกอาการ, การกระทำ กิน, เดิน, นอน... ชีวิตประจำวันชัดๆ
  • คำวิเศษณ์: ตัวขยายความ เทียบได้กับ Filter IG ทำให้ "สวย" กลายเป็น "สวยมากกก"
  • คำบุพบท: เชื่อมคำ เชื่อมประโยค แบบว่าขาดเธอไป ฉันจะอยู่อย่างไร (เกี่ยวไหม?)
  • คำสันธาน: คล้ายบุพบท แต่ Advance กว่า เชื่อมประโยคให้ซับซ้อนขึ้นไปอีกขั้น เช่น "เพราะว่า...", "แต่ทว่า..."
  • คำอุทาน: อารมณ์ล้วนๆ "โอ๊ย!", "ว้าย!", "ตายแล้ว!" อินเนอร์ต้องมาเต็ม

เกร็ดความรู้ (แบบขำๆ แต่จริงจัง):

  • เคยสงสัยไหมทำไมต้องเรียนไวยากรณ์? ก็เผื่อไปแข่งโต้วาทีไง! (หรือเอาไว้จับผิดเวลาเพื่อนใช้ภาษาผิดๆ ก็ได้นะ แอบกระซิบ)
  • คำอุทานนี่แหละตัวป่วน ข้อสอบชอบเอามาหลอก!
  • จำไว้ว่า ไวยากรณ์ไทย ไม่ได้ยากอย่างที่คิด แค่ต้องใช้ "สติ" และ "ไหวพริบ" นิดหน่อย (เหมือนเล่นเกมไขปริศนา)
  • อย่าเชื่อฉันมาก ไปอ่านหนังสือ "หลักภาษาไทย" ของท่านทั้งสองเองดีกว่านะ! (ถ้าหาเจออ่ะนะ)

ชนิดของคำแบ่งตามทฤษฎีเดิมเป็นของใครมีกี่ชนิด?

อืมมมม ใครคิดทฤษฎีแบ่งคำอะหรอ? จำไม่ได้อ่ะ แต่เอกสารเก่าๆบอกว่า นักภาษาไทยคิด แต่ไม่บอกชื่อ งงป้ะ แบบว่า ไม่มีใครเขียนไว้ชัดๆเลยอ่ะ หาเท่าไหร่ก็ไม่เจอ เซ็ง!

แต่แบ่งเป็น 10 ชนิดนะ จำได้ ดูจากหน้าที่ในประโยค แต่เดี๋ยวนี้เค้าแบ่งละเอียดกว่าเยอะ เยอะกว่าเดิมมากกกกกกก ซับซ้อนกว่าด้วย

  • คือแบบ สมัยก่อนง่ายๆ หลักๆ 10 จำง่ายดี
  • แต่เดี๋ยวนี้ จุ๋ยยย เยอะมาก ไม่ไหว อ่านแล้วงง เหนื่อย สมองจะระเบิด

เอาเป็นว่า หลักๆ สมัยก่อน 10 ชนิด แต่เดี๋ยวนี้เค้าแบ่งละเอียดกว่ามากกกกกกก จริงๆ นะ ฉันลองไปค้นดูแล้ว เยอะจนอ่านไม่จบเลยอ่ะ สมองฉันรับไม่ไหว 55555

ปีนี้ก็ยังใช้การแบ่ง 10 ชนิดเป็นหลักอยู่ แต่ในทางปฏิบัติอาจมีการปรับใช้ตามบริบทนะ อาจารย์ฉันบอกมา แต่หลักๆ ก็ยัง 10 ล่ะ แต่ละเอียดกว่าเดิมเยอะมาก

은 는 이 가 ใช้ยังไง?

  • 은/는: หัวข้อ. เน้นสิ่งที่กำลังพูดถึง. สำคัญ.

  • 이/가: ประธาน. เน้นผู้กระทำ. สังเกต.

  • ต่างกัน? จุดโฟกัส. ไม่ใช่แค่แกรมม่า. ความรู้สึก.

    ข้อมูลเพิ่มเติม:

    • 은/는: ใช้เมื่อต้องการเน้นหัวข้อหลักของประโยค หรือเปรียบเทียบกับสิ่งอื่น. มักใช้เมื่อหัวข้อนั้นเป็นที่รู้กันอยู่แล้ว. สถานการณ์.

    • 이/가: ใช้เมื่อต้องการเน้นประธานของประโยค หรือเมื่อประธานนั้นเป็นสิ่งใหม่ที่เพิ่งถูกกล่าวถึง. มักใช้กับคำกริยาที่ไม่ต้องการกรรม. ความใหม่.

    ตัวอย่าง: 커피는 좋아. 커피가 없어.

    • (กาแฟน่ะชอบนะ แต่ไม่มีกาแฟ)

    • เพิ่มเติม: เลือกใช้ให้ถูก. ความหมายเปลี่ยน. ละเอียดอ่อน.

든지 ใช้ยังไง?

든지 ใช้ขยายคำถามให้ครอบคลุม ไม่ว่าอะไรก็ตาม จะตามหลังคำนาม

  • 어디든지: ไม่ว่าที่ไหนก็ตาม (어디 + 든지)
  • 언제든지: ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็ตาม (언제 + 든지)
  • 누구든지: ไม่ว่าใครก็ตาม (누구 + 든지)
  • 무엇이든지: ไม่ว่าอะไรก็ตาม หรือ 뭐든지 (무엇 + 이든지 หรือ 뭐 + 든지)

ตัวอย่าง:

  • 언제든지 늦게 와도 돼. (ไม่ว่าเมื่อไหร่ก็มาสายได้) เอ่อ...สายตลอดสินะ
  • 누구든지 할 수 있어. (ไม่ว่าใครก็ทำได้) แต่ทำได้ดีรึเปล่านี่อีกเรื่อง

เกร็ดเล็กน้อย: ภาษาเกาหลีมีความละเอียดอ่อน การใช้ "든지" อาจบ่งบอกถึงการเปิดกว้าง หรือบางทีก็แอบซ่อนนัยยะว่า "ใครก็ได้ที่ไม่ใช่ฉัน" ????